COVID-19

ปี 65 คนฉีควัคซีนครบ ใช้ชีวิตปกติ ‘วิถีใหม่’ ใครไม่ฉีดจะถูกจำกัดสิทธิเพิ่มขึ้น

“หมอขวัญชัย” ชี้ทั่วโลกเจอปัญหาเดียวกัน ประชาชน 30-40% ไม่ยอมไปฉีดวัคซีน สาเหตุโควิดระบาดรอบใหม่ในยุโรป คาดปี 2565 เป็นปีสำหรับคนที่ฉีควัคซีนป้องกันโควิดครบแล้ว ส่วนคนไม่ฉีดจะโดนจำกัดสิทธิมากขึ้นเรื่อย ๆ

ศ.นพ.ขวัญชัย ศุภรัตน์ภิญโญ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โพสต์เพจเฟซบุ๊ก Khuanchai Supparatpinyo การอยู่กับโควิดอย่างปลอดภัย ตอนที่ 22 เรื่องปี 2565 เป็นปีสำหรับคนที่ฉีควัคซีนป้องกันโควิดครบแล้ว โดยระบุว่า

LINE ALBUM วัคซีนโควิดรพ 1.สนาม ๒๑๑๑๒๑

ตามที่เขียนไว้ในตอนที่แล้วว่า ทวีปยุโรปกำลังเป็นจุดศูนย์กลางการระบาดของโควิดอีกครั้ง ทั้ง ๆ ที่ฉีดวัคซีนป้องกันโควิดไปค่อนทวีปแล้ว ซึ่งองค์การอนามัยโลกก็ได้ออกมายืนยันความจริงข้อนี้ด้วย

ติดตามอ่านข่าวเพิ่มเติมได้ที่นี่ https://mgronline.com/around/detail/9640000115283

ที่จริงเรื่องที่ องค์การอนามัยโลก ออกข่าว ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะเคยพูดไว้แล้วทั้งนั้นในบทก่อน ๆ เช่น สภาพอากาศฤดูหนาว การฉีดวัคซีนไม่ครอบคลุม การแพร่ระบาดของสายพันธุ์เดลตา การใช้มาตรการส่วนบุคคลในการป้องกันการแพร่เชื้อ รวมทั้งการรักษาด้วยวิธีหรือยาใหม่ ๆ

วันนี้จะขยายความเรื่องการฉีดวัคซีน เพื่อให้เห็นภาพได้ชัดยิ่งขึ้น

วัคซีน

รูปที่ 1 เป็นอัตราการฉีดวัคซีนครบ 2 เข็มในประเทศต่าง ๆ จะเห็นว่า แม้ว่าประเทศร่ำรวยในยุโรปและสหรัฐ จะเริ่มฉีดวัคซีนมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ถึงวันนี้ก็เกือบจะครบ 1 ปีเต็ม

ในช่วงแรกอัตราการฉีดวัคซีนทำได้เร็วมากจนครอบคลุมประชากรได้เกินครึ่งภายใน 6 เดือนเท่านั้น แต่หลังจากนั้น แม้จะมีวัคซีนเหลือเฟือจนหมดอายุไปหลายล็อต กลับมีอัตราการฉีดที่ช้าลง เช่น ประเทศยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐ จนถึงวันนี้ยังฉีดวัคซีนได้ไม่ถึง 60% ด้วยซ้ำไป

เทียบกับประเทศไทยที่เพิ่งจะเริ่มฉีดอย่างตะกุกตะกัก มาตั้งแต่เดือนมิถุนายนนี้เอง ภาครัฐโดนด่าแล้วด่าอีกว่าจัดหาวัคซีนชักช้าไม่ทันคนอื่น กลับใช้เวลาประมาณ 4 เดือนเศษเท่านั้นในการระดมฉีดวัคซีนจนสามารถครอบคลุมประชากรได้ถึง 60%

