General

สะพรึง!! คนไทยเป็นไวรัสตับอักเสบ B สูงถึง 7-8 ล้านคน หรือ 1 ใน 10 คน

รพ.จุฬาภรณ์ เผยสถิติคนไทย เป็นไวรัสตับอักเสบ B สูงถึง 7-8 ล้านคน หรือ 1 ใน 10 คน ที่น่ากลัวคือ 50% ไม่รู้ตัวว่าเป็น

โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เผยแพร่บทความเรื่อง ไวรัสตับอักเสบ B สาเหตุ การแพร่กระจายเชื้อ วิธีการปฏิบัติตัวเมื่อรู้ว่าติดเชื้อ หลังพบว่าคนไทยเป็นโรคนี้สูงถึง ุ7-8 ล้านคน โดยระบุว่า

ไวรัสตับอักเสบ B

คนไทยจริง ๆ แล้วเป็นไวรัสตับอักเสบ B สูงถึง 7-8 ล้านคน หรือเท่ากับ 1 ใน 10 คน โดยส่วนใหญ่จะเป็นตับอักเสบเรื้อรังโดยที่ไม่มีอาการอะไรเลย นอกจากว่าตรวจเลือดเพื่อเช็คดู ไม่ว่าจะเป็นตรวจสุขภาพ ตรวจก่อนทำงาน ก่อนผ่าตัด ไม่เช่นนั้นจะไม่รู้ตัวเลย

ที่แย่ไปกว่านี้ มากกว่า 50% ของคนไทยที่เป็นตับอักเสบบีเรื้อรัง ไม่รู้ว่าเป็น หรือรู้แต่ไม่พบแพทย์เป็นประจำ ทำให้บ่อยครั้งมาพบทีหลังว่า เป็นตับแข็งแล้ว หรือเป็นมะเร็งตับในระยะหลัง ๆ

ไวรัสตับอักเสบบี มีหลายสภาวะในคนเรา หลาย ๆ คนจะอยู่ในช่วงพาหะ คือไม่มีการทำลายตับ เพราะภูมิคุ้มกันของเราควบคุมไวรัสได้ดี แต่มีหลาย ๆ คนที่มีภาวะตับอักเสบเรื้อรัง ซึ่งไม่มีอาการ และจะมีอาการต่อเมื่อตับแข็งแล้ว และสายเกินไป

นอกจากนี้ไวรัสตับอักเสบบีเอง เป็นสารก่อมะเร็ง ทำให้ทุกคนที่เป็น ไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรัง มีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นมะเร็งตับ รวมทั้งคนที่เป็นพาหะด้วย

ที่สำคัญไปกว่านั้น คนที่เป็นมะเร็งตับส่วนมากจะไม่มีอาการ ซึ่งโดยปกติแล้ว มะเร็งตับก้อนเล็ก ๆ ส่วนใหญ่จะรักษาไม่ยากและหายขาด แต่กว่าคนไข้จะมีอาการเช่น ปวดท้อง เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ก็จะพบว่าก้อนมะเร็งตับขนาดใหญ่มากและรักษายาก และเสียชีวิตลงจากมะเร็งตับ ซึ่งจริง ๆ แล้วเป็นสิ่งที่ป้องกันได้ และรักษาได้ ด้วยการพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นประจำ

ไวรัสตับ

เชื้อไวรัสตับอักเสบบี มีโอกาสแพร่กระจายจากผู้ที่ติดเชื้อได้หลายหลายวิธี ได้แก่

  • ถ่ายทอดจากแม่สู่ลูกขณะคลอด เป็นสาเหตุการติดเชื้อส่วนมากในประเทศไทย แต่ปัจจุบันการถ่ายทอดจากมารดาที่ติดเชื้อลดลงมาก เพราะบุตรที่คลอดออกมาจะได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันการติดเชื้อ
  • การสัมผัสน้ำคัดหลั่งของผู้ป่วย เช่น เลือด น้ำเหลือง
  • จากการได้รับเลือด
  • ทางเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้ป้องกัน
  • จากการใช้เข็มฉีดยาร่วมกันกับผู้ติดเชื้อ รวมทั้ง การใช้เข็มสักตามตัวและการเจาะหูร่วมกันกับคนที่มีเชื้อโรคตับอักเสบจากไวรัสบี และมะเร็งตับ

