Travel

อยากพาเธอเที่ยว ‘แม่ฮ่องสอน’

สายฝนโปรยปราย และหมอกจางๆ ก็ไม่บางเท่าหัวใจที่อยากพาเธอไปเที่ยวแม่ฮ่องสอน ให้ได้สักครั้งในชีวิต

วันนี้ #FightingDuo จึงเก็บกระเป๋าไปเที่ยวเท่ๆ แบบ #amazingไทยเท่กับเราๆ 2-3 คน เพื่อเก็บทุกอณูและมวลอากาศมาฝากแฟนเพจกันครับ ว่าแล้ว มาดูลิสต์ที่เราพากัน 😃

🌈สะพานประวัติศาสตร์ท่าปาย
🌈จุดชมวิวและร้านก๋วยเตี๋ยวห้อยขาจ่าโบ่
🌈ถนนคนเดินปาย
🌈น้ำตกผาเสื่อ
🌈บ้านรักไทย
🌈ปางอุ๋ง
🌈สวนสนบ่อแก้ว
🌈แผ่นดินแยก
🌈พระธาตุดอยกองมู
🌈จุดชมทะเลหมอกหยุนไหล
🌈ร้านใบเฟิร์น
🌈วัดจองคำ
🌈พระธาตุแม่เย็น
🌈ซูตองเป้
🌈สะพานไม้ไผ่

โครงการพระราชดำริปางตอง 2 (ปางอุ๋ง)

จากเขาหัวโล้น แผ่นดินที่เสื่อมโทรม สู่การเป็นอ่างเก็บน้ำ และแหล่งรวมพืชพันธุ์อันอุดมสมบูรณ์ ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9

เมื่อผมเข้ามาถึงที่นี่ ผมได้รับการต้อนรับจากหงส์ขาวคู่ คลอเคลียกันอยู่สองตัวบนผิวน้ำ ดูแล้วเจ้าสองตัวนี่น่าจะชอบถ่ายรูปด้วยนะ ชวนให้ผมยิ้มตามพร้อมหยิบกล้องขึ้นมาเก็บภาพความประทับใจนี้ และไม่นานนัก ผมก็ได้รับการขับไล่จากหงส์สีดำ พุ่งทะยานจากผิวน้ำสู่บนบกที่ผมยืนด้วยความเร็วสูง ผมต้องวิ่งเอาตัวรอดก่อน ในขณะเดียวกัน ผมเองก็พยายามทำความเข้าใจเจ้าหงส์ดำนี่ ก็ได้ค้นพบว่า ลึกๆแล้ว มันก็คงอยากมีผมเป็นเพื่อน แต่ด้วยความที่อยู่ลำพังมานาน อาจหาวิธีสานสัมพันธ์ไม่ถูก หรือไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง ไม่เป็นไร ตอนนี้เราเป็นเพื่อนกันแล้ว ยินดีที่ได้รู้จักนะ

ผมเดินดูบรรยากาศรอบๆ ยลหมอกที่ปกคลุมกระจายทั่วบริเวณแทรกแซมในป่าสน และบนผิวน้ำ ความเย็นของอากาศ ปะทะเข้าที่ใบหน้าของผม เหมือนเป็นการส่งสัญญาณทักทาย มองไปยังอ่างเก็บน้ำก็พบชายหนึ่งคนกับแพรคู่ใจของเขา ถัดไปอีกนิด เป็นเจ้าหน้าที่ ผมสังเกตผู้คนที่นี่ว่า เขาดูมีความสุขกับชีวิตของเขาเหลือเกิน เขาพอใจที่เป็นแบบนั้น พวกเขาโชคดีมาก และผมเองก็โชคดีเช่นกัน ที่ได้มาเติมเต็มพลังจากธรรมชาติ ณ ที่แห่งนี้ หากหนึ่งลมหายใจที่สูดเข้าไป แทนความสุขในหนึ่งเรื่องของชีวิต เห็นที ผมคงต้องนั่งตรงนี้สักพัก เพื่อสูดความสุขลงปอดให้ได้มากที่สุด เท่าที่ใจผมจะสุขได้

