CEO INSIGHT

‘จ่อเลย์ออฟ ลดต้นทุน เพิ่มรายได้’ งานท้าทาย ‘ซีอีโอป้ายแดง’ ทีวีไดเร็ค

“เป้าหมายสำคัญของทีวีไดเร็คคือ การเพิ่มรายได้ผลและผลกำไรให้ดีกว่าที่ผ่านมา รวมถึงการปรับโครงสร้างการทำงานเพื่อลดต้นทุน ซึ่งแน่นอนว่า ต้องมีการเลย์ออฟพนักงานส่วนหนึ่ง จากการลดความซ้ำซ้อนในการทำงาน”

นายธนะบุล มัทธุรนนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีวี ไดเร็ค จำกัด (มหาชน) หรือ TVD กล่าวในงานแถลงข่าวครั้งแรกหลังจากเข้ารับตำแหน่งซีอีโอ คุม 2 บริษัท คือ บมจ.ทีวี ไดเร็ค และบริษัท ทีวีดี ช้อปปิ้ง จำกัด ที่เป็นเส้นเลือดหลักของทีวีไดเร็ค กรุ๊ป แทน ทรงพล ชัญมาตรกิจ ที่ได้รับการโปรโมทให้ดำรงตำแหน่ง กรุ๊ป ซีอีโอ หรือประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มทีวีไดเร็ต เพื่อดูแลธุรกิจบีทูบี ซึ่งมีผลเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2563 ที่ผ่านมา

นายธนะบุล กล่าวว่า การปรับโครงสร้างการทำงาน ที่จะเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนการดำเนินงาน ยอมรับว่า ส่วนหนึ่งต้องมีการเลย์ออฟ หรือเลิกจ้างพนักงานในส่วนที่ทำงานซ้ำซ้อนกัน โดยปัจจุบัน ทีวีไดเร็ค กรุ๊ป มีพนักงานรวม 1,400 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นพนักงานเฉพาะทีวีไดเร็ค 1,044 คน แต่ ณ ขณะนี้ยังไม่สามารถบอกได้ว่าจะเลิกจ้างพนักงานจำนวนเท่าไร เนื่องจากต้องให้การปรับโครงสร้างการทำงานเสร็จสิ้นก่อน

โครงสร้างใหม่ต้อง “ลีน” รีดไขมันให้องค์กรกระชับ คล่องตัว ลดกระบวนการทำงานที่ซ้ำซ้อน และเพิ่มประสิทธิภาพองค์กร อันจะนำมาซึ่งผลกำไรที่เพิ่มมากขึ้น”

สำหรับการเข้ามารับตำแหน่งครั้งนี้ ได้รับนโนบายจากบอร์ดของบริษัท คือ การผลักดันให้ทั้งยอดขายและกำไรมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น สูงกว่าภาพรวมตลาด โดยปี 2563 นี้ วางเป้าหมายการเติบโตไว้ไม่ต่ำกว่า 7% จากรายได้ปี 2562 ปิดที่ 4,450 ล้านบาท ขณะที่ตลาดรวมทีวีโฮมช้อปปิ้งปีนี้คาดว่าจะเติบโตเพียง 3-5% มีมูลค่าการตลาดเพิ่มขึ้นจาก 14,000 ล้านบาทในปี 2562 เป็นประมาณ 15,000 ล้านบาทในปีนี้

ทั้งนี้ ซีอีโอป้ายแดงทีวีไดเร็ค กล่าวถึง 4 กลยุทธ์ที่จะดำเนินการนับจากนี้ว่า จะประกอบด้วย

