General

‘ทนายนิด้า’ อาสาช่วยผู้ปกครองเจอ ‘ครูจุ๋ม สารสาสน์’ ฟ้องทำร้ายร่างกาย


ทนายนิด้า อาสาเป็นทนายให้ผู้ปกครองที่ถูก “ครูจุ๋ม” แจ้งข้อหาดำเนินคดี พร้อมแนะแนวทางสู่คดี ระบุ ยกเรื่องบันดาลโทสะขึ้นมาพูดได้ เชื่อศาลเข้าใจ 

จากกรณีที่ “ครูจุ๋ม” น.ส.อรอุมา ปลอดโปร่ง หรือ ครูจุ๋ม ครูพี่เลี้ยงสารสาสน์ ราชพฤกษ์   เข้าแจ้งความดำเนินคดีในข้อกล่าวหาทำร้ายร่างกายกับ นายชาญวิทย์ น้อยสุขยิ่ง อายุ 37 ปี และภรรยา ผู้ปกครองของน้องเสือ เด็กนักเรียนอนุบาลที่ถูกครูจุ๋ม ทำร้ายร่างกายนั้น

ทนายนิด้า

วันนี้ (5 ต.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า “ทนายนิด้า” น.ส.ศรันยา หวังสุขเจริญ ทนายความหญิงชื่อดัง ได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กเพจ “ทนายนิด้า” อาสาให้ความช่วยเหลือกับผู้ปกครอง ในกรณีที่ยังไม่มีทนาย โดยระบุว่า

ครูจุ๋มแจ้งจับผู้ปกครอง ที่ตบหน้า และถีบกลางวงแถลงข่าว

ท่านผู้ปกครองที่ถูกแจ้งจับถ้ามีทนายอยู่แล้วก็แล้วไป แต่ถ้าไม่มี ข้าพเจ้ายินดีเสนอตัววว ฮ่าาาาาา 😂😂

#ครูทำร้ายเด็ก #ครูจุ๋ม #โรงเรียนสารสาสน์

#ทนายนิด้า #ทนายหญิงสายลุย

พร้อมกันนี้ ทนายนิด้า ยังโพสต์ให้คำแนะนำถึงการสู้คดีในเรื่องนี้ด้วย โดยบอกว่า

มีคนสงสัยว่า กรณีครูจุ๋มโดนผู้ปกครองถีบนี่จะยังสู้เรื่อง #บันดาลโทสะได้ไหม เพราะบันดาลโทสะ ต้องเป็นระยะเวลาใกล้ชิดต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น กรณีนี้หลายคนคิดว่าการรังแกเด็กมันขาดตอนไปตั้งนานแล้ว เพิ่งมาถีบ มันจะยังสู้เรื่องบันดาลโทสะได้เหรอ

#เรื่องนี้ไม่ยาก นิด้าจะบอกว่ากรณีนี้ สามารถแถลงให้ศาลทราบได้เลยค่ะว่า พอเห็นคลิปที่เปิดดูพร้อมกันตอนแถลงข่าว ก็เลยเพิ่งประจักษ์ชัดเวลานั้นว่า ลูกถูกครูจุ๋มทำร้าย เลยขาคู่ลอยไปไม่รู้ตัว ที่เหลือก็แล้วแต่ศาลท่านจะเมตตาเลยค่ะ ว่าจะลงโทษหนูหรือไม่/อย่างไร ขอน้อมรับคำตัดสินทุกประการ

ส่วนตัวเชื่อว่าศาลท่านเข้าใจ 😊

#ทนายนิด้า #ทนายหญิงสายลุย

ทนายนิด้า

ทั้งนี้ น.ส.อรอุมา หรือ ครูจุ๋ม ได้เดินทางไปยังสภ.ชัยพฤกษ์ เมื่อวานนี้ (4 ต.ค.) พร้อมกับนายเดชา กิตติวิทยานันท์ ประธานเครือข่ายทนายคลายทุกข์ ซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้เป็นทนายความของโรงเรียนในเครือสารสาสน์อย่างเป็นทางการ เพื่อเข้าแจ้งความกรณีถูกทำร้ายดังกล่าว

เหตุการณ์ข้างต้น เกิดขึ้น เมื่อวันที่ 25 กันยายนที่ผ่านมา ระหว่างการประชุมผู้ปกครอง ที่โรงเรียนสารสาสน์ วิเทศ ราชพฤกษ์ ซึ่งนายชาญวิทย์ และภรรยา เกิดอาการบันดาลโทสะ ระงับอารมณ์ไม่อยู่ พุ่งเข้าทำร้ายน.ส.อรอุมา หลังเห็นภาพจากกล้องวงจรปิด ที่น้องเสือถูกครูจุ๋มทำร้าย

น.ส.อรอุมา กล่าวว่า ตนขอโทษผู้ปกครอง และนักเรียนทุกคน ขอโทษผู้บริหารโรงเรียนสารสาสน์ทุกคน ตนรับสารภาพว่า ทำร้ายร่างกายเด็กจริง เพราะเกิดความเครียด ตอนนี้รู้สึกผิดมาก ตนต้องขอโทษสังคม

ส่วนเรื่องคดีความก็ให้ว่าไปตามกฏหมาย ตนทำผิดก็ขอยอมรับผิด และในตอนนี้ ก็ไม่ได้ติดต่อกับผู้ปกครองคนไหนเลย สภาพจิตใจตอนนี้ยังไม่โอเคเท่าไหร่ ยังรู้สึกเครียดอยู่ อันไหนที่ผิดก็ยอมรับผิด

