World News

‘1MDB’ เรื่องฉาวมาเลเซีย ที่เหวี่ยงมาถึงไทย

ที่ผ่านมาเรื่องราวอันแสนอื้อฉาวของ กองทุนเพื่อการพัฒนามาเลเซีย “1Malaysia Development Berhad” หรือ 1MDB ที่ยืดเยื้อมานานหลายปี อาจจะดูเป็นเรื่องที่ไกลตัว และไม่เกี่ยวอะไรกับคนไทยแม้แต่น้อย

แต่ความคิดดังกล่าวก็ต้องพลิกกลับไปทันที เมื่อ “ช่อ” พรรณิการ์ วาณิช อดีตแกนนำพรรคอนาคตใหม่ ออกมาจัด “อภิปรายนอกสภา” กล่าวหารัฐบาลไทย ภายใต้การนำของ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ว่าอาจร่วมปิดบังคดีทุจริต “1MDB” ของมาเลเซีย เรื่องราวที่ทำให้หลายคนสงสัยถึงที่มาที่ไปของคดีนี้ขึ้นมาทันที

“1MDB” คืออะไร

1Malaysia Development Berhad หรือ “1MDB” เป็นบริษัทด้านการพัฒนากลยุทธ์ ที่อดีตนายกรัฐมนตรี “นาจิบ ราซัค” ของมาเลเซียก่อตั้งขึ้นมา โดยมีเป้าหมายเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาว ผ่านการร่วมมือกับพันธมิตรต่างชาติ และส่งเสริมการลงทุนโดยตรง (FDI) ในประเทศ โดย 1MDB จะมุ่งเน้นการพัฒนาในโครงการด้านพลังงาน อสังหาริมทรัพย์ การท่องเที่ยว และธุรกิจการเกษตร

การลงทุนของ 1MDB

  • บริษัท ปิโตรซาอุดี โฮลดิ้งส์  (เคย์แมน) จำกัด ( PetroSaudi Holdings (Cayman) Ltd)
  • บริษัท แซเกรเดเด็ด พอร์ทโฟลิโอ (Segregated Portfolio Company : SPC)
  • บริษัท เอสอาร์ซี กรุ๊ป (SRC Group)
  • ลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์ มีเป้าหมายเพื่อทำรายได้จากการลงทุนในระยะยาว ถือครองสินทรัพย์คิดเป็นมูลค่าราว 2,111 ล้านริงกิต
  • ลงทุนในภาคพลังงาน เข้าลงทุนด้านพลังงานผ่านการร่วมทุนกับจีน และกาตาร์

 

เรื่องอื้อฉาวพัวพันผู้นำมาเลเซีย

ในเดือนมกราคม 2558 นั้น 1MDB ผิดนัดชำระหนี้วงเงิน 550 ล้านดอลลาร์ และรัฐบาลมาเลเซียต้องเจอกับแรงกดดันอย่างมาก ถึงการหาสาเหตุผิดนัดชำระหนี้ดังกล่าว จนต้องตั้งคณะทำงานพิเศษขึ้นมาสอบสวนการดำเนินงานของ 1MDB

แต่ผลการสอบสวนยังไม่ทันออกมา ชื่อของ “1MDB” ก็กลายเป็นข่าวฉาวแห่งปีของทั่วโลก เมื่อสื่อดังของสหรัฐอย่าง “วอลล์สตรีท เจอร์นัล” และ “ซาราวัก รีพอร์ต” เว็บไซต์ข่าวของมาเลเซีย รายงานเรื่องฉาวครั้งใหญ่ กล่าวหา “นาจิบ ราซัก” นายกรัฐมนตรีมาเลเซียในขณะนั้น รับเงินเกือบ 700 ล้านดอลลาร์ จากหลายบริษัท ที่เชื่อมโยงกับกองทุนเพื่อการพัฒนาแห่งนี้

แน่นอนว่า นาจิบ ออกมาปฏิเสธเรื่องดังกล่าว และผลสอบของคณะทำงานพิเศษที่รัฐบาลมาเลเซียตั้งขึ้นมา หลังจากโดนกดดันอย่างหนักจากประชาชนที่ไม่พอใจเรื่องที่เกิดขึ้น ก็ได้ข้อสรุปว่า นาจิบไม่ผิด เพราะเงินดังกล่าวเป็นเงินบริจาค ไม่ได้มาจากกองทุน 1MDB