จุดชมทะเลหมอกหยุนไหล

ยิ่งอยู่สูง ยิ่งต้องสงบ แล้วมองเห็นได้กว้างไกล .. ประโยคนี้ผุดขึ้นมาทันทีที่ผมลงจากรถ ผมลองใช้ความสงบ พิจารณาทุกสิ่งที่อยู่ที่นี่ ทุกเสี้ยววินาที จะให้มุมมองที่แตกต่างเสมอ แต่วินาทีที่ใช่ คือการได้เห็นใบหน้าเธอตื่นตาตื่นใจ และมีความสุขกับสถานที่แห่งนี้อย่างมาก

คำว่าหยุนไหล มาจากภาษาจีนกลาง แปลว่าเมฆที่ไหลรวมมาอยู่จุดเดียวกัน เฉกเช่นชาวจีนยูนานที่อพยพย้ายถิ่นฐานจากที่ต่างๆ มารวมกันอยู่ที่นี่ บรรยากาศที่เราได้รับ จึงมีกลิ่นไอแห่งความเป็นเมืองจีนปะปนอยู่

ที่นี่มีกิจกรรมให้เราเลือกทำมากมายเลยครับ อย่างยิงธนูก็มีนะ จ่ายลูกศรพร้อมคันธนู ชุดละ 50 บาท ถ้ายิงเข้าเป้า รับไปเลยนกหวีดน้ำทำจากดินเผา หรือถ้าอยากซื้อนกหวีดเลย ราคาจะอยู่ที่ 30 บาทครับ นอกจากนี้ ที่นี่ก็มีให้บริการเช่าชุดจีน ราคาชุดละ 100 บาท ใส่ถ่ายรูปกับซุ้มและโซนต่างๆ เช่น ชิงช้าที่นั่งได้สี่คน มีลักษณะเหมือนกังหันลม หรือจะเป็นระเบียง(ไม่แน่ใจว่าผมเรียกถูกหรือไม่) ที่ทำเป็นรูปหัวใจเป็นอะไรที่เข้ากับบรรยากาศสุดๆ และยังมีร้านอาหารศาลาหมื่นลี้ ที่ยินดีให้เราดื่มชาฟรีๆคลายหนาวกันอีกด้วยครับ

จุดชมวิวด้านบนก็มีนะครับ เก็บค่าบริการคนละ 20 บาท และกับวิวพันล้านพร้อม ราคานี้ผมถือว่าคุ้มครับ มีต้นไม้แห่งความรัก ที่เราสามารถซื้อโมบายเล็กๆรูปหัวใจ เขียนชื่อเรากับคนที่รัก พร้อมนำไปแขวนที่ต้นไม้ อารมณ์แบบกุญแจล็อคความรักที่เกาหลีมีเลยครับ น่ารักดี

พอเริ่มๆหิว เราจึงลงมาด้านล่างเป็นร้านอาหารชื่อศาลาหมื่นลี้ ส่วนตัวแล้วผมชอบชื่อนี้มาก เก๋ดีครับ เมนูขอที่นี่ที่เขาว่ากันว่าห้ามพลาดนะ มี ขาหมูน้ำแดง หมั่นโถวนึงและทอดจิ้มนม ไก่ดำตุ๋นยาจีน ชาอู่หลง จัดว่าเด็ดมากครับ ผมจะไม่ยัดเยียดว่ามันดีแค่ไหนแต่บอกเลยว่า จุดชมทะเลหมอกหยุนไหลนี้ คือหมุดที่ถือว่าต้องมาตามรอยกันให้ได้ครับ

แผ่นดินแยก

ก่อนอื่นผมขอแนะนำให้มาที่นี่โดยใส่ชุดที่คล่องตัวนิดนึงครับ เพราะค่อนข้างจะแอดเวนเจอร์ เป็นรองเท้าผ้าใบก็โอเคครับ

