CEO INSIGHT

‘บิ๊ก คาเมร่า’ อ่านเกมเร็ว ตอบสนองเร็ว หนี disrupt เหลือรอลุ้น ‘ไวรัสโคโรนา’

“บิ๊ก คาเมร่า” อ่านเกมเร็ว ตอบสนองเร็ว หนี disrupt ระบุเทรนด์กล้องฟิล์มกลับมาฮิต คาดต่อเนื่อง 5 ปี ตอบสนองวัยรุ่นยุคใหม่ ต้องการรูปถ่าย เผยรอไวรัสโคโรนา หยุดระบาด-เศรษฐกิจฟื้น ลุ้นตลาดกระเตื้อง

“กล้องถ่ายรูป” ถือว่าฟุ่มเฟือย ไม่แปลกที่เป็นอีกกลุ่มสินค้า ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจถดถอย พากำลังซื้อหดหาย ธนสิทธิ์ เธียรกาญจนวงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บิ๊ก คาเมร่า จำกัด (มหาชน) เล่าสถานการณ์ให้ฟังว่า เราจะเป็นระลอกที่ 2 ที่จะได้รับผลกระทบจากไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ขึ้นอยู่กับระยะเวลาในการจัดการกับไวรัสชนิดนี้จะใช้เวลานานแค่ไหน ถ้ายังระบาดต่อไป นักท่องเที่ยวลดลง กำลังซื้อในประเทศไทยหาย บริษัทได้รับผลกระทบแน่นอน

แต่ตอนนี้สถานการณ์ยังเป็นไปตามที่คาดมาก่อนแล้ว ว่าเศรษฐกิจไตรมาสแรกของปี 2563 จะซบเซาต่อเนื่องจากปี 2562 ทำให้คนในประเทศเที่ยวน้อยลง ดังนั้นยอดขายที่เข้ามาในแต่ละวันในตอนนี้ จึงยังเป็นไปตามที่ประเมินเอาไว้

“เราไม่ได้รับผลกระทบจากนักท่องเที่ยวลดลง เพราะสัดส่วนการขายของเรา 95% มาจากในประเทศ แต่หากไวรัสโคโรนา ทำให้นักท่องเที่ยวลดลงอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่ระยะสั้น จนส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในประเทศ และกำลังซื้อ เราจะกระทบแน่นอน เป็นระลอก 2 “

นอกจากเศรษฐกิจซบเซา ซ้ำเติมด้วยไวรัสโคโรนา เทคโนโลยีมือถือก็พัฒนาอย่างต่อเนื่อง และรวดเร็ว จนมาเบียด “กล้อง” แทบจะตกขอบเวที ธนสิทธิ์ บอกว่า ตลาดกล้องของไทย ในภาพรวมลดฮวบ จากยอดขาย 1 ล้านตัว มูลค่า 10,000 ล้านบาท เหลือ 3 แสนตัว มูลค่า 6,000 ล้านบาทในปี 2562

โดยกล้องแบบ compact ที่เคยมีสัดส่วนการขาย 80% อีก 20% เป็นกล้องเปลี่ยนเลนส์ เมื่อสมาร์ทโฟนมาแรงในปี 2555 กล้อง compact คอหักเลย เหลือ 20% โดยเฉพาะกล้องราคาต่ำกว่าหมื่นบาทโดนสมาร์ทโฟน disrupt ไปเต็มๆ

อย่างไรก็ตาม ธนสิทธิ์ บอกอย่างมีความหวังว่า อย่าลืมว่าเทรนด์ยุคใหม่ทุกคน ต่างชอบถ่ายรูปด้วยกันทั้งนั้น ดังนั้น “ตลาดการถ่ายรูป” จึงเติบโต กล้องจึงยังเป็นที่ต้องการ เพราะตอบโจทย์ความคมชัดได้มากกว่า

ขณะที่การถ่ายจากสมาร์ทโฟน เป็นลักษณะเหมือนกับการตัดต่อ และแต่งรูป จึงไม่เนียนเท่ากล้องเปลี่ยนเลนส์ ที่มีความคมชัดมากฟังก์ชั่นปัจจุบัน ไปถึงขั้นถ่ายรูปเคลื่อนไหวได้ชนิดเหมือนถ่ายภาพนิ่ง แม้เด็กเล็กที่ถูกถ่ายจะอยู่ไม่นิ่งก็ตาม ดังนั้น 80-90% ของการขายกล้องในเวลานี้ จึงเทมาที่กล้องเปลี่ยนเลนส์ สนนราคาตั้งแต่ 20,000 -30,000 บาทขึ้นไป จนถึงหลักแสนบาท

