General

‘ลุงพล’ เปิดใจ จ่อยื่นอุทธรณ์ ยังมีอีก 2-3 ศาลให้ต่อสู้

“ลุงพล” น้ำตาคลอเปิดใจ หลังศาลตัดสินคดี “น้องชมพู่” จ่อยื่นอุทธรณ์ เผยยังมีอีก 2-3 ศาลให้ต่อสู้ ทนายบอกแพ้ไม่เอกฉันท์

ที่โรงแรมริเวอร์ฟอร์น จ.มุกดาหาร นายไชย์พล วิภา หรือ ลุงพล และนางสมพร หลาบโพธิ์ หรือป้าแต๋น พร้อมด้วย นายสุรชัย ชินชัย ทีมทนายความ แถลงข่าวหลังจากได้ยื่นหลักทรัพย์ต่อศาลจังหวัดมุกดาหาร เพื่อขอประกันตัว นายไชย์พล โดยใช้หลักทรัพย์ 5 แสนบาท

ต่อสู้

ช่วงที่รถตู้ของลุงพลถึงโรงแรม ลุงพล ได้ลงมาจากรถตู้ในสภาพที่อิดโรย และมีสีหน้าเคร่งเครียดกว่าทุกครั้ง ส่วน ป้าแต๋น ไม่เครียด และยิ้มได้ปกติ พร้อมพูดเปรยสั้นๆ ระหว่างลงรถว่า “ไม่เป็นไร เรายังมีก๊อกสอง” ทั้งหมดได้เดินขึ้นไปชั้น 6 ของโรงแรม เพื่อแถลงข่าวกับสื่อมวลชนครั้งแรก หลังจากได้รับการประกันตัว ซึ่งก่อนการแถลงข่าวมี FC ของลุงพล หอบช่อดอกไม้มามอบให้ เพื่อเป็นกำลังใจจำนวนมาก

นายไชย์พล เปิดเผยความรู้สึกเพียงสั้นๆ เนื่องจากยังพูดไม่ออก และมีท่าทีจะร้องไห้ว่า ตนน้อมรับคำตัดสินของศาลชั้นต้น ตนได้รับทราบคำสั่งเรียบร้อย ซึ่งต่อไปก็เป็นหน้าที่ของทีมทนาย“

เมื่อถามว่าลุงพลผิดหวังสำหรับผลคำสั่งของศาลหรือไม่นั้น เจ้าตัวไม่ตอบ บอกเพียงว่า “ผมไม่ค่อยรู้ และไม่ค่อยเข้าใจอะไรมาก ขอให้ทีมทนายความอธิบายแทน พร้อมขอขอบคุณ FC ทุกคนที่ให้กำลังใจ หลังจากนี้จะขอมอบให้ทุกอย่างเป็นหน้าที่ของทีมทนายความต่อสู้ และพิสูจน์ว่า ตนไม่ได้เป็นผู้กระทำความผิด อยากให้ทุกคนสบายใจและเข้าใจว่าตน และป้าแต๋นไม่เกี่ยวข้อง”

ด้าน ป้าแต๋น กล่าวว่า ขอบคุณ FC ทุกคนที่คอยติดตาม และให้กำลังใจ ตนเชื่อว่า FC ทุกคนรู้ว่ากระบวนการยังไม่จบ ยังมีอีก 2-3 ศาลให้ต่อสู้ แต่วันนี้ตนพร้อมน้อมรับผลคำตัดสินของศาล แต่จะขอสู้ต่อในชั้นอุทธรณ์ต่อไป”

ภาพถ่ายหน้าจอ 2566 12 21 เวลา 06.06.04

ขณะที่นายสุรชัย ระบุว่า จำเลยของตนเคารพ และน้อมรับคำพิพากษาของศาล และขอบคุณศาลท่านที่อนุญาต-เมตตาปล่อยตัวชั่วคราวในระหว่างการต่อสู้คดี ซึ่งในคดีนี้ศาลมีดุลยพินิจตัดสินแล้วว่าลุงพลผิดใน 2 กระทง มีโทษจำคุก 20 ปี ส่วนในรายละเอียดของคดี ศาลชั้นต้นได้ฟังข้อเท็จจริง และเชื่อว่า น้องชมพู่ไม่มีทางขึ้นภูเหล็กไฟได้ด้วยตัวเอง ด้วยรายงานการสืบสวนของทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ รวมทั้งพยานบุคคลที่มาเบิกความว่าเด็กในวัยนี้ สามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้วันละ 6 ชั่วโมงเท่านั้น จึงไม่เชื่อว่าสามารถขึ้นเหล็กไฟได้