ที่นี่ จะมีลักษณะเป็นรอยเลื่อนของแผ่นดิน ทำให้เราเห็นถึงรอยแยกทั้งเล็กใหญ่อยู่ประปราย ค้นพบกันเมื่อ พ.ศ.2551 นี่เองครับ

ก่อนที่จะเข้าไปดูบริเวณที่แผ่นดินแยก ก็จะมีของเล่นโบราณ คือรถไม้และไม้โถกเถก ที่ให้พวกเราได้เล่นกันอย่างสนุกสนาน พอเล่นมาสักพักนึง ก็ถึงเวลาที่พวกเราต้องเดินทางเข้าด้านในแล้วครับ

ทางเข้าแผ่นดินแยก ช่วงแรกจะเป็นบันได ให้เราได้ปีนเข้าไปดูด้านใน จากนั้น ก็เป็นเส้นทางที่ธรรมชาติจัดสรรให้เราเลยครับ เราสามารถลงไปยังบริเวณช่องว่างของแผ่นดินแยกได้ครับ มีช่องเล็กใหญ่สลับกัน ให้เราได้เดินสำรวจพื้นที่ด้วยความรู้สึกที่มหัศจรรย์ใจ

ได้เวลาออกจากหมุดนี้ เพื่อไปหมุดอื่น ก่อนกลับก็ต้องแวะดูของฝากสักนิด ของฝากที่นี่ก็จะมี กล้วยน้ำหว้าอบ แยมกระเจี๊ยบ น้ำกระเจี๊ยบ แยมกระเจี๊ยบ กล้วยฉาบ ข้าวเกรียบฟักทอง ถั่วลิสงแกะ ที่ได้รับรางวัลจากกรมพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ว่าเป็นสินค้าดีมีคุณภาพ คุณลุงคนขายก็ใจดีมากเลยครับ แกะให้ผมกินทุกอย่างที่ว่ามานี้ เอ่อ! คือ เข้าใจละว่าทำไมภูมิใจนำเสนอจัง บอกเลยว่า ผลิตภัณฑ์ของเขาดีจริงๆครับ

ซูตองเป้

สะพานไม้ทอดยาวกว่า 500 เมตร ที่สร้างขึ้นด้วยแรงศรัทธาของชาวชุมชน พร้อมกับชื่อภาษาไทใหญ่ อันมีความหมายว่า “อธิษฐานสำเร็จ”

ผมเดินข้ามสะพานที่ทอดยาวนี้ พร้อมกับเก็บภาพทิวทัศน์ระหว่างทาง จนถึงจุดหมาย ผู้คนเรียกที่นี่ว่า วิหารเจ้าพาราซูตองเป้ โดยข้างในวิหารมีหลวงพ่อซูตองเป้ เป็นพระประธาน วิธีการขอพรง่ายมากครับ คือเขาจะมีแผ่นไม้ไผ่เล็กๆ และปากกาเมจิก ให้เราเขียนคำอธิษฐานต่อหน้าพระ จากนั้น นำไปแขวนที่ซุ้มด้านนอก ถือว่าการอธิษฐานสำเร็จกิจดีครับ

เพราะพรสำคัญและความศรัทธามีเพียงหนึ่งเดียว ขอให้สำเร็จดังใจนะครับ

ถนนคนเดินปาย

ที่นี่มีความคล้ายถนนข้าวสารสูงมาก เพราะมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเยอะครับ ที่ผมเห็นนี่ดูจะมากกว่าชาวไทยด้วยซ้ำ

พอใกล้เวลาเย็นค่ำ ก็เป็นโอกาสดีที่เราจะเดินชมถนนคนเดิน และผมก็ได้รับการต้อนรับที่ดีจากผู้คนที่เดินสวนไปมา แม้ไม่รู้จักกัน ทุกคนก็ยินดียิ้มให้อย่างเป็นมิตร และร้านค้าทุกร้านที่ผมผ่าน มีความเป็นยูนิตี้เดียวกันที่ผมชอบมากคือ ขายแบบไม่เน้นขาย เวลาผมไปหยุดยืนดูหน้าร้านไหน พวกเขาแค่เพียงเงยหน้ามายิ้ม และทักทาย ซื้อก็ขาย ไม่ซื้อก็คุยกันชิวๆ มันเป็นความรู้สึกที่ดีมากเลยนะครับ ไม่มีความรีบร้อนใดใด ผู้คนคุยง่าย ไม่ซับซ้อน และที่สำคัญ ราคาอาหารที่นี่คือถูกมากๆเลยครับ