อย่างที่เขา บอกไว้ข้างต้น คนต่างต้องการถ่ายรูปลงโซเชียลมีเดีย เจ้าของแบรนด์ก็ต้องการอยู่รอด จึงพัฒนารูปแบบที่ตอบโจทย์การใช้งานง่ายๆ เบามือ รูปทรงสีสรรสวยมีสไตล์ ราคาราว 30,000 บาท เลยขายดี เพราะถูกใจวัยรุ่นผู้หญิง ที่ชอบถ่ายรูป ซึ่งเป็น กลุ่มใหญ่ขึ้น จนสัดส่วนเท่ากับผู้ชาย จากเดิมผู้ชายมีสัดส่วนมากกว่า

และในระหว่างที่เราได้สัมภาษณ์ “ธนสิทธิ์ ” ก็มีวัยรุ่นผู้หญิงเข้ามาขอดูกล้องราคานี้ และไต่ถามสเปกกับพนักงาน พิสูจน์เทรนด์ตลาดตามที่เขาบอก

ไม่น่าเชื่อกล้องเปลี่ยนเลนส์จะยังขายได้ แต่เขา ก็คอนเฟิร์ม โดยย้ำว่า เทรนด์การถ่ายภาพนิ่ง โดนมือถือมากินแชร์ไปก็จริง แต่มีเทรนด์ถ่ายภาพวีดีโอ ที่มากขึ้นมาแทนด้วย เพราะบ้านเรา คนเป็นยูทูบเบอร์จำนวนเพิ่มขึ้นไม่น้อย และไทยก็ใช้โซเชียลติดอันดับต้นๆของโลก และอย่างที่เราเห็นๆกันอยู่  feed ที่ลงในโลกโซเชียลเป็นวิดีโอ 50% เท่ากับภาพนิ่ง

ผู้ผลิตกล้องปัจจุบัน จึงเน้นฟังก์ชั่นวีดีโอมากขึ้น ซึ่งการถ่ายวีดีโอจากมือถือ ยังสู้ไม่ได้เลยในเรื่องมิติความคมชัด เมื่อเทรนด์นี้เติบโต อุปกรณ์ประกอบก็พลอยมีความต้องการสูงตามไปด้วย ตอนนี้บิ๊ก คาเมร่า จึงขายอุปกรณ์ต่างๆด้วย เช่น ไมโครโฟน สายอแดปเตอร์ เป็นต้น

อีกเทรนด์ที่มาแรง และน่าจะต่อเนื่องไปอีกราว 3-5 ปี คือ “กล้องฟิล์ม” ที่กำลังฮิตติดกระแสในหมู่วัยรุ่น เริ่มจากเซเลปก่อน และกำลังแผ่ขยายออกไป กล้องฟิล์มมือ 2 จากญี่ปุ่นจึงขายดีมากในเวลานี้ เพราะไม่มีการผลิตแล้ว ส่วนฟิล์มยังมีผลิตอยู่ ทั้งฟูจิ และโกดัก โดยเฉพาะฟิล์มโกดัก ยังผลิตจำนวนมากในจีน รองรับความต้องการที่มีไม่น้อยเลยในประเทศโลกที่ 3 ซึ่งยังเป็นตลาดใหญ่

กระแสกล้องฟิล์มมา ผู้ผลิตกล้องก็ปรับตัวเร็ว พอเห็นกระแสมาแบบนี้ ฟูจิฟิล์ม ก็ผลิตกล้องรุ่นใหม่มาตัวละ 60,000 บาท โดยนำซอฟแวร์เลียนแบบฟิล์มรุ่นต่างๆ คาแลกเตอร์เป็นเหมือนฟิล์มในอดีต กระตุ้นความต้องการได้อย่างดี เพราะตรงกับไลฟ์สไตล์วัยรุ่น

ที่มาคู่กันคือ “กล้องโพลารอยด์ ” หรือ กล้องถ่ายรูปด่วน ถ่ายปุ๊ป ได้รูปปั๊บ กำลังเติบโตมากในต่างประเทศ เช่น สหรัฐ ยุโรป และกำลังเขยิบมาที่ไทย แม้ราคาฟิล์มจะแพง แต่ราคากล้องถูกราว 2,000-3,000 บาท ทั้งรูปทรง และสีจัดจ้าน น่ารักแบบวัยรุ่น ทำให้ยอดขายดีเกินคาด