ทางด้านนายเดชา กล่าวว่า วันนี้มาในนามโรงเรียนอย่างเป็นทางการ ตามที่พนักงานสอบสวนได้ออกหมายเรียกไป ซึ่งในวันนี้ ได้พา น.ส.อรอุมา ที่ถูกทำร้ายร่างกาย มาแจ้งความดำเนินคดีตามกฏหมาย ซึ่งในคดีนี้ ต้องว่าไปตามหลักฐานที่มี ใครผิดก็ว่าไปตามหลักฐาน

วันนี้ นำหลักฐานมายื่นให้พนักงานสอบสวน ดำเนินคดีกับผู้ปกครอง 2 คนที่ทำร้ายร่างกาย น.ส.อรอุมา ตามที่ปรากฏในคลิป เมื่อวันประชุมที่โรงเรียน ซึ่งตนรับผิดชอบทุกคดีของโรงเรียนสารสาสน์ ราชพฤกษ์ทั้งหมด ตอนนี้มีประมาณ 30 คดีแล้ว มีครูต้องเป็นผู้ต้องหา 13 คน ในฐานะที่มาดูแลในเรื่อง คดีก็ว่าไปตามพยานหลักฐาน ว่ากันที่ศาล

นายเดชา บอกด้วยว่า เบื้องต้นได้รับมอบหมายจากผู้บริหารเครือสารสาสน์ ให้รับผิดชอบด้านคดี ของโรงเรียนสารสาสน์ราชพฤกษ์อย่างเป็นทางการ ในคดีที่เกิดขึ้นทั้งหมด โดยจะขอตรวจสอบพยานหลักฐานทั้งหมด ที่ทางผู้ปกครองได้แจ้งความดำเนินคดีไว้ ทุกอย่างว่ากันไปตามความจริง ถ้าครู หรือพี่เลี้ยงคนไหนรับสารภาพก็ให้ดำเนินคดีไป ส่วนคนไหนที่ไม่ผิด ก็แก้ต่างกันในชั้นศาลตามข้อเท็จจริง

ก่อนหน้านี้ “ครูจุ๋ม” เคยเปิดใจกับ “อมรินทร์ทีวี” โดยยอมรับว่า ได้กระทำความรุนแรงทำร้ายร่างกายเด็กจริง เนื่องจาก มีความเครียดเรื่องแม่ป่วยเบาหวาน ความดัน และโรคไต อีกทั้งต้องดูแลเด็ก 32 คน ซึ่งถือว่าเยอะ ประกอบกับเด็กนักเรียนไม่ฟัง และทำงานไม่ทัน เพราะการเรียนการสอนของเด็กอนุบาลต้องใช้สมุดงานเขียนเยอะ

“ตนทำรุนแรงกับเด็ก รู้ตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่ แต่ทุกครั้งที่กระทำจะไม่รุนแรงถึงขั้นเลือดตกยางออก ตนยอมรับผิดที่เอาเรื่องส่วนตัวมาปนกับเรื่องงาน แต่สิ่งที่กระทำลงไปเกิดจากความเครียดสะสม ไม่สามารถพูดคุยระบายความในใจกับใครได้ ตนไม่เคยมีพฤติกรรมที่ต้องการใช้ความรุนแรง ส่วนประเด็นที่ถูกผู้ปกครองอ้างว่า มีเด็กอ้วกแล้วตนโกยอ้วกให้เด็กทานเข้าไปอีกครั้งนั้น ไม่ใช่ความจริง ยืนยันว่าตนไม่เคยทำ

หลังจากเกิดเรื่อง ได้ถูกไล่ออกจากทางโรงเรียนแล้ว ถือว่า โรงเรียนทำถูกต้องแล้ว และทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ขอให้เป็นความผิดของตนเพียงคนเดียว ไม่เกี่ยวกับโรงเรียน ส่วนเรื่องจะรับผิดชอบ ต่อครอบครัวของเด็กอย่างไรนั้น ให้ผู้ปกครองดำเนินคดี ตามกฎหมายได้เลย เพราะผิดจริง

ทั้งนี้ ได้เข้าไปขอโทษกับผู้ปกครองของเด็กนักเรียนแล้ว ถึงแม้ว่ากลุ่มผู้ปกครอง จะบอกว่า ไม่ได้ขอโทษจากใจจริง ก็ไม่ถือโทษโกรธ และอย้ำว่า ขอโทษด้วยใจจริง ขณะนี้ อยากได้คำว่าให้อภัยจากปากของกลุ่มผู้ปกครอง แต่เข้าใจว่าคงจะไม่ได้รับ

กระแสสังคมที่เข้ามานั้น ราวกับไม่อยากให้มีพื้นที่ยืนในสังคม ขอไม่อยู่ก็ได้ สิ่งที่ทำไป เลวร้ายมากเกินไปหรือ สภาพจิตใจย่ำแย่ ทุกอย่างโหมเข้ามาจนไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้ว กระแสสังคมที่เข้ามานั้น ราวกับไม่อยากให้มีพื้นที่ยืนในสังคม ขอไม่อยู่ก็ได้

อ่านข่าวเพิ่มเติม