ดูหนังออนไลน์
COVID-19

สอบตำรวจพบ ‘ทุจริตเบี้ยเลี้ยงโควิด-19’ อื้อ มีทั้งนครบาล-ภูมิภาค



เปิดผลสอบตำรวจทุจริต “เบี้ยเลี้ยงโควิด-19” พบทำผิดทั้งระดับนครบาล-ภูมิภาค บางแห่งเป็นทั้งจังหวัด

พล.ต.อ.วิสนุ ปราสาททองโอสถ จเรตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยหลังเป็นประธานการประชุมผลการตรวจสอบกรณีทุจริตเบี้ยเลี้ยงโควิด-19 ของข้าราชการตำรวจ วันนี้ (26 ต.ค. 63) ว่า ที่ประชุมฯ พบว่ามีการดำเนินการไม่เป็นไปตามระเบียบหลายหน่วยงาน ทั้งในระดับกองบัญชาการตำรวจนครบาล และกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1-9 คือ โอนให้กับผู้ไม่มีสิทธิ์หรือโอนให้ผู้ที่มีสิทธิ์แล้วถอนออกมา

เมื่อแยกความผิดตามท้องที่พบว่า กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 มีที่จังหวัดสระบุรีและนนทบุรี ซึ่งตั้งกรรมการสืบสวนสอบสวนแล้ว, กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 มีจังหวัดสุรินทร์, กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 สถานีตำรวจภูธร (สภ.) ท่าลี่และอื่นๆ ในจังหวัดเลย สภ.มัญจาคีรี จังหวัดขอนแก่นและหลายท้องที่ของจังหวัดมหาสารคาม

กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 จังหวัดเชียงราย, กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 6 และ 7 ยังไม่พบ, กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 สภ.ทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช, สภ.ป่าตอง จังหวัดภูเก็ต โดนสั่งภาคทัณฑ์ไปแล้ว,  กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 ตรวจพบที่ จังหวัดพัทลุง

ผู้กระทำผิดส่วนใหญ่เป็นเจ้าหน้าที่การเงินซึ่งกระทำเป็นรายบุคคลทั้งหมด ยังไม่ใช่เครือข่าย บางแห่งอาจจะทุจริตทั้งจังหวัด บางแห่งอาจจะเฉพาะโรงพัก ซึ่งกำลังตรวจสอบว่าเป็นการจงใจหรือเกิดจากข้อผิดพลาด สำหรับในนครบาลต้องดูว่ามีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติภารกิจในการดูแลการชุมนุมหรือไม่ ทั้งนี้ มีโรงพักที่ร้องเรียนมาไม่ถึงสิบแห่ง ยังมีหน่วยอื่นๆ ที่ยังไม่ได้ร้องเรียนเข้ามา แต่ก็ต้องตรวจสอบย้อนหลังทั้งหมดเช่นกัน

ทั้งนี้ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) สั่งให้ดำเนินคดีผู้กระทำผิดทุกราย พร้อมตั้งกรรมการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงและยืนยันว่าตำรวจที่ทำงานตั้งด่านต้องได้เงินเต็มตามจำนวนหมดทุกหน่วย

โดยตามระเบียบกำหนดเบี้ยเลี้ยงให้เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ทุกชั้นยศชั่วโมงละ 60 บาท ไม่เกิน 7 ชั่วโมงต่อวัน ตามหลักต้องโอนเงินเข้าบัญชีส่วนตัวของเจ้าหน้าที่โดยตรง หากโอนไปบัญชีอื่นใดก็ผิดหมด เพราะเรามีเส้นทางการเงินที่ชัดเจน จะมอบอำนาจให้คนอื่นโอนไม่ได้

สำหรับขั้นตอนการสืบสวนข้อเท็จจริง มีกำหนดเวลาทำงานใน 60 วันหรือเร็วกว่านั้น หากไม่ทันก็ขยายเวลาให้ผู้ถูกกล่าวหา หาเหตุผลมาหักล้าง และตั้งกรรมการตรวจสอบว่าผิดวินัยร้ายแรงหรือไม่ ซึ่งโทษสูงสุดคือสั่งปลดออกจากราชการ และคดีอาญาก็ต้องยื่นเรื่องไปที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

อ่านข่าวเพิ่มเติม

Add Friend Follow
The Bangkok Insight Editorial Team