ดูหนังออนไลน์
COVID-19

แจง ‘โควิด’ เป็นหายนะ ‘กรมราชทัณฑ์’ ทั่วโลกไม่ใช่แค่ไทย ร่ายยาวมาตรการคุมไวรัส

 ผู้บริหารแจง “โควิด” เป็นหายนะ “กรมราชทัณฑ์” ทั่วโลกไม่ใช่แค่ไทย ร่ายยาวมาตรการคุมไวรัสในเรือนจำ หลังนักโทษติดแล้วร่วมหมื่นคน

ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด – 19 (ศบค.) เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 1 -16 พฤษภาคม 2564 ที่ผ่านมา เรือนจำและสถานที่ต้องขังจำนวน 8 แห่งพบผู้ติดเชื้อโควิด – 19 แล้ว 10,748 ราย จากผู้ตรวจหาเชื้อทั้งหมด 24,357 ราย คิดเป็น 49% และยังมีผู้รอรายงานผลอีก 2,235 ราย

โควิด กรมราชทัณฑ์ คุก

วันนี้ (17 พ.ค.) ที่กรมราชทัณฑ์ จังหวัดนนทบุรี ผู้บริหารกรมราชทัณฑ์จึงได้ร่วมกันแถลงข่าวความคืบหน้า สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด – 19) ในเรือนจำและทัณฑสถาน

นายอายุตม์ สินธพพันธุ์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันกรมราชทัณฑ์มีผู้ต้องขัง 311,540 ราย ซึ่งนับว่าเป็นจำนวนสูง เมื่อเทียบกับจำนวนเจ้าหน้าที่ประมาณ 13,000 คน และพื้นที่เรือนจำที่มีความเก่าคับแคบ จนทำให้มีความเป็นอยู่ที่ค่อนข้างแออัด

ที่ผ่านมา กรมราชทัณฑ์ ได้พยายามสกัดกั้นการแพร่ระบาดของเชื้อ โควิด – 19 อย่างเต็มความสามารถ ด้วย 3 มาตรการ คือ 1.คนในห้ามออก 2.คนนอกห้ามเข้า และ 3.การกักตัวผู้ต้องขังเข้าใหม่ ผู้ต้องขังไปโรงพยาบาล และผู้ต้องขังออกศาล เป็นระยะเวลา 21 วัน และต้องมีการเก็บตัวอย่างส่งตรวจ (SWAB) เพื่อตรวจเชื้ออย่างน้อย 2 ครั้ง คือก่อนเข้าห้องกักโรค และก่อนพ้นระยะกักตัว

กรมราชทัณฑ์สามารถควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อทั้ง 2 ระลอกได้เป็นอย่างดี โดยมีสถิติผู้ติดเชื้อเพียงหลักหน่วย และหลักสิบคน ซึ่งสอดคล้องกับยอดผู้ติดเชื้อภายนอกเรือนจำ จนกระทั่งระลอกปัจจุบันที่มีการแพร่ระบาดกว้างขวาง พบการติดเชื้อในผู้ต้องขังจำนวนที่สูงขึ้นกว่าที่ผ่านมามาก

นายอายุตม์ กล่าวต่อว่า เรือนจำและทัณฑสถานอาจดูเหมือนเป็นพื้นที่ปิด สามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้ง่าย แต่ในความเป็นจริงแล้ว การดำเนินงานราชทัณฑ์ไม่สามารถควบคุมปริมาณบุคคลเข้า – ออกได้ 100% เนื่องจากเป็นปลายทางของกระบวนการยุติธรรม ที่ไม่สามารถปฏิเสธการรับตัวผู้ต้องขังเข้าใหม่ และการนำตัวผู้ต้องขังออกศาลได้ รวมถึงเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานเองที่ต้องมีการหมุนเวียนการปฏิบัติงานอยู่ทุกวัน อีกทั้งสายพันธุ์ที่มีการแพร่ระบาดในปัจจุบัน ยังมีระยะฟักตัวที่นานขึ้น และไม่แสดงอาการ ทำให้อาจเกิดการเล็ดลอดของเชื้อหลังจากผ่านพ้นระยะกักตัวได้โดยง่าย

อย่างไรก็ตาม กรมราชทัณฑ์ จะดำเนินการเฝ้าระวังอย่างเข้มข้นมากขึ้น โดยใช้มาตรการ Bubble and Seal และตรวจหาเชื้อ โควิด – 19 เชิงรุก โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงต้องเร่งการ SWAB ให้ครบ 100%

