COVID-19

แถลงยืนยัน! นักโทษป่วยโควิด-19 จริง ติดเชื้อในประเทศครั้งแรกรอบ 100 วัน

“สาธารณสุข” ยืนยัน! นักโทษ ชายป่วย โควิด-19 จริง นับเป็น “ติดเชื้อในประเทศ” ครั้งแรกในรอบ 100 วัน ด้าน “กรมราชทัณฑ์” มั่นใจไม่แพร่ในเรือนจำ เพราะมีขั้นตอนแยกกัก 14 วัน

วันนี้ (3 ก.ย. 63) กระทรวงสาธารณสุข กรมราชทัณฑ์ และกรุงเทพมหานคร (กทม.) ร่วมกันแถลงข่าวกรณี พบผู้ต้องขังใหม่ติดเชื้อโควิด-19 จำนวน 1 ราย ในทัณฑสถานบําบัดพิเศษกลาง

โควิด-19 นักโทษ

นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค แถลงข่าวยืนยันว่า พบผู้ต้องขังชายติดเชื้อ โควิด-19 โดยพบอาการติดเชื้อระหว่างกักกัน ก่อนที่จะเข้าแดนปกติของเรือนจำทัณฑสถานบําบัดพิเศษกลาง

รายนี้ถือเป็นการติดเชื้อในประเทศรายแรก หลังจากที่ผ่าน 100 วันไม่มีรายงานการติดเชื้อ

 

เปิดผลสอบสวนโรค โควิด-19

แพทย์หญิงวลัยลักษณ์ ไชยฟู ผู้อำนวยการกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค เปิดเผยถึงผลการสอบสวนโรคว่า ผู้ต้องขังติดเชื้อโควิด-19 เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2563 ที่ผ่านมา ซึ่งตรวจพบจากการตรวจ โควิด-19 เป็นประจำในเรือนจำ โดยนักโทษรายนี้อยู่ระหว่างแยกกักก่อนเข้าแดนปกติ ซึ่งมีกระบวนการตรวจผู้ต้องขังแรกรับทุกรายตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2563

จากนั้นได้ดำเนินการตรวจสอบ โดยส่งผลตรวจสอบยืนยันแล็บถึง 2 แห่ง พบว่าติดเชื้อโควิด-19 จริง ดังนั้นเจ้าหน้าที่จึงส่งทีมลงสอบสวนโรค เป็นทีมจากกรมควบคุมโรค, สำนักอนามัย กทม. และทีมราชทัณฑ์ ซึ่งจะลงไปสอบที่เรือนจำและโรงพยาบาลราชทัณฑ์

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2563 ผู้ป่วยรายดังกล่าวมีเสมหะ แต่อาการไม่ชัดเจน เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2563 จึงเก็บตัวอย่างในโพรงจมูกมาตรวจจึงพบเชื้อ และซักประวัติย้อนหลังไป 14 วัน นับตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคม 2563

โควิด-19 นักโทษ

เบื้องต้นพบว่า อาศัยกับครอบครัวในคอนโดมิเนียมบ้านสวนธนพุทธบูชา ย่านบางมด โดยคนในครอบครัวถือเป็นผู้สัมผัสเสี่ยงสูงทั้งหมด 5 คน ซึ่งจะแยกกักกันต่อไป ด้านผู้ป่วยทำงานเป็นดีเจอยู่ร้าน 3 วัน 2 คืน สาขาพระราม 3 และพระราม 5 รวมถึงร้านย่านถนนข้าวสาร

เขาเป็นดีเจ ซึ่งเขาอาจจะไม่ได้ไปสัมผัสกับผู้อื่น ฉะนั้นคนที่อยู่ร้านเองถ้าใส่หน้ากากอนามัย ไม่ได้สัมผัสใกล้ชิดกัน ก็จะถือว่าไม่ได้เป็นผู้ที่มีความเสี่ยงสูงแต่อย่างใด

นอกจากนี้ ผู้ป่วยได้ไปขึ้นศาลวันที่ 26 สิงหาคม 2563 เป็นคดีเกี่ยวข้องกับยาเสพติด มีผู้สัมผัส 20 คน คือ ทนายความ เจ้าหน้าที่เรือนจำ นักโทษร่วมตัดสินคดี นักโทษร่วมรถโดยสาร ซึ่งจะแยกกักกันต่อไป

