ดูหนังออนไลน์
CEO INSIGHT

เปิดกลยุทธ์ ‘ออริจิ้น’ กระจายความเสี่ยง ขยายขาธุรกิจใหม่ สร้างอีโคซิสเต็ม

ออริจิ้น กระจายความเสี่ยง เดินหน้าขยายขาธุรกิจใหม่ ภายใต้วิชั่น “NEXT LEVEL” ลุยโลจิสติกส์ บริการสินทรัพย์ ธุรกิจสุขภาพ สร้างอีโคซิสเต็ม เจาะทุกเจน

ธุรกิจที่เผชิญปัจจัยลบรอบด้านในปัจจุบัน การปรับตัวจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อประคองธุรกิจให้อยู่รอดได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การนำกลยุทธ์กระจายความเสี่ยงมาใช้ เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพิงรายได้จากธุรกิจเดียว เช่นเดียวกับที่ ออริจิ้น กระจายความเสี่ยง ด้วยการขยายตัวสู่ธุรกิจใหม่ ๆ

ออริจิ้น กระจายความเสี่ยง

นายพีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI ผู้พัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจร เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและไม่มีใครคาดคิดในปี 2563 บริษัทได้เรียนรู้และปรับตัวอย่างต่อเนื่อง จนได้รับประสบการณ์ มุมมอง และแนวคิดใหม่ ๆ ในการดำเนินธุรกิจเพื่อผู้บริโภค ส่งผลให้ยังสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง

ในปี 2564 จะไม่ใช่แค่ปีที่บริษัทเติบโตขึ้น แต่บริษัทจะนำทุกองค์ความรู้ที่ได้รับ ตลอดปี 2563 ประกอบกับ Disruptor Mindset ซึ่งเป็น DNA ของทีมงานออริจิ้น พาบริษัทก้าวสู่อีกระดับในทุกด้าน ภายใต้แนวคิด “ORIGIN NEXT LEVEL” สร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่สามารถดูแลผู้บริโภค ได้อย่างครบวงจร ในทุกช่วงเวลาของชีวิต

“วันนี้เราไม่ได้มองตัวเองเป็นแค่ ผู้พัฒนาที่อยู่อาศัย แต่เรามองตัวเองสู่การเป็นกลุ่มธุรกิจ ที่มีสินค้าและบริการ ต่อยอดไปได้อย่างต่อเนื่อง หรือ Beyond Property เพื่อตอบโจทย์คนทุกเจเนอเรชั่น ตลอดช่วงชีวิตของเขา”นายพีระพงศ์ กล่าว

สำหรับแนวคิด ORIGIN NEXT LEVEL ประกอบด้วย 2 แกนหลัก ได้แก่

1. Next Level of Business Expansion ขยายธุรกิจทั้งเชิงกว้างและเชิงลึกด้วยทำเลใหม่ (New Location) แบรนด์ใหม่ (New Brand) กลุ่มธุรกิจใหม่ (New Business) ความร่วมมือใหม่ (New Collaboration) เพื่อตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายใหม่ (New Target Segmentation)

ขณะที่ในกลุ่มโครงการที่อยู่อาศัย จะมีการเปิดตัวใหม่ในปีนี้ 20 โครงการ มูลค่าโครงการรวม 20,000 ล้านบาท

2. Next Level of Living Solutions สร้างสรรค์ทั้งฟังก์ชั่นใหม่ (New Function) และบริการใหม่ (New Services) ในบ้านจัดสรรและคอนโดมิเนียม เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมการอยู่อาศัยของคนยุค Now Normal ไปจนถึง Next Normal

บริษัทเชื่อมั่นว่าด้วยแผนการก้าวไปข้างหน้าแบบ Next Level จะสร้างรากฐานการเติบโตที่แข็งแกร่ง และมั่นคงให้แก่บริษัทในระยะยาว และส่งผลให้บริษัทมียอดขายในปี 2564 ถึง 29,000 ล้านบาท สูงที่สุดนับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทหรือเป็น All Time High และมีรายได้รวมอยู่ที่ 14,000 ล้านบาท

การกระจายความเสี่ยงของ ออริจิ้น สะท่อนได้จาก การวางเป้าหมายก้าวไปแบบ Next Level กับธุรกิจใหม่อีก 3 กลุ่ม ได้แก่

  • กลุ่มธุรกิจบริการสุขภาพ (Healthcare) อาทิ กลุ่มธุรกิจเสริมความงาม กลุ่มศูนย์บริการสุขภาพ กลุ่มแพลทฟอร์มให้บริการสุขภาพออนไลน์และเทคโนโลยีด้านสุขภาพ
  • กลุ่มธุรกิจศูนย์โลจิสติกส์ (Logistic Center) ดำเนินกิจการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจโลจิสติกส์ ภายใต้การร่วมทุนกับ บริษัท เจดับเบิ้ลยูดี อินโฟโลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ JWD คาดว่าจะเปิดเผยแผนธุรกิจร่วมกันได้ในช่วงปลายเดือน เม.ย.นี้
  • กลุ่มธุรกิจบริหารสินทรัพย์ (Asset Management Company หรือ AMC) นำรากฐานองค์ความรู้และความพร้อมในเครือบริษัท มาต่อยอดสู่การดำเนินธุรกิจบริหารสินทรัพย์อย่างเข้มแข็งและครบวงจร ร่วมกันบริหารทรัพย์สินรอการขาย (NPA) และสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ (NPL) ที่มีโอกาสเพิ่มขึ้นจากสถานการณ์ โควิด-19

