ดูหนังออนไลน์
Economics

เราชนะ บอกเลย!! 2 กลุ่มนี้อยู่เฉย ๆ ไม่ต้องลงทะเบียน ก็ได้เงิน 7,000 บาท

เราชนะ บอกเลย!! 2 กลุ่มนี้อยู่เฉย ๆ ก็เตรียมรับเงินเยียวยา 7,000 บาทได้เลย โดยไม่ต้องลงทะเบียน ด้าน “รมว.คลัง” ยันรัฐบาลมีเงินเพียงพอ

นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า หลักเกณฑ์โครงการ “เราชนะ” เยียวยา 3,500 บาท ระยะเวลา 2 เดือนนั้น มีหลักเกณฑ์ที่แตกต่างออกไปจากครั้งก่อน โดยครั้งนี้ จะเป็นการพิจารณาหลักเกณฑ์จากฐานข้อมูลที่มีอยู่แล้ว นำมาพิจารณาการจ่ายเงินเยียวยา ซึ่งผู้ที่ได้รับผลกระทบจะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ โดยแรงงานในระบบ หรือข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจที่ยังช่วยเหลือตัวเองได้ จะไม่นำมาพิจารณาในครั้งนี้

“ดังนั้น ส่วนที่เหลืออยู่จะได้รับการเยียวยา เบื้องต้นอยู่ที่ประมาณ 35-40 ล้านคน และในวันอังคารนี้ (19 ม.ค.) จะมีการประชุม ครม. และมีความชัดเจน แต่ทั้งนี้กลุ่มปราะบางที่มีถึง 14 ล้านคน ก็จะได้รับการเยียวยาอย่างแน่นอน”

นอกจากนี้ ผู้ที่เคยลงทะเบียนในแอปพลิเคชันต่างๆ และมีฐานข้อมูลในแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” อาจจะไม่ต้องลงทะเบียนซ้ำ เพราะมีฐานข้อมูลอยู่แล้ว แต่รัฐบาลก็จะมีมาตรการคัดกรองอย่างรอบคอบ

เราชนะ
นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลัง กล่าวถึงมาตรการบรรเทาความเดือดร้อน ให้กับประชาชนจากสถานการณ์ระบาดของไวรัสโควิด – 19 รอบใหม่ว่า เป็นมาตรการ ที่ออกมาช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ซึ่งในภาพรวมจะช่วยในการประคองเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับการป้องกันการระบาด ไม่ให้ขยายวงกว้าง

โดยในส่วนของมาตรการ “เราชนะ” จะเป็นการช่วยเหลือ ในกลุ่มที่ยังไม่ได้รับการดูแล ซึ่งเป็นกลุ่มที่อยู่นอกระบบ เช่น ผู้ประกอบอาชีพอิสระ พ่อค้าแม่ค้า ผู้ขับแท็กซี่ มอเตอร์ไซค์รับจ้าง คาดว่า มีอยู่ราว 30 – 35 ล้านคน ที่มีสิทธิจะได้รับเงินช่วยเหลือเดือนละ 3,500 บาท เป็นระยะเวลา 2 เดือน ซึ่งกระทรวงการคลัง จะนำเสนอรายละเอียดต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) อีกครั้งก่อนเปิดให้ลงทะเบียน

“วิธีการลงทะเบียนจะไม่ยาก ต้องการข้อมูลส่วนตัว และเลขบัตรประชาชนเท่านั้น รอบนี้ เราจะพยายามทำให้การลงทะเบียนง่ายขึ้นกว่ารอบแรก (โครงการเราไม่ทิ้งกัน)” รมว.คลัง กล่าว

ส่วนความช่วยเหลือที่รัฐบาลกำหนดไว้เพียง 2 เดือนนั้น รัฐบาลจำเป็นต้องประหยัดการใช้งบประมาณให้ได้มากที่สุด ขณะเดียวกันก็ต้องใช้งบประมาณให้เกิดประโยชน์สูงสุดเช่นกัน