  • ธุรกิจทีวีโฮมช้อปปิ้ง จะเพิ่มช่องทีวีโฮมช้อปปิ้ง 24 ชั่วโมง อีกไม่ต่ำกว่า 3 ช่อง โดยจะเน้นทีวีดาวเทียมที่ต้นทุนถูกกว่าทีวีดิจิทัล และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายของทีวีไดเร็คได้ดี โดยเฉพาะกลุ่มแม่บ้าน และ ธุรกิจคอลเซ็นเตอร์ (เอาท์บาวน์) จะเพิ่มพนักงานอีก 150 คน เพื่อรักษาฐานลูกค้า 6 ล้านคนและขยายฐานลูกค้าใหม่ โดยปัจจุบันรายได้จากธุรกิจกลุ่มนี้สร้างยอดขายให้บริษัทเป็นหลักหรือรวมประมาณ 90%

  • ธุรกิจจำหน่ายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ ที่จะให้ความสำคัญมากขึ้น เนื่องจากเห็นแนวโน้มการเติบโตต่อเนื่อง 30-40% ในช่วงที่ผ่านมา และคาดว่าจะเติบโตได้อีกไม่ต่ำกว่า 20% ต่อเนื่องในช่วง 3 ปีจากนี้ โดยปัจจุบันสัดส่วนรายได้จากช่องทางออนไลน์อยู่ที่ 10% และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 15-20% ในปีนี้
  • ธุรกิจแคตตาล็อกและหน้าร้าน ปัจจุบันมีประมาณ 30-40 สาขา จะไม่มีการขยายสาขาใหม่เพิ่ม แต่จะเน้นการปรับปรุงประสิทธิภาพเพื่อสร้างความแตกต่าง โดยเฉพาะการใช้รูปแบบ “ออมนิชาแนล” เช่น จากเดิมร้านทีวีไดเร็ค ขนาด 30-40 ตร.ม. วางสินค้าได้ 200-300 รายการ จะปรับเป็นการใช้แอปพลิเคชั่น เพื่อให้พนักงานหน้าร้านแนะนำลูกค้าให้ดูรายการสินค้าบนแอป และสามารถสั่งซื้อพร้อมจัดส่งได้เลย เป็นการสร้างโอกาสให้ลูกค้าเข้าถึงสินค้าที่มีกว่า 2,000 รายการได้ทันที
  • การปรับโครงสร้างการทำงาน ทั้งลดความซ้ำซ้อนในการทำงาน การลดต้นทุน และการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานจากระบบและเทคโนโลยีใหม่ เพื่อให้ประสิทธิภาพการจัดเก็บบิ๊กดาต้าของลูกค้าและยอดขาย ทำได้ดีขึ้นเพื่อนำมาต่อยอดในการทำตลาดต่อไป

นอกจากนี้ ในภาวะที่ภาพรวมเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวดีนัก ทีวีไดเร็คยังได้ปรับกลยุทธ์ในด้านสินค้าและราคา ด้วยการทำสินค้าไซส์เล็กลง ทำให้ราคาถูกลงเพื่อให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อง่ายขึ้น เช่น ชุดเครื่องครัวจากเดิม 10 ชิ้น จะจัดเป็นชุดเล็กลง เหลือ 6-7 ชิ้น ซึ่งราคาจะลดลงตามปริมาณสินค้า รวมถึงการยืดระยะเวลาผ่อนชำระให้นานขึ้น ซึ่งจะเห็นภาพนี้ชัดเจนมากขึ้นในปีนี้

“ความท้าทายของผม อยู่ที่ว่าเรารู้จักลูกค้าดีแค่ไหน เพราะตลาดเปลี่ยนทุกวัน การแข่งขันมากขึ้นทุกวัน มีปัจจัยลบมากกว่าปัจจัยบวก ซึ่งเป็นปัจจัยที่นอกเหนือการควบคุม สิ่งที่เราทำได้คือ การบริหารงานภายในและควบคุมต้นทุนให้ได้ โดยใช้ความได้เปรียบของทีวีไดเร็คที่อยู่มานาน 20 ปี ในเรื่องของคุณภาพ ความเชื่อมั่น สินค้าและบริการ” นายธนะบุลกล่าวปิดท้าย

Add Friend Follow
WANPEN PUTTANONT