ในกรณีนี้เมื่อศาลท่านไม่เชื่อ ก็ต้องมาดูต่อว่าใครจะเป็นผู้พาไปได้ โดยตามรายงานของทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ คนที่เข้าถึงผู้ตายได้ ต้องเป็นเครือญาติ ซึ่งเครือญาติมีทั้งหมด 14 คน จึงขีดเส้น “ลุงพล” คนเดียว เนื่องจากว่ามีข้อพิรุธ ว่าในช่วงเวลา 09.11 – 09.49 น. ของวันที่ 11 พฤษภาคม 2563 ลุงพลไม่สามารถอธิบายได้อย่างชัดเจนว่าอยู่ที่ไหนกันแน่ ศาลท่านเชื่อกระบวนการทางอากาศ แต่ในทางต่อสู้ประเด็นนี้ เราได้นำพยานบุคคลมาหักล้าง โดยการเบิกความของพยาน

ภาพถ่ายหน้าจอ 2566 12 21 เวลา 06.02.06

ส่วนกรณีเส้นผม 1 เส้นที่พบในรถยนต์ เป็นกลุ่มเส้นผมที่พบอยู่ข้างศพของน้องชมพู่ โดยได้เข้าสู่กระบวนการพิสูจน์หลักฐาน จนสามารถเชื่อมโยง และฟังได้ว่า “ไม่มีคนอื่นพาไป นอกจากลุงพลคนเดียว” ซึ่งศาลท่านชื่ออย่างนั้น วันนี้จึงมีคำพิพากษาใน 2 ข้อหา คือ กระทำการโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และพรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปีไปเสียจากบิดา โดยศาลท่านมองว่าลุงพลไม่มีเจตนาฆ่าเด็ก ทำให้ลุงพลถูกตัดสินจำคุก 2 ข้อหา รวมโทษ 20 ปี

ส่วนข้อหาอำพรางซ่อนเร้นศพของทั้ง 2 จำเลย ศาลฯยกฟ้อง ซึ่งวันนี้ถือว่าสิ้นสุดว่าใครเป็นคนพาเด็กไป แม้ในคดีนี้จะไม่มีประจักษ์พยานที่เห็นได้อย่างชัดเจน

สำหรับในประเด็นการจ่ายค่าสินไหมทดแทนในคดีแพ่ง ทางโจทก์เรียกค่าปลงศพ 300,000 บาท แต่ศาลให้จำเลยที่ 1 ชดใช้เป็นเงิน 150,000 บาท ส่วนค่าขาดรายได้ในการอุปการะเลี้ยงดู ทางฝ่ายโจทก์เรียก 5 ล้านบาท จากการคำนวณหากเด็กมีชีวิตอยู่ จะได้รายได้ต่อปี ปีละ 60,000 บาท ดังนั้นศาลให้จ่ายเป็นเงิน 1,020,000 บาท

หลังจากนี้จะเป็นหน้าที่ของทีมทนายที่จะเขียนคำอุทธรณ์ เพื่อยื่นต่อศาลภายใน 30 วันนับตั้งแต่วันนี้ แต่ด้วยเอกสารที่มีหลายแฟ้ม จึงต้องใช้เวลาในการเขียนข้อโต้ตอบโต้และคัดค้าน เพื่อให้ศาลพิจารณาพิพากษาอีกครั้ง ซึ่งในครั้งต่อไปจะเป็นศาลอุทธรณ์ภาค 4 จังหวัดขอนแก่น คาดว่าจะใช้เวลา 1-2 ปีโดยทิ้งท้ายในวันนี้ว่า “ลุงพลไม่มีจิตใจโหดร้ายที่จะฆ่าเด็ก วันนี้เป็นการแพ้ในยกที่ 1 แต่ไม่ได้แพ้น็อค”

อ่านข่าวเพิ่มเติม

Avatar photo