พร้อมยืนยันว่า รัฐบาลยังมีเม็ดเงินเพียงพอ ที่จะนำมาใช้ในการเยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจ ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด – 19 โดยขณะนี้ยังมีเงินเหลือจากในส่วนที่กู้มาตาม พ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท

ส่วนที่มีความกังวลว่า ถ้าสถานการณ์โควิดรอบนี้ ยาวนานเกินกว่า 2 เดือน ที่รัฐบาลออกมาตรการช่วยเหลือในเบื้องต้นนั้น รมว.คลัง กล่าวว่า คงไม่มีใครอยากเห็นภาพแบบนั้น ดังนั้น จึงต้องพิจารณาใน 2 ส่วนควบคู่กันไป คือ ทำอย่างไร ไม่ให้มีการระบาดมากไปกว่านี้ และจำกัดพื้นที่ให้ได้น้อยที่สุด ซึ่งต้องทำควบคู่ไปกับเรื่องเศรษฐกิจ คือ ให้เศรษฐกิจยังสามารถเดินต่อได้ด้วย

อย่างไรก็ตาม มองว่า การระบาดในรอบใหม่นี้ ถือว่าดีกว่ารอบก่อน เพราะรอบนี้ มีความก้าวหน้าเรื่องวัคซีน ที่จะนำมาใช้ ดังนั้น จึงเชื่อว่า จะทำให้เกิดความมั่นใจได้มากขึ้น กว่าการระบาดรอบนี้ จะไม่กินเวลายาวนาน และไม่ขยายวงกว้างมาก ซึ่งถ้าทำได้สำเร็จ ไทยจะถือเป็นประเทศแรก ๆ ที่สามารถทำให้เศรษฐกิจไม่ได้หยุดชะงัก ท่ามกลางสถานการณ์ที่ยังมีการแพร่ระบาด

“ความท้าทายของปีนี้ คือทำอย่างไร ให้ทั้งสองเรื่องเดินไปด้วยกันได้ สังเกตดูว่า ที่โควิดระบาดรอบนี้ แม้แต่ในพื้นที่สีแดง การใช้จ่ายโครงการ “คนละครึ่ง” ก็ยังเพิ่มขึ้น แสดงให้เห็นว่า กิจกรรมทางเศรษฐกิจไม่ได้หยุดชะงักไปหมด ยกเว้นแต่กิจกรรมที่มีการรวมตัวกันเป็นจุดเสี่ยง เพราะคนทั่วไปยังต้องกิน ต้องใช้ ถ้าทำได้สำเร็จ เราจะเป็นประเทศแรก ๆ ที่สามารถทำให้เศรษฐกิจกับเรื่องการแพร่ระบาด ยังไปด้วยกันได้” นายอาคม กล่าว

รมว.คลัง เชื่อว่า ในการออกมาตรการแต่ละเรื่อง รัฐบาลรับฟังเสียงสะท้อนจากประชาชนมาโดยตลอด สำหรับมาตรการชุดแรก ที่ออกมานี้ ในระยะต่อไป อาจจะพิจารณาเพิ่มเติม โดยจะพยายามให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจ ยังสามารถดำเนินต่อไปได้ เช่น อาจจะมีการช่วยเรื่องมาตรการเพิ่มสภาพคล่อง ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา

เราชนะ
นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ปลัดกระทรวงการคลัง

ด้านนายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ในเบื้องต้นมี 2 กลุ่ม ที่จะได้รับเงินช่วยเหลือ “เราชนะ” โดยไม่ต้องลงทะเบียนใหม่ คือ

1. กลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 14 ล้านคน

2. กลุ่มผู้เข้าร่วมมาตรการคนละครึ่ง ที่มีการยืนยันใช้สิทธิแล้วกว่า 13.8 ล้านราย หรือไม่เกิน 15 ล้านราย แต่ก็ต้องมาพิจารณาคุณสมบัติอีกทีว่าจะผ่านเกณฑ์ได้รับเงินช่วยเหลือในรอบนี้ด้วยหรือไม่

อ่านข่าวเพิ่มเติม

The Bangkok Insight Editorial Team