ดูหนังออนไลน์
COVID-19

‘บิ๊กตู่’ ลั่น ผู้ประกันตนทุกคน ต้องได้รับวัคซีน เปิดแผนฉีดวัคซีน ‘วาระแห่งชาติ’

เปิดแผนฉีดวัคซีน วาระแห่งชาติ นายกฯ ลั่น ผู้ประกันตนมาตรา 33 ทุกคน ต้องได้รับวัคซีน ยกเป็นกลุ่มแรงงานสำคัญ และเป็นกลไกขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจประเทศ

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โพสต์เพจเฟซบุ๊ก “ประยุทธ์ จันทร์โอชา Prayut Chan-o-cha” ถึงแผนการกระจายวัคซีนโควิด-19 โดย เปิดแผนฉีดวัคซีน วาระแห่งชาติ เน้นการให้ความสำคัญ กับกลุ่มผู้ประกันตน มาตรา 33 ที่เป็นแรงงานสำคัญในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของประเทศ โดยระบุว่า

เปิดแผนฉีดวัคซีน วาระแห่งชาติ

“กลุ่มผู้ประกันตน ในระบบประกันสังคมตามมาตรา 33 เป็นกลุ่มแรงงานที่ความสำคัญกลุ่มหนึ่ง เป็นกลุ่มเสี่ยงที่มีอาขีพต้องสัมผัส ต้องเจอคนจำนวนมาก อีกทั้งยังเป็นกลไกสำคัญของระบบเศรษฐกิจของประเทศ

การเตรียมการฉีดวัคซีนให้กับกลุ่มผู้ประกันตนนี้ จะเป็นความร่วมมือระหว่าง กระทรวงแรงงาน กระทรวงการคลัง และภาคเอกชน โดยจะพร้อมฉีดตั้งแต่ ต้นเดือนมิถุนายนนี้ครับ ผมได้กำชับให้ทำการฉีดให้ต่อเนื่อง และรวดเร็วที่สุด เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมการผลิต และภาคบริการ ฟื้นตัวได้โดยเร็ว

สำหรับแนวทางการกระจายวัคซีน มีดังนี้ครับ

1. สำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน ร่วมมือกับภาคเอกชน และ สปสช. ในการดำเนินการ โดยกลุ่มผู้ประกันตนที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป และผู้ป่วยในกลุ่ม 7 โรคเรื้อรัง จะให้ทางกระทรวงสาธารณสุข เป็นผู้ดำเนินการ เนื่องจากกลุ่มดังกล่าว ได้ลงทะเบียนผ่านหมอพร้อมไปแล้ว

2. สำนักงานประกันสังคม จะประสานกับนายจ้างของแต่ละบริษัท ให้ส่งข้อมูลลูกจ้างที่จะฉีดวัคซีน เพื่อทำการจัดสรรเวลาการฉีดวัคซีน ให้แก่ผู้ประกันตน โดยในระยะแรก จะเน้นการฉีดวัคซีนสำหรับผู้ประกันตนใน กทม. และในระยะถัดไป จะเร่งฉีดวัคซีนให้แก่ผู้ประกันตนใน 9 จังหวัดเศรษฐกิจ

จากนั้น จะดำเนินการฉีดวัคซีนให้แก่ผู้ประกันตนในจังหวัดที่เหลือต่อไป ที่สำคัญคือ จำนวนวัคซีนต้องเพียงพอกับจำนวนคน หากไม่ได้ทั้งหมด ก็จะจัดสรรทะยอยให้ตามลำดับความเร่งด่วน

3. การฉีดวัคซีนใน กทม. นั้น จะมีจุดฉีดวัคซีน 45 แห่ง และจุดฉีดวัคซีนใน 9 จังหวัดเศรษฐกิจอีก 22 แห่ง

ทั้งหมดนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานตามแผน “วาระแห่งชาติ” เรื่องการฉีดวัคซีน ผู้ประกันตนทุกคน จะต้องได้รับการฉีดวัคซีน ที่จะทั้งป้องกันโรคให้กับตนเอง คนรอบข้าง และผู้เข้ามารับบริการ เพื่อให้กิจการและเศรษฐกิจเดินหน้าต่อได้ครับ”