ออริจิ้น กระจายความเสี่ยง

ปัจจุบัน บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) มีโครงสร้างธุรกิจหลากหลาย ประกอบด้วย

1. ธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัยเพื่อการขาย (Residential Development Business) พัฒนาคอนโดมิเนียมและบ้านจัดสรรมาแล้ว 81 โครงการ เช่น แบรนด์ พาร์ค ออริจิ้น, ดิ ออริจิ้น, ไนท์บริดจ์, นอตติ้ง ฮิลล์, เคนซิงตัน  และ บริทาเนีย รวมมูลค่าโครงการกว่า 125,000 ล้านบาท

2. ธุรกิจที่สร้างรายได้ต่อเนื่อง (Recurring Income Business) เช่น โรงแรม เซอร์วิส อพาร์ตเมนท์ ค้าปลีก

3. ธุรกิจบริการ (Service Business) เช่น ธุรกิจการจัดการอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจตัวแทนซื้อ ขาย เช่า อสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ และยังมีวิสัยทัศน์ในการขยายประเภทธุรกิจใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เป็นผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจร

ขณะที่บริษัทในเครือ อย่าง บริษัท บริทาเนีย จำกัด ถือเป็น New S Curve ของ ออริจิ้น ที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาสินค้าคุณภาพ จนได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภค สามารถขยายแบรนด์บ้านจัดสรรออกมาถึง 4 แบรนด์ ได้แก่ เบลกราเวีย (Belgravia), แกรนด์ บริทาเนีย (Grand Britania), บริทาเนีย (Britania) และไบรตัน (Brighton) ครอบคลุมตลาดตั้งแต่ระดับ 2.5-50 ล้านบาท

ในปี 2564 นี้ บริทาเนีย วางเป้าหมาย เปิดตัว 11 โครงการใหม่ มูลค่ารวมกว่า 10,400 ล้านบาท โดยจะเน้นการเติบโตในทำเลใหม่ ๆ โดยเฉพาะในฝั่งตะวันตกของกรุงเทพฯ ที่ยังมีดีมานด์สูง เพื่อเป็นรากฐานสู่การเปิดโครงการสะสมจนครอบคลุม 10 จังหวัดในปี 2565

ในส่วนของธุรกิจคอนโดมิเนียม วางเป้าหมายพัฒนาโครงการทั้งสิ้น 9 โครงการ มูลค่าโครงการรวม 9,600 ล้านบาท เกาะแนวรถไฟฟ้าและ อีอีซี โดยมีแบรนด์ใหม่ถึง 4 แบรนด์ เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายใหม่ ได้แก่

  • ออริจิ้น ปลั๊ก แอนด์ เพลย์ (Origin Plug & Play) เจาะตลาดกลุ่ม Gen Y และ Gen Z โดยเฉพาะกลุ่มที่ทำสตาร์ทอัพ
  • บริกซ์ตัน (Brixton) แบรนด์ราคาเข้าถึงง่าย สำหรับตลาดเฉพาะกลุ่ม (Affordable Niche) คอนเซ็ปต์แต่ละโครงการ อาจเจาะลูกค้าแตกต่างกันไป เช่น เจาะกลุ่มนักศึกษา-คนทำงานใกล้มหาวิทยาลัย กลุ่มคนรักสัตว์ เป็นต้น
  • แฮมป์ตัน (Hampton) แบรนด์คอนโดเจาะตลาดนักลงทุนโดยเฉพาะ โดยมีสิทธิพิเศษและการันตีผลตอบแทนแก่ผู้ซื้อ นำร่องใน ศรีราชา และระยอง 4.ออริจินอล (Original) คอนโดสำหรับเจาะตลาดผู้สูงอายุ (Silver Age)

นอกจากนี้ ออริจิ้น ยังให้ความสำคัญกับ การพัฒนาฟังก์ชั่น ที่ตอบโจทย์เทรนด์ใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นจากทั้ง  Now Normal และสังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) จึงได้จับมือกับพันธมิตรด้านสุขภาพจำนวนมาก เพื่อมากระจายตัวดูแลลูกบ้านทั้งในโครงการบ้านจัดสรรและคอนโดมิเนียม อาทิ โรงพยาบาลสมิติเวช ที่เข้ามาเป็นพันธมิตรด้านโรงพยาบาลเสมือนจริง เป็นต้น

พร้อมกันนี้ ได้จับมือกับศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางการออกแบบ สภาพแวดล้อมเพื่อทุกคน และสวางคนิเวศ เพื่อดำเนินการ Senior Living Lab ศึกษาวิจัยสภาพแวดล้อม และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ที่เหมาะสมกับความเป็นอยู่ของผู้สูงอายุไทยในปัจจุบัน และยกระดับการออกแบบโครงการที่อยู่อาศัยให้เหมาะสมกับคนกลุ่มดังกล่าว

ขณะเดียวกัน บริษัทยังคงเดินหน้าในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ โดยในปีนี้จะพัฒนาโครงการวัน ออริจิ้น สนามเป้า (One Origin Sanampao) เป็นโครงการอาคารสำนักงาน ขนาดพื้นที่กว่า 56,100 ตร.ม. ติด BTS สนามเป้า ซึ่งพร้อมตอบโจทย์ความต้องการอาคารสำนักงานในฝั่งกรุงเทพฯ ตอนเหนือที่ยังคงขยายตัวได้ดี

อ่านข่าวเพิ่มเติม

WANPEN PUTTANONT