World News

‘สงครามการค้า’ ทำจีน-สหรัฐ เจ็บทั้งคู่ ‘ไต้หวัน-เม็กซิโก-อียู’ โกยประโยชน์

ที่ประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (อังค์ถัด) เปิดเผยผลการศึกษา “การค้า และผลกระทบจากการเบี่ยงเบนทางการค้า จากการปรับขึ้นภาษีศุลกากรของสหรัฐต่อจีน” ที่แสดงให้เห็นว่า สงครามการค้าระหว่างจีน กับสหรัฐ ที่ยังดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่อง ทำให้การค้าทวิภาคีดิ่งลงอย่างหนัก ราคาสินค้าสำหรับผู้บริโภคพุ่งสูงขึ้น และเกิดผลกระทบจากการเบี่ยงเบนทางการค้า อาทิ การนำเข้าสินค้าจากประเทศอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับสงครามการค้าเพิ่มขึ้น

อังค์ถัดดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลการค้าเมื่อเร็วๆ นี้ และพบว่า ผู้บริโภคในสหรัฐ กลายเป็นกลุ่มที่แบกรับภาระหนักสุดจากการที่สหรัฐขึ้นภาษีต่อสินค้านำเข้าจากจีน เพราะมีการผลักภาระจากต้นทุนที่เกี่ยวข้องส่วนใหญ่มาไว้ที่ผู้บริโภค และบริษัทนำเข้า ในรูปแบบของราคาที่เพิ่มสูงขึ้น

ผลการศึกษาที่ออกมา เป็นเหมือนคำเตือนต่อโลก การทำสงครามการค้าที่มีแต่เสียนี้ ไม่เพียงแต่ทำร้ายประเทศที่เกี่ยวข้องโดยตรง แต่ยังส่งผลถึงเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลก และการเติบโตในอนาคต” พาเมลา โค้ก แฮมิลตัน ผู้อำนวยการค้า และโภคภัณฑ์ ระหว่างประเทศของอังค์ถัด ระบุ พร้อมแสดงความหวังว่า ความเป็นไปได้ที่สหรัฐ และจีนจะบรรลุข้อตกลงการค้ากันนั้น จะช่วยลดความตึงเครียดทางการค้าลงมา

การศึกษาของอังค์ถัด ยังแสดงให้เห็นว่า การขึ้นภาษีของสหรัฐ เป็นสาเหตุที่ทำให้ปริมาณการส่งออกของจีนไปยังสหรัฐหายไป 25% คิดเป็นมูลค่าราว 35,000 ล้านดอลลาร์ ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2562′

ข้อมูลยังแสดงให้เห็นว่า ความสามารถทางการแข่งขันของบริษัทจีนยังคงอยู่ในระดับ 75% ของการส่งออกไปยังสหรัฐ แม้จะโดนเก็บภาษีมากกว่าเดิมก็ตาม

ผู้ผลิตจีนรับภาระเอง

อังค์ถัดบอกด้วยว่า เริ่มมีพยานหลักฐานแล้วว่า ผู้ส่งออกจีนอาจเริ่มที่จะแบกรับภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐ ด้วยการลดราคาสินค้าส่งออก

ภาคการผลิตของจีน ที่ได้รับผลกระทบหนักสุดจากการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐ คือ คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์สำนักงาน และอุปกรณ์สื่อสารอื่นๆ ซึ่งมีมูลค่าการส่งออกลดลง 15,000 ดอลลาร์ ด้วยปริมาณการค้าของสินค้าในอุตสาหกรรมเหล่านี้ที่โดยขึ้นภาษีลดลงเฉลี่ย 55%

อุตสาหกรรมอื่นๆ ที่มีปริมาณการส่งออกลดลงอย่างเป็นรูปธรรม รวมถึง เคมี เฟอร์นิเจอร์ เครื่องมือวัดความเที่ยงตรง และเครื่องใช้ไฟฟ้า

เศรษฐกิจอื่นได้ประโยชน์

การที่สหรัฐขึ้นภาษีต่อสินค้านำเข้าจากจีน ทำให้ผู้เล่นรายอื่นมีความสามารถทางการแข่งขันในตลาดจีนเพิ่มมากขึ้น และทำให้เกิดการเบี่ยงเบนทางการค้าขึ้นมา

ในจำนวนสินค้าจีนที่ส่งออกไปยังตลาดสหรัฐ ที่สูญหายไป 35,000 ล้านดอลลาร์นั้น ราว 21,000 ล้านดอลลาร์ หรือ 63% ของยอดรวมการสูญหายทั้งไป ได้เบี่ยงเบนไปตกอยู่ในประเทศ หรือดินแดนอื่นๆ ส่วนที่เหลืออีกราว 14,000 ล้านดอลลาร์ เป็นส่วนที่ขาดทุน หรือตกอยู่ในมือของผู้ผลิตอเมริกัน

รายงานของอังค์ถัด ระบุว่า การที่สหรัฐจัดเก็บภาษีทุ่มตลาดต่อสินค้านำเข้าจีน ทำให้ ไต้หวัน มีมูลค่าส่งออกไปยังสหรัฐเพิ่มขึ้น 4,200 ล้านดอลลาร์ในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ เนื่องจากสามารถขายเครื่องใช้สำนักงาน และอุปกรณ์การสื่อสารเพิ่มขึ้น

เช่นเดียวกับ เม็กซิโก ที่มีมูลค่าการส่งออกไปยังสหรัฐในช่วงเวลาเดียวกันนี้เพิ่มขึ้น 3,500 ล้านดอลลาร์ ส่วนใหญ่เป็นสินค้าเกษตร อาหาร อุปกรณ์ขนส่ง และเครื่องใช้ไฟฟ้า

ส่วน สหภาพยุโรป (อียู) ก็ได้อานิสงส์จากความขัดแย้งนี้เช่นกัน มีมูลค่าการส่งออกไปยังสหรัฐเพิ่มขึ้น 2,700 ล้านดอลลาร์ ส่วนใหญ่เป็นสินค้าประเภทเครื่องจักร ตามด้วย เวียดนาม ที่มียอดส่งออกไปสหรัฐเพิ่มขึ้น 2,600 ล้านดอลลาร์ โดยเฉพาะสินค้าประเภทอุปกรณ์สื่อสาร และเฟอร์นิเจอร์

ประเทศอื่นๆ ที่ได้ประโยชน์จากเรื่องนี้ รวมถึง เกาหลีใต้ แคนาดา และ อินเดีย ที่มีมูลค่าส่งออกเพิ่มขึ้นตั้งแต่ 900 ล้านดอลลาร์ ไปจนถึง 1,500 ล้านดอลลาร์ โดยประโยชน์ส่วนที่เหลือส่วนใหญ่จะตกไปยังประเทศต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

แม้รายงานของอังค์ถัดไม่ได้รวมถึงผลกระทบที่เกิดจากจีน ขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐ แต่รายงานบ่งชี้ว่า ผลลัพธ์มีแนวโน้มอย่างมากที่จะออกมาในแบบเดียวกัน คือ สินค้าราคาสูงขึ้นสำหรับผู้บริโภคจีน การขาดทุนของผู้ส่งออกสหรัฐ และประเทศอื่นๆ ได้รับประโยชน์

ที่มา : unctad.org

Add Friend Follow
KANYAPORN PHUAKVISUTHI