หากเกรงว่า มาที่ถนนคนเดินแล้วจะเดินไม่ทั่ว ที่นี่ก็มีมอเตอร์ไซต์ให้เช่า คันละ 100-200 บาท/วัน ลองเช่าดูสักคันและขี่รอบเมือง ก็น่าสนใจไม่น้อยครับ


สวนสนบ่อแก้ว

กว่า 50 ปี บนเนื้อที่ 2,072 ไร่ ที่ปกคลุมด้วยสนภูเขาชนิดต่างๆ ที่มีสายพันธุ์มาจากต่างประเทศ ภายใต้การดูแลของกรมอุทยานแห่งชาติฯ อีกแลนด์มาร์คหนึ่งที่ไม่ควรพลาด

จริงๆแล้ว จุดนี้นับเป็นจังหวัดเชียงใหม่ครับ แต่ผมเห็นว่า ก็ไม่ได้อยู่ไกลจากแม่ฮ่องสอนมากนัก เลยคิดว่าสวนสนบ่อแก้วก็เป็นอะไรที่น่าสนใจไม่น้อย เพราะนอกจากจะได้ศึกษาพันธุ์พืชแล้ว ที่นี่เหมาะกับการมาถ่ายรูปสุดๆเลยครับ เป็นอะไรที่ถูกใจมนุษย์แฟนที่สุดเลย ละก็เตรียมชุดเตรียมพร๊อพไปกันเยอะๆนะครับ

วัดพระธาตุดอยกองมู

มองจากเบื้องล่างสู่บนยอดดอย เราจะเห็นพระธาตุดอยกองมูสง่างามชัดเจนเพียงหนึ่ง แต่หากขึ้นมายังพระธาตเพียงอึดใจ เราจะเห็นอะไรที่มากกว่า ..

พระธาตุดอยกองมู นอกจากเป็นปูชนียสถานคู่บ้านคู่เมืองที่เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวแม่ฮ่องสอนแล้ว จุดนี้ ยังเป็นจุดชมวิวที่แสดงถึงทัศนียภาพบ้านเมืองและความเป็นอยู่ของชาวแม่ฮ่องสอนได้เป็นอย่างดีเลยครับ

แม้คำว่า “กองมู” จะมาจากภาษาไทยใหญ่ที่แปลว่า “พระเจดีย์” แต่สถาปัตยกรรมภายในวัดนั้น ได้รับอิทธิพลจากทั้งบ้านเราและพม่า จึงมีกลิ่นไอและความเป็นไทยและพม่าปะปนกันไป

อย่างไรแล้ว ทุกทริปจะราบรื่นได้ ถ้าเราเคารพบ้านเมืองของเขา ฉะนั้นการมาสักการะพระธาตุดอยกองมู ก็เหมือนกับการไหว้ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองเขาแหละครับ อย่างลืมมาแวะกันนะ

สะพานประวัติศาสตร์ท่าปาย

มีมาตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 โน่นเลยครับ โดยสะพานนี้ใช้เป็นทางผ่านช่วงสงครามโลกในการเดินทางไปพม่า และลำเลียงสะเบียงอาวุธต่างๆ แรกเริ่มเดิมทีจะเป็นสะพานไม้ครับ แต่เมื่อพอสงครามสิ้นสุด สะพานไม้ได้รับความเสียหายจากไฟไหม้ในสงคราม จนใช้งานไม่ได้ ทางอำเภอปายจึงทำเรื่องขอสะพานเหล็กที่เชียงใหม่ไม่ได้ใช้แล้ว มาใช้งานต่อ อย่างที่เห็นอยู่ ณ ปัจจุบันนี้ครับ