ในวันนี้ (19 พฤษภาคม 2564) นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้สั่งการในที่ประชุมคณะมนตรี เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยกำชับให้เร่งแก้ปัญหาการติดเชื้อในเรือนจำต่าง ๆ ทั่วประเทศ พร้อมดำเนินการตรวจเชิงรุกให้ได้มาก และเร็วที่สุด

ขณะเดียวกัน ให้เร่งจัดตั้งโรงพยาบาลสนามในเรือนจำที่มีผู้ติดเชื้อจำนวนมาก มีการคัดแยกผู้ที่ป่วย หากมีอาการรุนแรงก็จะนำออกมารักษาตามระบบต่อไป แต่หากอาการไม่รุนแรง จะให้พักรักษาในโรงพยาบาลสนาม ที่กรมราชทัณฑ์ดำเนินการ

สำหรับการฉีดวัคซีนในส่วนของกรุงเทพมหานครนั้น ขณะนี้กรุงเทพมหานคร มีการจัดสรรวัคซีนให้กับโรงพยาบาล สถานพยาบาล หน่วยงานต่าง ๆ ทั่วกรุงเทพมหานคร รวม 231 แห่ง ที่พร้อมจะฉีดวัคซีน นอกจากนี้ จะมีสถานที่ฉีดวัคซีนนอกโรงพยาบาล โดยหน่วยงานร่วมกับสถานที่ของเอกชนอีก 25 แห่งที่ได้มีการเปิดทดลองระบบแล้ว ตามที่นายกรัฐมนตรีได้ไปตรวจเยี่ยมการเตรียมพร้อม ได้แก่ เซ็นทรัลลาดพร้าว สามย่านมิตรทาวน์ เดอะมอลล์ บางกะปิ

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มีเปิดให้บริการเพิ่มคือที่ บิ๊กซี บางบอน และจะเปิดให้บริการเพิ่มในสถานที่อื่น ๆ เมื่อมีวัคซีนเข้ามา สำหรับความคืบหน้าของการฉีดวัคซีนในกรุงเทพมหานคร มีการฉีดไปแล้ว 556,700 โดส จำนวนผู้ได้รับวัคซีนสะสม 473,000 กว่าราย ทั้งนี้ กรุงเทพมหานคร ต้องการให้มีการลงทะเบียนเพื่อจองการฉีดวัคซีนผ่านแอพพลิเคชันหมอพร้อม ซึ่งจะทำให้สามารถบริหารจัดการการฉีดวัคซีนได้ดีที่สุด

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี เข้าใจประชาชนที่มีความพร้อมที่จะฉีดวัคซีนแล้ว จึงได้มีการทำความเข้าใจกันว่า เรื่องของการที่จะวอล์คอิน ขอให้ทำความเข้าใจว่า เป็นการวอล์คอินเข้ามาเพื่อรับวัคซีน ถ้าหากจุดบริการนั้นมีวัคซีนเพียงพอ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของวัคซีนที่จะเข้ามาในประเทศไทย แต่เพื่อไม่ให้เกิดความสับสน หรือความไม่สะดวกกับประชาชน ขอให้ประชาชนเมื่อไปถึงสถานที่ฉีดวัคซีนแล้ว แต่ไม่ได้ลงทะเบียนหมอพร้อมมาก่อน ก็ขอให้ลงทะเบียนในวันที่วอล์คอิน

ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรี ให้นโยบายว่า ต้องการปูพรมฉีดวัคซีนทั่วประเทศให้กับกลุ่มที่พร้อม ซึ่งอาจมีการนัดเป็นกลุ่มคณะต่าง ๆ ที่เป็นกลุ่มเสี่ยง เช่น พนักงานในส่วนบริการ บุคลากรในโรงงาน ผู้พิการ นักเรียน นักศึกษา ครู อาจารย์ รวมถึงนักเรียนที่ต้องเดินไปทางศึกษาต่อต่างประเทศ บุคคลกลุ่มเหล่านี้สามารถแสดงความจำนงไปยังสาธารณสุขเพื่อนัดหมายในการเข้ารับการฉีดวัคซีนได้

อ่านข่าวเพิ่มเติม