ส่วนของเรือนจำก็มีการแยกกักกันผู้ต้องขังแรกรับในวันเดียวกันอีก 34 คน ซึ่งมีการตรวจคัดกรองหมดแล้ว ไม่มีการติดเชื้อแต่อย่างใด  รวมถึงจะต้องมีการตรวจสอบอาสาสมัครนักโทษที่ดูแลอีก 2 คน และผู้เสี่ยงต่ำคือเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ ซึ่งขณะนี้ยังสวบสวนโรคไม่เสร็จสิ้น โดยจะเรียนให้ทราบต่อไป

 

“กรมราชทัณฑ์” ยืนยันไม่แพร่ต่อให้นักโทษรายอื่น

นพ.วีระกิตติ์ หาญปริพรรณ์ รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยว่า กรมราชทัณฑ์เป็นหน่วยงานที่ต้องดูแลผู้ต้องขังจำนวนมากถึง 3 แสนว่ารายในปัจจุบัน แต่ก็ไม่ได้พบผู้ติดเชื้อมาก รายนี้ถือว่าเป็น นักโทษ รายที่ 2 ที่ติดเชื้อ โควิด-19 เท่านั้น เพราะกรมฯ มีมาตรการแยกกัน 14 วัน สำหรับผู้ต้องขังใหม่หรือผู้ที่เดินทางออกไปข้างนอก

ในกรณีนี้ พบว่ามีผลตรวจโควิด-19 เป็นบวก แต่ขอยืนยันว่า การพบผู้ต้องขังป่วยโควิด-19 ดังกล่าวไม่ได้แพร่เชื้อไปยังผู้ต้องขังรายอื่น เนื่องจากกรมราชทัณฑ์แบ่งแยกพื้นที่ผู้ต้องขังแรกรับไว้จำนวน 14 วัน ก่อนที่จะย้ายไปแดนอื่นๆ ซึ่งต้องแจ้งให้สังคมรับทราบ เพื่อไม่ให้เกิดความตื่นตระหนก โดยที่ทัณฑสถานบำบัดพิเศษบางเขนมีผู้ต้องขังจำนวนกว่า 8 พันคน

สำหรับผู้ต้องขังรายนี้ก็ไม่ได้เดินทางไปต่างประเทศ ใช้ชีวิตอยู่แต่ในเมืองไทย ปัจจุบันถูกย้ายไปที่ รพ.ราชทัณฑ์ โดยให้อยู่อาคารเดี่ยวเพื่อรักษาโรค รวมถึงนำผู้ต้องขังที่อยู่ในห้องเดียวกัน 34 ราย ไปเฝ้าระวังโรคเป็นเวลา 14 วันในโรงพยาบาลราชทัฑณฑ์ด้วย

นายแพทย์เมธิพจน์ ชาคะเมธีกุล ผู้อำนวยการกองควบคุมโรคติดต่อ สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร กล่าวว่า กรุงเทพมหานครได้ลงสอบสวนโรคตั้งแต่เช้า โดยเข้าไปที่ทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลางบางเขน บ้านผู้ป่วย และศาล

ที่บ้านผู้ป่วยพบผู้สัมผัสเสี่ยงสูงจำนวน 5 ราย ซึ่งได้รับการตรวจคัดกรองแล้ว และมีอีก 2 คนอยู่ที่ต่างจังหวัด ซึ่งจะส่งตรวจโรคต่อไป นอกจากนี้ กำลังติดตามสถานที่ทำงานเพื่อให้ปิดเพื่อทำความสะอาด 3 วัน รวมถึงสอบผู้ใกล้ชิดในที่ทำงาน เพื่อแยกผู้สัมผัสเสี่ยงสูงและเสี่ยงต่ำ ถ้าเป็นผู้สัมผัสเสี่ยงสูงจะตรวจคัดกรองและกักกันต่อไป

สำหรับผู้ที่สงสัยว่าตนเองอาจจะมีความเสี่ยงในการติดเชื้อ สามารถเข้าไปเช็คความเสี่ยงได้ ที่นี่ จากนั้นจะมีเจ้าหน้าที่โทรไปสัมภาษณ์ถ้าเข้าข่ายความเสี่ยงสูงและนำเข้าคัดกรอง โควิด-19 ต่อไป

อ่านข่าวเพิ่มเติม

Add Friend Follow
The Bangkok Insight Editorial Team