Economics

‘สรรพสามิต’ คาดรายได้เพิ่มสูงสุด 4.5 พันล้าน จากภาษีบุหรี่ใหม่ ยัน 1 ต.ค.นี้ ยังขึ้นราคาขายปลีกไม่ได้


“ลวรณ” ประเมิน อัตราภาษีบุหรี่หม่ ช่วยภาสครัฐมีรายได้เพิ่มราว 3,500-4,500 ล้านบาท ระบุ แม้จะมีผลบังคับใช้วันพรุ่งนี้ แต่ราคาขายปลีกยังไม่ปรับขึ้น เพราะที่อยู่ในตลาดยังเป็นสต็อกเก่า บอกประชาชนตรวจสอบ เจอล็อตเก่าขายราคาใหม่ ร้องเรียนได้ 

นายลวรณ แสงสนิท อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า โครงสร้างภาษีบุหรี่ใหม่ ที่จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมนี้ จะไม่มีผลให้ราคาขายปลีกบุหรี่ปรับขึ้นทันที เนื่องจากบุหรี่ที่ขายในท้องตลาดขณะนี้ เป็นสต็อกเก่า ที่เสียภาษีในอัตราเดิม จึง “ไม่มีสิทธิ” ที่จะขายปลีกในราคาใหม่

โดยบริษัทบุหรี่ทั้งใน และต่างประเทศ จะต้องเร่งส่งโครงสร้างต้นทุน และราคาขายปลีกแนะนำมาให้กรมสรรพสามิตพิจารณาภายใน 1-2 สัปดาห์นี้ จึงจะสามารถปรับราคาขายปลีกบุหรี่ใหม่ได้

shutterstock 1091917100

ปัจจุบันโครงสร้างภาษีสรรพสามิตยาสูบ จัดเก็บภาษีตามมูลค่า 2 อัตรา คือ 20% และ 40% ของราคาขายปลีกแนะนำซองละไม่เกิน 60 บาท และที่เกิน 60 บาท และจัดเก็บภาษีตามปริมาณ 1.20 บาทต่อมวน

ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมนี้เป็นต้นไป จะจัดเก็บภาษีตามมูลค่าอัตราเดียว คือ 40% และภาษีตามปริมาณ 1.20 บาทต่อมวน และยาเส้นจะมีอัตราภาษีตามมูลค่า 0% และภาษีตามปริมาณ 0.10 บาทต่อกรัม

แต่เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่ออุตสาหกรรมยาสูบ โดยเฉพาะเกษตรกรผู้เพาะปลูกใบยาสูบ ดังนั้น เพื่อเป็นการฟื้นฟูเยียวยา จากการแพร่ระบาดของโรคดังกล่าว และให้มีระยะเวลาในการปรับตัวเพื่อรองรับกับโครงสร้างภาษีบุหรี่ซิกาแรต ตามมูลค่าแบบอัตราเดียวที่จะเกิดขึ้นในอนาคต จึงมีความจำเป็นต้องกำหนดโครงสร้างภาษีสรรพสามิตยาสูบใหม่ และคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบ ดังนี้

  • อัตราภาษีบุหรี่ซิกาแรต

จัดเก็บภาษีตามมูลค่า 25% ของราคาขายปลีกแนะนำ ซองละไม่เกิน 72 บาท และ 42% ของราคาขายปลีกแนะนำที่เกินซองละ 72 บาท และจัดเก็บภาษีตามปริมาณ 1.25 บาทต่อมวน

  • อัตราภาษียาเส้นที่มีปริมาณการผลิตไม่เกิน 12,000 กิโลกรัมต่อปี

จัดเก็บอัตราภาษีตามปริมาณที่ 0.025 บาทต่อกรัม และยาเส้นที่มีปริมาณการผลิตเกิน 12,000 กิโลกรัม จัดเก็บอัตราภาษีตามปริมาณที่ 0.10 บาทต่อกรัม

นายลวรณ กล่าวอีกว่า โครงสร้างภาษีใหม่ดังกล่าว จะช่วยลดการบริโภคยาสูบได้ประมาณ 2-3% และจะช่วยทำให้ภาครัฐสามารถจัดเก็บรายได้เพิ่มขึ้นประมาณ 3,500-4,500 ล้านบาทต่อปี แต่ยอมรับว่าอาจทำให้มีสินค้ายาสูบหนีภาษีเพิ่มขึ้น ซึ่งกรมสรรพสามิตจะดำเนินการปราบปรามอย่างเข้มงวด โดยจัดตั้งศูนย์ปราบปรามสินค้าออนไลน์

กรมสรรพสามิต ได้จัดส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบสต็อกของผู้ค้าบุหรี่ทั่วประเทศ เพื่อดูยอดคงค้างของบุหรี่ที่เสียภาษีในอัตราเดิมว่า ยังมีจำหน่ายอีกนานเท่าไร โดยประชาชนที่ซื้อบุหรี่ สามารถตรวจสอบด้วยตัวเองได้ว่า บุหรี่ที่ซื้อเสียภาษีในอัตราเดิมหรืออัตราใหม่ ด้วยการใช้สมาร์ทโฟนสแกนคิวอาร์โค้ดบนดวงสแตมป์ ข้อมูลการชำระภาษีก็จะปรากฎขึ้น

หากพบว่าบุหรี่ที่ซื้อ มีการเสียภาษีก่อนวันที่ 1 ตุลาคม 2564  แต่ขายในราคาของอัตราภาษีใหม่ ให้ประชาชนสามารถแจ้งไปที่สำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ได้ หรือสายด่วนสรรพสามิต 1713 โดยกรมจะเข้าไปประเมินภาษีต่อไป

อ่านข่าวเพิ่มเติม