เทรนด์เหล่านี้ ทำให้ การปริ๊นรูปกลับมาเติบโต เราจะเห็นห้างสรรพสินค้าใหญ่ มีมุมขายกรอบรูปใหญ่มาก แสดงถึงความต้องการรูปถ่ายมาใส่กรอบยังเป็นตลาดที่มีความต้องการ

“ตอนนี้กลับตาลปัตร เด็กรุ่นใหมอายุสิบปลายๆ สนใจกล้องฟิล์มมาก เพราะเป็นประสบการณ์ใหม่ของเขา เป็นคุณค่าทางความรู้สึก ที่ได้จับสัมผัสรูปถ่ายเป็นใบๆ ขณะที่คนอายุ 40-50 ปีขึ้นไป แฮปปี้กับการดูรูปผ่านโทรศัพท์ และแชร์ต่อๆกัน “

บิ๊กคาเมร่า จับเทรนด์ใหม่เหล่านี้ได้แม่น ธนสิทธิ์ บอกว่า นอกจากเราจะมีสินค้า มาตอบโจทย์ลูกค้าทุกกลุ่มได้หลากหลาย ทั้งกล้องเปลี่ยนเลนส์ กล้อง compact แบบทันสมัย หรือกล้องโพลารอยด์แล้ว เรายังปรับให้สาขาเป็น Experience Center รองรับลูกค้าทุกกลุ่ม มีการเทรนด์พนักงาน สำหรับการให้คำแนะนำกล้องเปลี่ยนเลนส์ราคาสูง

พร้อมกับการเป็นจุดรับปริ๊นรูปด้วย ไม่ใช่ขนาด 4×6 เหมือนเดิม แต่เป็นการปริ๊นภาพขนาดใหญ่ติดผนัง เพื่องานตกแต่งบ้าน หรือปริ๊นบนวัสดุหลากหลาย เช่น ไม้ อะคริลิค ก็กำลังฮิตไม้แพ้กัน หรือจะทำเป็น photo book ซึ่งเรามีบริการรองรับเทรนด์เหล่านี้ ดังนั้นแม้งานปริ๊นรูปจะมีปริมาณงานลดลง แต่มูลค่าเท่าเดิม รวมไปถึงการจัดเวิร์กช้อป โดยมือโปรตัวจริงเสียงจริง ไปตามมหาวิทยาลัยต่างๆ รวมถึงจัดที่สาขาในบางจังหวะ

การถูก disrupt ของเรานอกจากโดยสมาร์ทโฟนแล้ว ยังมาจากการซื้อขายผ่าน “online” แทนที่ซื้อผ่านหน้าร้านอย่างเรา แต่จากการสำรวจ พบว่า แม้จะซื้อผ่านตลาดออนไลน์ แต่เวลารับของ กลับเลือกที่จะรับสินค้าที่ร้าน เรียกว่าเป็น “offline”  มากกว่า เพราะลักษณะของไทย เป็นประเทศเล็กๆ ทุกหย่อมหญ้าในเวลานี้ มีห้างสรรพสินค้า จึงไม่ยากเกินไป ที่จะเดินมาซื้อที่ร้าน ประกอบกับพฤติกรรมของคนไทย ต้องได้พูดได้คุยได้สัมผัสกล้องที่จะซื้อ อย่างร้านเราใครจะซื้อกล้องสักตัว ต้องคุยกับพนักงาน 1-2 ชั่วโมง

ดังนั้นการที่เรามีกว่า 210 สาขาในไฮเปอร์มาร์เก็ตต่างๆ ทั้งในกทม.60% ต่างจังหวัด 40% จึงสามารถการรองรับ ทั้งออฟไลน์ หรือมาเลือกซื้อผ่านร้าน บิ๊ก คาเมร่า ได้สะดวก

การอ่านเทรนด์ล่วงหน้า และหาสินค้าบริการมารองรับได้ทันพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนเร็ว ผันตัวเองไม่ให้เป็นเพียงร้านขายกล้อง แต่เป็น “Solution Provider” ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ เข้าถึงกลุ่มลูกค้าทุกวัย พร้อมกับการจัดเวิร์กชอปตามสถาบันการศึกษาต่างๆ เพราะรู้ว่าลูกค้ากลุ่มใหญ่ของตลาดกล้อง สัดส่วนเกิน 50% อายุ 20-35 ปี ช่วยกระตุ้นความต้องการ ไม่รอให้ลูกค้ามาหา ทำให้ บิ๊ก คาเมร่า ไม่มีอะไรมา disruptได้ และยังครองส่วนแบ่งการตลาดเกิน 50% มาหลายปีติดต่อกัน

 

ภาพโดย : พีรัช อาชามาส

Add Friend Follow
SARANYA THONGTHAB