ปัญหาหลักของไวรัสตับอักเสบบีคือ ในกลุ่มคนไข้ที่เป็นตับอักเสบบีระยะเรื้อรัง ซึ่งระยะเรื้อรังแบ่งผู้ป่วยได้เป็น 2 กลุ่มคือ

1. กลุ่มที่เป็นพาหะ คือ ผู้ป่วยที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบบีแฝงอยู่ในร่างกาย โดยผู้ป่วยจะไม่มีอาการ แต่ยังสามารถแพร่เชื้อสู่ผู้อื่นได้ ถึงแม้ผลเลือดที่ใช้ตรวจการทำงานของตับอยู่ในเกณฑ์ปกติ จึงควรตรวจหาไวรัสตับอักเสบบีก่อนแต่งงาน หรือมีเพศสัมพันธ์

2. กลุ่มที่เป็นตับอักเสบเรื้อรัง คือ ผู้ป่วยที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบบีในร่างกาย และตรวจเลือดพบค่าการทำงานของตับผิดปกติ โดยอาจจำเป็นต้องได้รับยารักษาไวรัสตับอักเสบบีอย่างต่อเนื่อง

ผู้ป่วยส่วนมากทั้งที่เป็นพาหะ และตับอักเสบเรื้อรังมักไม่มีอาการ โดยอาจมีอาการเมื่อเกิดภาวะตับแข็งเช่นอาการดีซ่าน ท้องมานหรือมะเร็งตับซึ่งเป็นผลที่ตามมา ของการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรัง

ทั้งนี้ ตัวตับอักเสบบีเองเป็นสารก่อมะเร็ง เพราะฉะนั้นคนไข้ตับอักเสบบีทุกคนนับว่ามีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งตับสูง ไม่ว่าจะเป็นพาหะ หรือ เป็นกลุ่มตับอักเสบก็ถือว่าเป็นกลุ่มความเสี่ยง จึงต้องพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นประจำทุก 6 เดือน

แพทย์จะตรวจค่าตับ ค่าตับอักเสบบี และ Ultrasound ตับ เพื่อดูว่ามีก้อนผิดปกติอะไรที่ตับหรือไม่ เพราะก้อนมะเร็งขนาดเล็ก ๆ คนไข้จะไม่มีอาการ แต่สามารถรักษาให้หายขาดได้ง่าย

shutterstock 1747461752

การปฏิบัติตัวเมื่อติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี

  • รับประทานยาและปฎิบัติตัวตามคำแนะนำของแพทย์
  • เข้ารับการตรวจเลือดตามนัดอย่างสม่ำเสมอ
  • ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจเป็นระยะ ๆ อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง เพื่อตรวจการทำงานของตับ และคัดกรองหามะเร็งตับในระยะแรก
  • บอกให้คนใกล้ชิดทราบว่า มีเชื้อไวรัสตับอักเสบบีเพื่อให้ระวังตัว พร้อมให้คนใกล้ชิดไปฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสตับอักเสบ
  • ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง เวลามีเพศสัมพันธ์
  • งดบริจาคเลือด
  • งดดื่มสุราและเครื่องดื่มมีแอลกอฮอล์
  • งดสูบบุหรี่
  • พักผ่อนให้เพียงพอ
  • ออกกำลังกายเป็นประจำและสม่ำเสมอ
  • รับประทานอาหารที่สุกสะอาด
  • หลีกเลี่ยงการซื้อยามารับประทานเอง
  • ไม่รับประทานยาที่ไม่จำเป็น
  • งดการใช้ของร่วมกับผู้อื่น โดยเฉพาะของที่ปนเปื้อนเลือดได้ เช่น มีดโกน แปรงสีฟัน
  • แนะนําให้ผู้ที่ยังไม่มีภูมิกันโรคที่ใกล้ชิดกับผู้ที่เป็นพาหะฉีดวัคซีน (จริง ๆ แล้วคนไทยทุกคนทั้งประเทศควรได้รับวัคซีน แล้วเช็คให้เรียบร้อยว่ามีภูมิ)
  • ใช้ถุงยางอนามัย เมื่อจะมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่ไม่มีภูมิคุ้มกันโรคนี้

อ่านข่าวเพิ่มเติม