ดูหนังออนไลน์
Branding

เมื่อ ‘เถ้าแก่น้อย’ จับมือกับ ‘Orion’ โอกาสเติบโต?

เถ้าแก่น้อย x Orion Group เป็นประเด็นที่แฟนคลับหุ้นสาหร่ายห้ามพลาดเลย เมื่อ บริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) หรือหุ้น TKN ประกาศร่วมมือทางธุรกิจกับพันธมิตรใหม่อย่าง โอริออน กรุ๊ป (Orion Group) ให้เป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าในประเทศจีนแต่เพียงผู้เดียว

ในวันแถลงข่าว (10 ต.ค.) ราคาหุ้น TKN ก็กลับมาให้นักลงทุนชุ่มชื่นใจอีกครั้งแม้จะเป็นช่วงสั้นๆ โดยปรับขึ้นโดดเด่นไปทำจุดสูงสุดที่ 12.20 บาท ก่อนจะปิดตลาดที่ราคา 11.80 บาท เพิ่มขึ้น 0.85% ด้วยปริมาณซื้อ-ขายค่อนข้างหนาแน่น 324.79 ล้านบาท สูงสุดในรอบกว่า 2 เดือน 

“ดีลนี้สำคัญอย่างไรและมีเรื่องอะไรบ้างที่ควรรู้”

1. Orion Group เป็นผู้ผลิตและตัวแทนจำหน่ายขนมชั้นนำจากเกาหลีใต้ ซึ่งมีขนาดใหญ่ติด Top 15 ของโลก สำหรับสินค้าที่รู้จักกันดี เช่น Choco Pie Cake และ Pokachip Potato Chips

นอกจากนี้ Orion ได้ขยายธุรกิจเป็นผู้จัดจำหน่ายขนมในหลากหลายประเทศไม่ว่าจะเป็น เวียดนาม รัสเซีย และจีน ซึ่งสำหรับประเทศจีน ทาง Orion มีประสบการณ์ทำธุรกิจมาแล้วกว่า 30 ปี 

2. การแต่งตั้งตัวแทนจัดจำหน่าย (Distributor) ครั้งนี้ เถ้าแก่น้อย ได้ยกสิทธิ์ขายสินค้าในจีนให้ Orion แต่เพียงผู้เดียว จากเดิมที่ตลาดจีนมี Distributor จำนวน 3 ราย

สาเหตุน่าจะมาจากที่ เถ้าแก่น้อย โดน Distributor รายหนึ่งในจีน Copy สินค้าไปขายเอง ทำให้ต้องยกเลิกสัญญาและเกิดคดีฟ้องร้องยืดเยื้อ เพราะฉะนั้นจึงตัดสินใจตัดปัญหาด้วยการยกสิทธิ์ให้ Orion ดูแลไปเลยคนเดียว  

3. Orion เข้ามาซื้อหุ้น Big Lot ของ TKN จำนวน 3.5% คิดเป็นมูลค่า 483‬ ล้านบาท อีกทั้งหากดีลนี้ประสบความสำเร็จทางเถ้าแก่น้อยก็พร้อมเปิดโอกาสให้ Orion เข้ามาถือหุ้นเพิ่มเติมอีก เพื่อสร้างโอกาสเติบโตร่วมกัน

อย่างไรก็ดี ผู้บริหารยืนยันว่า “ครอบครัว พีระเดชาพันธ์” จะยังคงนโยบายถือหุ้น TKN ในสัดส่วนไม่ต่ำกว่า 51% จากปัจจุบัน​ที่อยู่​ระดับ 58% 

4. ปัจจุบันมูลค่าตลาดขนมขบเคี้ยวในจีนอยู่ที่ประมาณ 3 แสนล้านบาท ตลาดผลิตภัณฑ์สาหร่ายคิดเป็น 0.5% ของมูลค่าตลาดขนมขบเคี้ยวทั้งหมด หรือคิดเป็นมูลค่า 1.5 หมื่นล้านบาท สำหรับเถ้าแก่น้อยมีส่วนแบ่งตลาดสาหร่ายในจีนราว 30%

เทียบกับมูลค่าตลาดขนมขบเคี้ยวไทยอยู่ที่ 3.5 หมื่นล้านบาท ตลาดผลิตภัณฑ์สาหร่ายคิดเป็น 10% ของมูลค่าขนมขบเคี้ยวทั้งหมด หรือคิดเป็นมูลค่า 3 พันล้านบาท สำหรับเถ้าแก่น้อยมีส่วนแบ่งตลาดในไทยราว 70% 

ดังนั้น จากตัวเลขดังกล่าวหากบริษัทรุกตลาดจีนได้มากขึ้น นั่นหมายถึงศักยภาพในการเติบโตได้อีกเท่าตัวในอนาคต 

5. เป้าหมายในการจับมือครั้งนี้ คือ เพิ่มยอดขายปีละ 30% ในประเทศจีน และจะเปิดตลาดที่เกาหลีใต้กับรัสเซียอีกตามลำดับ เพื่อยอดขาย 10,000 ล้านบาทภายในปี 2024 ซึ่งรายได้ปัจจุบันในปี 2018 อยู่ที่ 5,697 ล้านบาท

ทั้งนี้ จะมาจากการเพิ่มจุดจำหน่ายจาก 30,000 จุดเป็น 150,000 จุด หรือมากกว่า 5 เท่าตัว  อัตรากำลังการผลิตจาก 65% เป็น 75-80% ทำให้เกิด Economy of Scale ที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

โดยสรุปถือว่าเป็นดีลที่น่าสนใจทีเดียว สำหรับเถ้าแก่น้อย  การหาโอกาสสร้างการเติบโตใหม่ๆ อย่างไรก็ดีที่เราเคยบอกไป เถ้าแก่น้อย เป็นหนึ่งในบริษัทที่มีค่าใช้จ่ายในการทำการตลาดสูงเอามากๆ รวมถึง P/E ปัจจุบันก็สูงกว่า 45 เท่า เรื่องนี้ก็ยังเป็นประเด็นที่น่ากังวลอยู่ไม่น้อย 

InveStory