การเปิดโปงข้างต้น ยังทำให้ สวิตเซอร์แลนด์ สหรัฐ และ สิงคโปร์ ต่างเริ่มสอบสวนเส้นทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับกองทุนทันที และพบว่ามีการฉ้อโกงเงินจาก 1MDB คิดเป็นมูลค่าเกือบ 4,000 ล้านดอลลาร์  ทั้งการสอบสวนเรื่องนี้ ยังทำให้ไปเจอกับ “โจ โลว์” คนสนิทของนาจิบ ที่เชื่อกันว่าเป็นผู้มีบทบาทหลักในการยักยอกเงินออกจากกองทุน

อย่างไรก็ดี ในเวลาต่อมาหลังจากที่นาจิบพ่ายการเลือกตั้งใหญ่ เสียเก้าอี้นายกรัฐมนตรีให้กับ “มหาธีร์ โมฮัมหมัด” เรื่องราวของ 1MDB ก็ตามกลับมาหลอกหลอนเขาอีกครั้งหนึ่ง เมื่อมหาธีร์ ซึ่งเมื่อปี 2559 เคยยื่นฟ้องขอให้ศาลสั่งอายัดทรัพย์นาจิบ ประกาศที่จะรื้อฟื้นคดีอื้อฉาวนี้ขึ้นมาใหม่ และนำเงินที่หายไปจาก 1MDB กลับคืนมา

เมื่อขั้วอำนาจเปลี่ยนไป ผลของการสืบสวนก็เปลี่ยนแปลงไปด้วย โดยผลการสอบสวนภายใต้รัฐบาลมหาธีร์นั้น นำไปสู่ การยึดเงินสด และทรัพย์สินมูลค่า 1,100 ล้านริงกิต ที่เกี่ยวข้องกับอดีตนายกรัฐมนตรีนาจิบ ถือเป็นการยึดทรัพย์ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มาเลเซีย

ทั้งในเวลาต่อมา นาจิบ และ รอสมาห์ ภรรยาของเขา ยังถูกจับกุม และถูกตั้งข้อหาหลายข้อหาด้วยกัน รวมถึง ฟอกเงิน ยักยอก และคอร์รัปชัน ซึ่งจนถึงการไต่สวนคดีก็ยังไม่ได้ข้อยุติ

ใครคือ “ซาเวียร์ จุสโต” 

หนึ่งในตัวละครสำคัญของคดีอื้อฉาว 1MDB คงหนีไม่พ้น “ซาเวียร์ จุสโต” นายธนาคารชาวสวิตเซอร์แลนด์ เชื้อสายสเปน ซึ่งเป็นผู้ที่นำเรื่องราวต้องสงสัยเกี่ยวกับการยักยอกเงินจาก 1MDB  มาเปิดเผยให้กับผู้สื่อข่าวรู้ จนถูกตีแผ่ออกมา

จุสโต ได้รู้จักกับ “ตาเร็ก โอเบด” ผู้ก่อตั้ง “ปิโตร ซาอุดี อินเตอร์เนชั่นแนล”  และถูกชักชวนให้เข้าไปทำงานในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายไอทีของบริษัท ซึ่งตามที่ตกลงกันนั้น เขาจะต้องได้เงินเดือนประมาณ​ 16 ล้านบาท แต่เมื่อเข้าทำเงินเดือนที่ได้กลับไปเป็นไปตามที่ตกลงกันไว้ จนเขาตัดสินใจลาออก แต่ไม่ได้มาตัวเปล่า เขานำข้อมูล และอีเมลกว่า 230,000 ฉบับ ขนาด 90 GB ออกมาจากบริษัท และส่งต่อให้นักข่าวเปิดเผยเรื่องดังกล่าว

