Politics

ครม.ไฟเขียวเพิ่ม ‘โควิด-19’ เป็นโรคต้องห้าม!


“ครม.” อนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงเพิ่มโรค “โควิด-19” เป็นโรคต้องห้าม พร้อมอนุมัติงบกลาง 204 ล้านบาทรับมือโควิดระลอก 2

น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงให้เพิ่มโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) เป็นโรคต้องห้าม ตามมาตรา 12 (4) และมาตรา 44 (2) แห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ เพื่อสกัดกั้นไม่ให้โรคโควิด-19 เข้ามาแพร่ระบาดในประเทศไทย

โดยกำหนดไว้ว่า ห้ามคนต่างชาติที่เป็นโรคโควิด-19 เข้ามาในประเทศไทย หรือ เข้ามามีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักร เพื่อเป็นการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพและสอดรับกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค

โควิด22963

ทั้งนี้ กระทรวงมหาดไทย รายงานว่า สถานการณ์การระบาดทั่วโลกยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และหลายประเทศเริ่มผ่อนคลายมาตรการในการป้องกันควบคุมโรค จึงทำให้ประเทศไทยจำเป็นต้องเข้มงวดในการคัดกรองคนเข้าประเทศ

น.ส.ไตรศุลี กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ครม.อนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจําปี 2563 งบกลาง รายการ เงินสํารองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจําเป็น เพื่อเตรียมความพร้อมป้องกันและแก้ไขปัญหาโรคติดต่ออุบัติใหม่ กรณีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ระยะการระบาดระลอก 2 จํานวน 204 ล้านบาท ตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ

ทั้งนี้ เพื่อให้สามารถควบคุมการระบาดของโรคที่อาจเกิดขึ้นในระลอก 2 ให้อยู่ในวงจํากัด ลดโอกาสการแพร่เชื่อเข้าสู ประเทศ ลดผลกระทบทางสุขภาพ รวมถึงสามารถดูแลคนไทยและผู้เดินทางจากต่างประเทศ ให้ปลอดภัยจากโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ตามหลักการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

น.ส.ไตรศุลี กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้กระทรวงสาธารณสุขระบุว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยส่งผลกระทบในวงกว้างทั้งด้าน สาธารณสุข เศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะมีระยะเวลาต่อเนื่องยาวนาน จึงจำเป็นต้องจัดงบประมาณ เพื่อดูแลประชาชนชาวไทยและผู้เดินทางจากต่างประเทศให้ปลอดภัยตามหลักการป้องกัน การแพร่กระจายเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งลดความเสี่ยงของบุคลากรทางการแพทย์ และเจ้าหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติและสัมผัสกับผู้ป่วยด้านการสอบสวนโรคการรักษาได้มีขวัญกําลังใจในการทํางาน เกิดการบูรณาการการทํางานร่วมกันของทุกหน่วยงานในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินให้เป็นไปอย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ

อ่านข่าวเพิ่มเติม