บางคนอาจจะไม่เชื่อว่าทำได้จริง แต่หลักฐานที่ตอกย้ำว่า เราทำได้ดีไม่แพ้หรือดีกว่าชาติอื่น ๆ ในโลกคือสถานการณ์การระบาดภายในประเทศเริ่มดีขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะที่ในหลายประเทศ โดยเฉพาะในยุโรป กลับแย่ลงดังที่กล่าวมาแล้ว

วัคซีน1

รูปที่ 2 เป็นผลการวิจัยในสหรัฐ ที่ยืนยันว่า คนที่ไม่ได้ฉีดวัคซีนมีโอกาสติดเชื้อสูงกว่าคนที่ฉีดวัคซีนครบแล้วถึง 5 เท่า และมีโอกาสเสียชีวิตจากโควิดสูงกว่าถึง 10 เท่า

ปัญหาที่แทบทุกประเทศในโลกประสบอยู่ในเวลานี้คือราว ๆ 30-40% ของประชากร ไม่ยอมไปฉีดวัคซีน ทั้ง ๆ ที่มีวัคซีนเหลือเฟือ (ประเทศไทยอาจแตกต่างไปบ้าง เพราะยังถือว่าตอนนี้มีวัคซีนค่อนข้างจำกัด)

โดยมีจำนวนหนึ่งยังลังเลไม่กล้าไปฉีดวัคซีน เพราะอาจกลัวผลข้างเคียงของวัคซีน (แต่งงที่กลับไม่กลัวการป่วยเป็นโควิดแล้วอาจจะเสียชีวิตได้) หรือไม่มั่นใจว่าวัคซีนที่รัฐจัดหาให้จะใช้ได้ผล (หลายคนเลยขอรอวัคซีนทางเลือกเข้ามา แต่ก็ต้องยอมรับความเสี่ยง ในการติดเชื้อ ก่อนที่วัคซีนเทพจะมาถึง)

แต่ก็มีอีกส่วนหนึ่ง ที่ไม่อยากฉีดวัคซีนไม่ว่าใครจะให้เหตุผลข้อดีของวัคซีนเพียงใดก็ตาม ซึ่งหวังว่าบ้านเราคงจะไม่ค่อยเจอปัญหานี้

แม้ว่าการฉีดวัคซีนจะเป็นตามความสมัครใจ แต่เมื่อมีผู้ที่ไม่ยอมฉีดมากเกือบครึ่งประเทศ ก็ส่งผลให้การควบคุมการระบาดทำได้ยาก เพราะทุกวันนี้เกือบ 100% ของผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตเป็นคนที่ไม่ได้ฉีดวัคซีน (รวมทั้งในประเทศไทย)

คาดว่าตั้งแต่นี้เป็นต้นไปเราจะเริ่มเห็นมาตรการสำหรับผู้ที่ไม่ยอมฉีดวัคซีนเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ เช่น การใช้วัคซีนพาสปอร์ตในการเดินทางไปต่างประเทศ หรือภายในประเทศ การเข้ารับบริการจากภาครัฐหรือเอกชน การเข้าไปในสถานบันเทิง ท่องเที่ยวหรือการนั่งทานอาหารในร้าน การเข้าพักในโรงแรมหรือที่พัก การไปเรียนในมหาวิทยาลัยหรือโรงเรียน การเข้าชมการแข่งขันกีฬา ฯลฯ

ปี 2565 จึงจะเป็นปีสำหรับคนที่ฉีควัคซีนป้องกันโควิดครบแล้ว ที่จะสามารถใช้ชีวิตได้อย่างเกือบปกติ คนที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีน จะถูกจำกัดสิทธิในการดำเนินชีวิตพอสมควร ดังนั้นจึงต้องพยายามชักชวนคนในครอบครัว เพื่อนฝูงไปฉีดวัคซีนกันให้มากและเร็วที่สุด

อ่านข่าวเพิ่มเติม