เรือนจำและทัณฑสถานที่ตรวจพบผู้ติดเชื้อ ให้เร่งคัดแยกผู้ติดเชื้อเป็นกลุ่มสีเขียว สีเหลือง และสีแดง ตามเกณฑ์ของ กระทรวงสาธารณสุข โดยเร่งดำเนินการ คัดกรองให้เร็ว เอกซเรย์ให้เร็ว และคัดแยกให้เร็ว เพื่อการรักษาที่รวดเร็ว อันจะเป็นประโยชน์ในการรักษา ลดการแพร่เชื้อ และป้องกันการเสียชีวิตได้ในที่สุด

ส่วนเรือนจำและทัณฑสถานอื่น ๆ ทั่วประเทศ ให้เตรียมพร้อมรับมือ จัดพื้นที่เตรียมคัดแยกกลุ่มผู้ติดเชื้อ กลุ่มเสี่ยง และกลุ่มที่ต้องเฝ้าระวังต่าง ๆ ออกจากกัน และเตรียมความพร้อมในการจัดตั้งโรงพยาบาลสนามในกรณีจำเป็น ทั้งนี้ อยากให้เชื่อมั่นในการดำเนินการของกรมราชทัณฑ์ ว่าเป็นการดำเนินการควบคุมเพื่อแก้ไข และพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขัง ตามหลักสิทธิมนุษยชน และจะรักษา ดูแลผู้ต้องขังทุกคนอย่างเต็มศักยภาพให้ดีที่สุด

นายวีระกิตติ์ หาญปริพรรณ์ รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์และโฆษกศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 กรมราชทัณฑ์ (ศบค.รท.) เปิดเผยว่า การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส โควิด – 19 นอกจากจะเป็นวิกฤติครั้งใหม่ที่ทั่วโลกต้องเผชิญแล้ว ในครั้งนี้ยังมีการแพร่ระบาดที่ค่อนข้างรวดเร็ว และตรวจพบเชื้อได้ลำบากกว่าที่ผ่านมา ในบางรายต้องตรวจเชื้อซ้ำถึง 3 ครั้งจึงจะพบเชื้อ

แม้ว่าจะมีนโยบายให้ผู้ต้องขังทุกคนสวมใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลา แต่ในทางปฏิบัติ เวลาอาบน้ำ รับประทานอาหาร ก็จำเป็นที่จะต้องถอดหน้ากากอนามัย อันเป็นจุดที่สามารถแพร่กระจายเชื้อได้ ซึ่งเมื่อมีการพบผู้ติดเชื้อในเรือนจำรายแรก ๆ กรมราชทัณฑ์ได้เร่งดำเนินการสอบสวนโรค และเร่งการตรวจหาเชื้อให้ครบ 100% เพื่อเป็นการค้นหาเชิงรุกอย่างรวดเร็ว รวมทั้งมีการเอกซเรย์ปอดในผู้ติดเชื้อทุกราย เพื่อแยกกลุ่มผู้ติดเชื้อตามลักษณะอาการ และเร่งการรักษาอย่างทันท่วงที

สำหรับในประเด็นการรักษาดังกล่าว กรมราชทัณฑ์ ได้เตรียมความพร้อมในการจัดตั้งโรงพยาบาลสนามเรือนจำ การจัดหายาต้านไวรัส และในส่วนของผู้ต้องขังที่ตรวจไม่พบเชื้อในครั้งแรก จะต้องทำการตรวจหาเชื้อ โควิด – 19 ซ้ำทุก ๆ 7 วัน จนกว่าสถานการณ์ทุกอย่างจะปกติ โดยต่อจากนี้ จะมีการตรวจค้นหาเชิงรุกต่อเนื่อง และอาจจะมียอดผู้ติดเชื้อที่สูงขึ้น แต่อยากให้มั่นใจว่าเป็นไปเพื่อให้ผู้ต้องขังทุกคนได้รับการรักษาที่รวดเร็ว จนสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ในที่สุด

“โรคดังกล่าวเป็นหายนะของโลก ไม่ใช่หายนะของกรมราชทัณฑ์อย่างเดียว และยังเป็นหายนะของราชทัณฑ์ทั่วโลกตามที่ได้ทราบข่าวอยู่แล้วว่าร้ายแรงกว่าของไทย ดังนั้น เวลานี้เป็นเวลาที่เราต้องร่วมมือพลังกัน ไม่ใช่ช่วงเวลาที่เราจะมาแสดงว่าเผชิญหน้ากับคนที่มีความเห็นตรงข้ามกับเรา เราจะพยายามทำให้ทุกคนผ่านสถานการณ์นี้ไปด้วยกัน”

อ่านข่าวเพิ่มเติม