ในเวลาต่อมาเขาถูกจับที่ไทย ด้วยข้อหา พยายามกรรโชกทรัพย์ หลังจากยอมรับว่าขโมยข้อมูลการเงินของนาจิบ มาจากบริษัทปิโตร ซาอุดี อินเตอร์เนชั่นแนล ถูกตัดสินจำคุก 6 ปี แต่รับสารภาพจึงได้รับการลดโทษกึ่งหนึ่ง และติดคุกอยู่ 3 ปี ก่อนได้รับพระราชทานอภัยโทษ โดนจำคุกอยู่เพียงแค่ 1 ปีเท่านั้น ซึ่งหลังจากที่เขาออกจากเรือนจำมา เขาก็โดนเนรเทศออกจากไทยทันที

กรณีของจุสโตนี้ “ช่อ” อ้างว่า ตำรวจไทยได้จับกุมเขา หลังจากที่ฆุสโตเปิดโปงคดีอื้อฉาว และยังมีอีกหลายอย่างที่บ่งชี้ว่า คดีนี้ผิดปกติ เช่น อดีตสกอตแลนด์ยาร์ดและตำรวจไทยกดดันให้เขายอมรับสารภาพ และการที่เอฟบีไอ ของสหรัฐ ถูกปฏิเสธคำขอเข้าสอบสวน และยังไม่มีการโอนตัวฆุสโตกลับไปรับโทษที่สวิตเซอร์แลนด์ ตามที่ควรจะเป็น

“ช่อ” บอกด้วยว่า คดีนี้มีความผิดปกติอื่นๆ ตั้งแต่ขั้นตอนของตำรวจ เรือนจำ รวมถึงรัฐมนตรีในกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ซึ่งตำรวจแห่งชาติขึ้นตรงกับสำนักนายกรัฐมนตรี

“โจ โลว์” หนีหัวซุกหัวซุน

นักธุรกิจชาวมาเลเซีย เพื่อนสนิทของลูกเลี้ยงนาจิบ ผู้ต้องสงสัยว่าอาจจะเป็นตัวกลางทั้งหมดในเรื่องอื้อฉาวของ 1MDB  ซึ่งเมื่อปีที่แล้ว ทนายความของนาจิบ อ้างว่า เขาเป็นผู้วางแผนยักยอกเงินผ่านปิโตร ซาอุดี บริษัทร่วมทุนของ 1MDB เอาเงินเข้าบัญชีตัวเอง แล้วค่อยถ่ายไปให้นาจิบอีกทีหนึ่ง

รายงานข่าวระบุด้วยว่า โจ โลว์ กับลูกเลี้ยงของนาจิบ นำเงินไปใช้สร้างภาพยนตร์ฮอลลีวูดเรื่อง The Wolf of Wall Street ซึ่งนำแสดงโดย ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ แล้วดิคาปริโอ ก็เคยได้ของขวัญมากมายจาก โจ​ โลว์ แต่ตอนหลัง ดิคาปริโอก็คืนของเหล่านั้นด้วยความสมัครใจ ให้แก่รัฐบาลสหรัฐไปแล้ว

โจ โลว์  ถูกทางการมาเลเซียออกหมายจับในคดียักยอกเงิน 1MDB และหมายจับ ตำรวจสากล (อินเตอร์โพล) แต่มีรายงานว่าเจ้าตัวเข้าออกประเทศไทยบ่อยครั้ง โดยมักปรากฏตัวที่ จังหวัดภูเก็ต และกรุงเทพมหานคร

“ช่อ” อ้างว่า ทั้งที่มีการออกหมายแดงของตำรวจสากล เพื่อติดตามตัวเขา แต่ไม่เคยมีหลักฐานปรากฏว่ารัฐบาลไทยได้แจ้งต่อประเทศใดว่านักธุรกิจมหาเศรษฐีรายนี้  เข้า-ออกเมืองไทย และไม่ได้ปฏิเสธการขอเข้าประเทศของบุคคลที่มีหมายแดง ทั้งหมดทำให้เกิดข้อสงสัยได้ว่า รัฐบาลไทยมีส่วนช่วยในการปกปิดคดีอื้อฉาว พร้อมขัดขวางกระบวนการยุติธรรมของต่างประเทศหรือไม่

Add Friend Follow
KANYAPORN PHUAKVISUTHI