ผู้คนส่วนใหญ่ เดินทางมาที่นี่เพราะ สะพานฯท่าปายนี้ ถือเป็นซิกเนเจอร์ของอำเภอปาย ที่พอถ่ายรูปและโพสลงเฟซบุ๊ค เพื่อนๆของเราก็จะรู้ทันที่ว่าเรามาเที่ยวปายครับ ฮ่าๆ

นอกจากมาถ่ายรูปสวยๆแล้ว ก็จะมีล่องแพไม้ไผ่ ขี่ช้าง และมีร้านของฝาก เสื้อผ้าเหนือเก๋ๆ ให้เราซื้อกลับไปฝากคนที่บ้านด้วยนะ

ถือว่าเป็นอีกจุดนึงที่ถ้าเรียกได้ว่า ถ้าไม่แวะ ก็เท่ากับมาไม่ถึงปายนะครับ (เขาว่ามานะ ฮ่าๆ)

สะพานไม้ไผ่-โขกู้โส่

คำว่า “โขกู้โส่” มาจากภาษาไทยใหญ่ แปลว่าสะพานบุญ เนื่องด้วยสะพานไม้ไผ่นี้ถูกสร้างขึ้นมาด้วยแรงศรัทธาของชาวบ้านอำเภอปาย ทอดสู่สำนักสงฆ์ห้วยคายคีรี เพื่อให้พระสงฆ์ได้ออกบิณฑบาต ณ บ้านแพมบก และในขณะเดียวกัน ผู้คนในชุมชนก็เดินทางไปสู่สำนักสงฆ์ห้วยคายคีรีเพื่อศึกษาและเข้าถึงพระธรรมในศาสนาได้เช่นกัน และด้วยความยาวถึง 815 เมตร สะพานไม้ไผ่โขกู้โส จึงขึ้นชื่อว่าเป็นสะพานไม้ไผ่สานที่ยาวที่สุดในประเทศไทย

ระหว่างที่เราเดินอยู่บนสะพานและมองไปยังข้างทาง ก็จะพบต้นข้าวสีเขียวอ่อนๆ เรียงรายพริ้วไหวไปตามลมดูสบายตา มีต้นไม้น้อยใหญ่ ภูเขา ทุกอย่างรอบตัวเราเป็นสีเขียวไปหมด เห็นแล้วชื่นใจสุดๆ ที่สำคัญ ต้นไม้ทุกหย่อมหญ้าของที่นี่ เติบโตโดยไม่มีสารเคมีใดเจือปนเลยครับ เนื่องจากทางจังหวัด ได้ทำโครงการ ”เกษตรปลอดภัยสู่อินทรีย์” มิน่าล่ะ อากาศที่นี่ เมื่อสูดเข้าไปก็สัมผัสได้ถึงความสดชื่น เรียลๆไม่ปรุงแต่ง ดีต่อใจสุดๆเลยครับ

วัดจองคำ

เชื่อว่าการเป็นสิ่งแรก มักเป็นที่จดจำเสมอ อย่างวัดจองคำ ที่เป็นวัดแรกในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ก่อตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ.2340 ตามแบบฉบับสถาปัตยกรรมไทยใหญ่ และยังมีศาสนาสถานที่สำคัญคือ วิหารหลวงพ่อโต ซึ่งเป็นพระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่สุดของแม่ฮ่องสอน สร้างเมื่อ พ.ศ.2477 โดยช่างชาวพม่า

ที่แปลกอีกอย่างนึงคือ วัดจองคำมีฝาแฝด คือวัดจองกลางครับ ที่เรียกว่าวัดแฝด เป็นเพราะวัดทั้งสองอยู่ในรั้วเดียวกันเลย ซึ่งผมไม่เคยเห็นแบบนี้มาก่อน แต่อย่างไรก็ตาม วัดทั้งสองนี้ ถือได้ว่าเป็นศูนย์รวมกิจกรรมทางศาสนา ที่ชาวแม่ฮ่องสอนมักจะเดินทางมาประกอบพิธีทางศาสนา ในโอกาสต่างๆอีกด้วย

