COVID-19

สื่อนอกประโคมข่าว ‘คนไทย’ ใจดี ช่วยเพื่อนร่วมชาติ เข้าไม่ถึงมาตรการเยียวยารัฐ


Channel News Asia สื่อของสิงคโปร์ เสนอรายงานพิเศษ “United in kindness, Thais launch food campaign for those left out of government’s COVID-19 measures” ว่าด้วยความพยายามของคนไทย ในการช่วยเหลือเพื่อนร่วมชาติที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการ “ล็อกดาวน์” ที่รัฐบาลสั่งปิดกิจการต่างๆ เพื่อลดการรวมตัวของกลุ่มคนอันเป็นช่องทางการระบาดของไวรัสโควิด-19

รายงานเปิดเรื่องด้วยชีวิตของ “ดาว” แม่ค้าแผงลอยรถเข็นขายข้าวไข่เจียวในกรุงเทพฯ ซึ่งเมื่อวิกฤติโควิด-19 มาเยือน ก็ทำให้ดาวสูญเสียรายได้ไปถึง 70% เนื่องจากลูกค้าจำนวนมากกลายเป็นคนตกงาน แม้ข้าวไข่เจียว 1 จานจะมีราคาเพียง 1  ดอลลาร์ หรือประมาณ 30 บาท ก็ยังไม่มีเงินซื้อ  โดยแม่ค้ารายนี้เล่าว่าเป็นเรื่องที่ไม่คาดคิดมาก่อน วันที่มีรายงานผู้ติดเชื้อรายแรก ก็ยังไม่รู้สึกอะไร กระทั่งมีการสั่งปิดห้างสรรพสินค้า และธุรกิจอื่นๆ ทำให้ผลกระทบเกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง  ซึ่งสำหรับตัวเธอแล้ว เรื่องนี้หมายถึงลูกค้ากลุ่มทำงานกลางวันได้หายไป

490147

ยิ่งไปกว่านั้น คนไทยจำนวนมากยังเข้าไม่ถึงมาตรการช่วยเหลือจากรัฐบาล ทำให้ประชาชนต้องหยิบยื่นน้ำใจช่วยเหลือกันเอง อาทิ อริสา โพธิ์ชัยสาร นักศึกษาระดับปริญญาเอกด้านการแพทย์ สุขภาพและสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ตนกำลังดูความแตกต่างของสังคม ระบบสนับสนุนที่เป็นแบบคัดสรรและกระบวนการวางแผนไม่ได้นับรวมคนชายขอบ

“เราคิดเกี่ยวกับวิธีที่เราสามารถช่วยเหลือคนเหล่านี้ซึ่งรัฐบาลมองไม่เห็นหรือเข้าไม่ถึง จากนั้นเพื่อนคนหนึ่งบอกฉันเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวที่เรียกว่า Pay it Forward ซึ่งคุณจ่ายค่าอาหารล่วงหน้าเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ นั่นเป็นวิธีที่ฉันสนใจแนวคิดและเริ่มออกแบบคูปองอาหาร ในวันแรกฉันมอบคูปองให้กับร้านค้า 2-3 แห่งและขอให้ผู้ขายมอบอาหารให้กับผู้ที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างแท้จริง” อริสา กล่าว

ในเดือน เมษายน 2563 อริสา และเพื่อนฝูง เริ่มระดมทุนลงขันกันเอง แม้กระทั่งนักวิจัยและแพทย์ที่กำลังรักษาผู้ป่วยจากไวรัสโควิด-19 ก็มาร่วมสนับสนุนด้วย กองทุนถูกใช้เพื่อแจกจ่ายคูปองไปตามร้านอาหารต่างๆ มีราคาตั้งแต่ 0.6-1.2  ดอลลาร์ หรือราว 20-40 บาท ต่อคน ครอบคลุมอาหารและเครื่องดื่ม โครงการ Pay it Forward มีมาก่อนการระบาดของโควิด-19 แต่ไม่ได้รับความนิยมมากนัก แต่วันนี้ ถูกจุดประกายจนแผ่ขยายไปทั่วประเทศ บนโลกออนไลน์ผู้คนช่วยกันระบุที่ตั้งร้านอาหารที่เข้าร่วมโครงการ และคนอีกมากมายติดต่อขอรับคูปอง

