World News

ศาลอุทธรณ์สหรัฐ ปัดคำร้องรัฐบาล สั่งแบนแอปฯวีแชท

วีแชท รอดพ้นคำสั่งแบน หลังศาลอุทธรณ์ของสหรัฐ ปฏิเสธคำร้องของกระทรวงยุติธรรมที่ต้องการห้ามการใช้งาน “วีแชท” (WeChat) แอปพลิเคชันส่งข้อความ ชำระเงินผ่านมือถือ และโซเชียลมีเดียของบริษัทเทนเซนต์ (Tencent) ของจีน ในสหรัฐ 

คณะผู้พิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 9 แห่งสหรัฐ  ระบุว่ารัฐบาลไม่ได้แสดงให้เห็นว่าตนจะ “ได้รับความเสียหายชนิดที่ไม่อาจแก้ไขได้ในระยะเวลาอันใกล้ ระหว่างการรออุทธรณ์ซึ่งถูกเร่งให้ดำเนินการอยู่ในขณะนี้”

เมื่อวันศุกร์ (23 ต.ค.) ลอเรล บีเลอร์ ผู้พิพากษาจากศาลแขวงเขตเหนือของรัฐแคลิฟอร์เนีย ยังปฏิเสธการคงคำสั่งห้ามใช้งานวีแชทของรัฐบาลเช่นกัน โดยเธอตัดสินว่าหลักฐานเพิ่มเติมของรัฐบาลนั้นไม่สามารถเปลี่ยนคำตัดสินของศาลในก่อนหน้านี้ที่ระบุว่าผู้ใช้งานวีแชทในสหรัฐฯ มีสิทธิ์ได้รับคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนการพิพากษา (Preliminary injunction)

เมื่อวันที่ 20 กันยายน บีเลอร์ได้ระงับคำสั่งฝ่ายบริหารของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่สั่งห้ามการใช้งานวีแชทในสหรัฐ โดยออกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนการพิพากษา ซึ่งระบุว่าข้อจำกัดสำหรับแอปวีแชทอาจเป็นการละเมิดสิทธิตามบทบัญญัติเพิ่มเติมในรัฐธรรมนูญ ของผู้ใช้ในสหรัฐ  หลังจากเมื่อวันที่ 18 กันยายน กระทรวงพาณิชย์สหรัฐ ได้ออกคำสั่งห้ามทำธุรกรรมกับวีแชท

“ผลลัพธ์คือผู้บริโภคในสหรัฐ  ไม่สามารถดาวน์โหลดหรืออัปเดตแอปวีแชทเพื่อใช้ส่งหรือรับเงินได้ และเนื่องจากจะมีการทำลายโฮสติงและหน่วยความจำ (Caching) สำหรับเก็บข้อมูลของวีแชทในสหรัฐ  ซึ่งในทางเทคนิคแล้ว แม้จะยังใช้งานได้อยู่ แต่แอปนี้จะไม่มีประโยชน์ใดสำหรับผู้ใช้งานในสหรัฐ” บีเลอร์ระบุ

หลังจากนั้นในช่วงต้นเดือนนี้ รัฐบาลสหรัฐ  ได้ยื่นเรื่องไปยังศาลอุทธรณ์ เพื่อขอให้แก้ไขคำตัดสินของบีเลอร์

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2563  ทรัมป์ได้ออกคำสั่งฝ่ายบริหารห้ามมิให้ทำธุรกรรมในสหรัฐฯ ผ่านวีแชท ซึ่งเดิมมีกำหนดบังคับใช้ช่วงดึกของวันที่ 20 กันยายน 2563

จากนั้น กลุ่มพันธมิตรผู้ใช้งานวีแชทแห่งสหรัฐ  (U.S. WeChat Users Alliance – USWUA) ได้ออกมาต่อสู้เพื่อสิทธิตามกฎหมายของผู้ใช้งานวีแชททุกคนในสหรัฐฯ ด้วยการยื่นฟ้องเรื่องนี้ ซึ่งศาลได้เปิดคดีในวันที่ 17 กันยายน

นอกจากกลุ่มพันธมิตรดังกล่าวแล้ว ยังมีโจทก์ซึ่งเป็นผู้ใช้งานรายอื่นที่ออกมาโต้แย้งว่า ในสหรัฐ วีแชท เป็นแอปที่ไม่มีแอปพลิเคชันใดสามารถแทนที่ได้

ที่มา : สำนักข่าวซินหัว

อ่านข่าวเพิ่มเติม