ในยามค่ำคืน วัดจองคำก็ถูกประดับประดาด้วยหลอดไฟดวงน้อยๆ รอบโบสถ์และเจดีย์ เหมาะแก่การกลับมาอีกรอบเพื่อเก็บภาพเป็นอย่างยิ่งครับ

วัดพระธาตุแม่เย็น

ณ สถานที่แห่งนี้ นอกจากเป็นวัดศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองแล้ว ยังถือว่าเป็นจุดชมวิวที่เราสามารถเห็นได้ทั่วเมืองปายด้วยครับ

ไฮไลท์ของวัดพระธาตุแม่เย็นนี้คือ “พระพุทธโลกุตระมหามุนี” เป็นพระพุทธรูปองค์ใหญ่สีขาวงามสง่า มองเห็นแต่ไกลๆ แม้ตอนขึ้นบันไดไปสักการะ อาจทำให้เราเหนื่อยบ้าง แต่ในขณะเดียวกัน เราก็มีแรงใจที่จะไปให้ถึง เมื่อสิ่งที่อยู่ตรงหน้างดงามขนาดนี้ ผมจะไม่ยอมพลาดเด็ดขาดครับ

ร้านใบเฟิร์น

ร้านใบเฟิร์น เป็นร้านอาหารเก่าแก่ขึ้นชื่อของแม่ฮ่องสอน ลักษณะร้านยกใต้ถุนขึ้น แต่บริเวณด้านล่าง ไม่เปิดให้เข้านะครับ ส่วนที่รับรองลูกค้าจะอยู่ด้านบนเท่านั้น

ภายในร้านตกแต่งอย่างเรียบง่าย ให้อารมณ์เหมือนเรามาทานข้าวที่บ้านญาติผู้ใหญ่ บรรยากาศเป็นไปด้วยความรู้สึกที่สบาย เหมาะกับการต้อนรับแขกพิเศษ หรือการนัดทานข้าวเพื่อคุยกระชับมิตรเป็นที่สุด

อาหารขึ้นชื่อของที่นี่ จากที่ผมอ่านรีวิวทั่วไปมาก่อนหน้า ทุกเมนูของร้านเด็ดหมดเลย ผมเองก็เป็นคนไม่เชื่ออะไรง่ายๆ และอยากลองด้วยตนเองมากกว่า เลยเลือกสั่งอาหารทั้งที่ได้รับความนิยมและทั่วไปมาทาน ที่ผมสั่งก็จะมีผักกูดไฟแดง หมกปลา น้ำพริกอ่อง แกงแคไก่หม้อไฟ อุ๊บไก่ แกงฮังเล ไก่ห่อใบเตย ไล่กินทุกจานปรากฏว่า ดีเยี่ยมทุกจานจริงๆครับ เข้าใจละว่าทำไมใครๆที่มาแม่ฮ่องสอน ต้องดั้นด้นมาที่นี่กันให้ได้ คราวหน้าถ้าผมมาจังหวัดนี้อีก จะกลับมาซ้ำแน่นอนครับ เอาไปเลยห้าดาว

บ้านรักไทย

ลองมาสัมผัสวิถีชีวิตชาวจีนยูนานอย่างถ่องแท้ ณ บ้านรักไทยกันเถอะครับ ลองปรับเวลาตัวเราให้ช้าลงเท่าผู้คนในเมืองดู และไปซอกไปแซกไปดูผู้คนจริงๆ ไม่ใช่แค่สิ่งสวยงามที่เซ็ทเพื่อให้เราถ่ายรูปเท่านั้น