“เด็กบางคนมาจากสลัม ฉันได้รับข้อความจากหน้าหนังสือเด็กที่ฉีกขาด ข้อความนั้นเขียนว่า พี่สาว! หนูไม่มีเงินและต้องการรับอาหาร 3 กล่องสำหรับเด็กๆ  ตอนนี้โครงการได้ขยายไปยังส่วนต่างๆ ของประเทศไทย มันใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ มันมีในหลายจังหวัด รวมถึงอุตรดิตถ์ อุทัยธานี ขอนแก่น นครราชสีมา สระบุรี พระนครศรีอยุธยา อุบลาราชธานีและปัตตานี มันใหญ่ขึ้นจนเกินกว่าที่ฉันคาดหมาย มันยอดเยี่ยมมาก” อริสา ระบุ

รายงานกล่าวต่อไปว่า รัฐบาลไทยได้จัดมาตรการ “เราไม่ทิ้งกัน (We Don’t Leave Anyone Behind)” โดยจะมอบเงินช่วยเหลือเป็นเวลา 6 เดือน รวม 30,000 บาท ต่อคน ให้กับผู้ได้รับผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 แต่ในความเป็นจริงผู้คนจำนวนมากเข้าไม่ถึง การลงทะเบียนออนไลน์นั้นช้า และซับซ้อน สำหรับคนไทยที่ไม่คุ้นเคยกับการใช้บริการผ่านช่องทางดิจิทัล และมีส่วนหนึ่งเข้าไม่ถึงอินเทอร์เน็ต

อริสา ยกตัวอย่างว่า บางคนมีเงินเพียง 100 บาท และต้องใช้เงินนี้จ่ายค่าอินเทอร์เน็ตเพื่อเข้าไปลงทะเบียน รัฐบาลไม่นึกถึงคนไร้บ้าน ผู้สูงอายุและผู้พิการจะเข้าถึงมาตรการช่วยเหลือได้อย่างไร จึงเป็นคำถามว่าเหตุใดต้องมีการคัดสรรในเมื่อทุกคนต่างได้รับผลกระทบ ตนไม่สามารถเปลี่ยนแปลงนโยบายรัฐบาลได้ แต่สามารถทำโครงการช่วยเหลือพวกเขาได้

โครงการ Pay It Forward นั้นผู้บริจาคทำหน้าที่ซื้อคูปองจากผู้ขาย และคูปองนั้นจะถูกใช้เพื่อให้ผู้ที่ขัดสนได้รับอาหาร ซึ่งตนหวังว่าความช่วยเหลือนี้จะเข้าถึงผู้คนจำนวนมากที่ต้องการ

รายงานของสื่อสิงคโปร์ ตัดภาพกลับมาที่ร้านข้าวไข่เจียวของดาว หนึ่งในร้านที่เข้าร่วมโครงการ Pay It Forward ซึ่งดาว เล่าว่า หลังตนเข้าร่วมโครงการดูเหมือนลูกค้าจะเพิ่มขึ้น โดยคนส่วนใหญ่ที่ยังพอมีเงินจะซื้ออาหารรับประทานตามปกติ มีเพียง 1 ใน 10 คนเท่านั้นที่จะใช้คูปอง

คนเหล่านี้ขอบคุณผู้บริจาคและอวยพรให้พวกเขาโชคดี ผู้ต้องการความช่วยเหลือหลายคนเคยทำงานในร้านอาหาร และมีอาหารรับประทานฟรีในที่ทำงาน แต่ตอนนี้ไม่มีแล้วเพราะกิจการถูกปิด ขณะที่แพทย์หญิงรายหนึ่งมาซื้อคูปองไว้ 10 ใบ เพราะอยากมีส่วนช่วยเหลือด้วย

อริสา กล่าวทิ้งท้ายว่า ที่ผ่านมามีคนขอบริจาคให้ตนและทีมงาน แต่ได้ปฏิเสธไปซึ่งไม่ใช่เพราะใจแคบ แต่ตนอยากให้โครงการนี้เกิดขึ้นทั่วประเทศ การให้เงินกับพวกตนเงินก็จะอยู่ใกล้พวกตน แต่คนที่เดือดร้อนมีอยู่ทุกที่ ดังนั้นคนในชุมชนจึงเป็นกลไกที่ดีที่สุดในการแจกจ่ายความช่วยเหลือ หากใครต้องการช่วยเหลือตนแนะนำให้ดาวนฺโหลดหน้าตาของคูปองเพื่อที่จะได้นำไปแจกจ่ายด้วยตนเอง