World News

คลายล็อกหนุนยอดค้าปลีกสหรัฐพุ่งทำสถิติใหม่ ดัน ‘ดาวโจนส์’ ทะยานแรง


ตลาดหุ้นสหรัฐ ซื้อขายช่วงเช้าวันนี้ (16 มิ.ย.) ทะยานสูงขึ้น หลังจากที่ยอดค้าปลีกเดือนพฤษภาคมทะยานขึ้นทำสถิติใหม่ ทำให้นักลงทุนกลับมามีความหวังอีกครั้งว่า เศรษฐกิจ หลังสิ้นสุดการระบาดใหญ่ของเชื้อไวรัสโควิด-19 จะฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว ทั้งตลาดยังได้แรงหนุน จากอัตราการเสียชีวิตของผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ลดลง จากการทดลองใช้ยาสามัญ สเตียรอยด์ ในการรักษา

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ เคลื่อนไหวล่าสุดที่ 26,197.87 จุด บวก 434.71 จุด หรือ 1.69 % ดัชนีเอสแอนด์พี 500 ที่ 3,122.66 จุด ขยับขึ้น 56.07 จุด หรือ 1.83% และดัชนีแนสแด็กที่ 9,881.86 จุด ขยับขึ้นมา 155.84 จุด หรือ 1.60%

GettyImages 1207533986

รายงานของกระทรวงพาณิชย์สหรัฐ แสดงให้เห็นว่า เมื่อเดือนที่แล้ว ยอดค้าปลีกพุ่งขึ้น 17.7% ถือเป็นการเพิ่มขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แรงหนุน จากการใช้จ่ายของผู้บริโภค หลังจากที่รัฐบาลผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์

ข้อมูลดังกล่าวช่วยหนุนให้ราคาหุ้นของผู้ค้าปลีก อย่าง โคห์ลส์ คอร์ป และนอร์ดสตรอม อิงค์ ทะยานขึ้นมา 11% และ 12% ตามลำดับ

ตลาดยังได้แรงหนุนจากการที่ ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ประกาศซื้อหุ้นกู้ภาคเอกชน วงเงิน 750,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อเพิ่มสภาพคล่องในตลาด และจัดหาสินเชื่อให้กับบริษัทขนาดใหญ่ซึ่งได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19

กระนั้น ก็ตาม ขาขึ้นของตลาดยังถูกสกัด จากการที่ นายเจอโรม พาวเวล ประธานเฟด  กล่าวเตือนระหว่างการแถลงรอบครึ่งปี ในเรื่องนโยบายการเงิน และเศรษฐกิจสหรัฐ ต่อคณะกรรมาธิการการธนาคารประจำวุฒิสภาว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐยังคงเผชิญกับความไม่แน่นอน ขณะที่ธุรกิจขนาดย่อม และผู้ที่มีรายได้ระดับต่ำ รวมทั้งชาวอเมริกันซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อย เป็นกลุ่มที่เผชิญความเสี่ยงมากที่สุด

เขายังแสดงความกังวลต่อผู้ที่มีรายได้ต่ำ ซึ่งจะได้รับผลกระทบมากที่สุดจากการทรุดตัวของการจ้างงาน โดยชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกัน และเชื้อสายละตินอเมริกา รวมทั้งกลุ่มสตรี จะได้รับผลกระทบมากกว่ากลุ่มอื่น  ทั้งยังย้ำว่า เฟดจะยังคงใช้เครื่องมือทุกอย่างเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ

อย่างไรก็ดี เขาไม่ได้ระบุว่าเฟดจะดำเนินมาตรการใดในอนาคต