ในบ้านรักไทยนี้ ถ้าเรามาแบบนักท่องเที่ยวทั่วไป ก็จะพบเพียงร้านอาหาร ร้านชา ร้านของฝากเท่านั้น แต่พอเราลองเดินดูให้เข้าถึงทุกๆอณูของความเป็นบ้านรักไทย เราก็จะเห็นวิถีการทำกิมจิ การเด็ดใบชา เห็นโรงเรียนเล็กๆที่มีเด็กนักเรียนเพียงไม่กี่คน มีร้านก๋วยเตี๋ยวฉบับดั่งเดิมของยูนานที่เราควรแวะ มีร้านชาริมน้ำที่ให้เราปล่อยใจสบายๆไปพร้อมกับยกชาขึ้นมาจิบ และอื่นๆอีกมากมาย

ผู้คนในบ้านรักไทย มีความน่ารักและเป็นธรรมชาติสูงมากครับ เวลาพวกเขาหัวเราะ มันเป็นเสียงหัวเราะที่จริงใจมาก ไม่มีเก้อเขิน พวกเขาดูอยากพูดคุย อยากนำเสนอความเป็นชาวจีนยูนานให้เราได้รับรู้ สำหรับผม เป็นอะไรที่น่าชื่นชมมากนะครับ ที่จะได้เห็นคนที่ภูมิใจและพอใจในสิ่งที่เขามีแบบนี้ หากใจที่กำลังตามหาคำตอบของชีวิต และค้นหาแรงบันดาลใจ คุณจะได้มันกลับไป จากที่นี่แน่นอนครับ

น้ำตกผาเสื่อ

หากคุณกำลังตามหาน้ำตกที่อลังการถ่ายรูปสวยๆ คุณมาถูกที่แล้วครับ

น้ำตกผาเสื่อนี้ ไหลลงมาจากน้ำตกแม่สะงาในพม่าที่มีถึง 6 ชั้น น้ำตกผาเสื่อเป็นน้ำตกขนาดกลาง(ถ้าใหญ่จะขนาดไหนนี่) ที่มีสูงประมาณ 10 เมตร กว้าง 15 เมตร มีสายน้ำไหลแรงตลอดปีไม่เคยแห้ง

ก่อนเข้า เจ้าหน้าที่จะเก็บค่าบริการเรา 20 บาท จากนั้นก็เข้าไปยังน้ำตกได้เลยครับ จะมีบันไดน้อยๆที่มีมอสเกาะเขียวขจี และต้นไม้ขนาดใหญ่อลังการ เถาวัลย์ย้อย ให้เราได้เดินไปถ่ายรูปไปกันอย่างเพลินๆ ส่วนเบื้องล่าง มีน้ำตกที่ส่วนตัวแล้วคิดว่า น้ำแรงเกินกว่าจะเล่นได้ครับ แค่ยืนชมก็พอแล้ว ส่วนสิ่งมีชีวิตอื่นๆที่นี่ ก็จะมีปลาพลวง ที่คอยแหวกว่ายทวนกระแสน้ำ สวยงามตามที่ธรรมชาติได้จัดสรรไว้ครับ

จุดชมวิวและร้านก๋วยเตี๋ยวห้อยขาจ่าโบ่

บ้านจ่าโบ่ ถือเป็นอีกจุดนึงที่นักท่องเที่ยวนิยมเดินทางมาชมทะเลหมอกพระอาทิตย์ขึ้นและตกกันอย่างล้นหลาม เนื่องจากทัศนียภาพโดยรอบ มีภูเขาเรียงรายและต้นไม้สีเขียว สบายตา จึงเหมาะอย่างยิ่งแก่การทิ้งตัวและเปิดใจกับธรรมชาติที่อยู่เบื้องหน้า

และอีกหนึ่งร้านดังใกล้กับจุดชมวิวคือ “ก๋วยเตี๋ยวห้อยขาบ้านจ่าโบ่” ที่มีทั้งก๋วยเตี๋ยวและกาแฟสดคอยให้บริการในราคาย่อมเยาว์ แต่รสชาตดีงามเกินราคา ผู้คนมักแวะมาที่นี่เพื่อทานอาหารและชมวิวไปในตัว จัดว่าเป็นสถานที่เด็ดในแม่ฮ่องสอนเลยก็ว่าได้ครับ ลองมากันดูนะ

Add Friend Follow
The Bangkok Lifestyle