General

ไปอีกราย! ‘นักข่าว’ ช่องดังฝืนความรู้สึกไม่ไหว ลาออกเพราะข่าว ‘ลุงพล’

ไปอีกราย! “นักข่าว” ช่องดังฝืนความรู้สึกไม่ไหว ขอยุติบทบาทเพราะข่าว “ลุงพล” รับลำบากใจ ได้แต่ก้มหน้าก้มตาทำงานตามคำสั่ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (9 ก.ย. 63) ผู้สื่อข่าวทีวีดิจิทัลแห่งหนึ่งได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ขอยุติบทบาทการทำหน้าที่สื่อ เนื่องจากไม่อาจฝืนใจทำข่าวตามติดชีวิต “ลุงพล” ซึ่งทำให้เกิดเกิดกระแสข่าวโจมตีจากสังคมอย่างมาก พร้อมยอมรับว่าที่ผ่านมา ได้แต่ก้มหน้าก้มตาทำตามคำสั่งองค์กร ไม่สามารถโต้แย้งได้ โดยเนื้อหาทั้งมีดังนี้

นักข่าว ลุงพล

“นักข่าว” ขอยุติบทบาทเพราะ “ลุงพล”

“ยุติบทบาทในฐานะผู้สื่อข่าว”

“เพื่อนหลายคนเห็นโพสต์นี้คงตกใจ ว่าเกิดอะไรขึ้น?”

เราต้องบอกก่อนว่า เราทำงานกับทางช่อง ระยะเวลา 1 ปี 2 เดือน เรารู้สึกขอบคุณที่ช่องให้โอกาสเสมอมา ขอบคุณผู้ใหญ่ทุกท่าน ขอบคุณพี่ๆ ทุกคนที่ดีกับเรา ที่สอนเราหลายๆ อย่าง แต่เมื่อเราทำงานมาเรื่อยๆ หลายๆ อย่าง อาจจะไม่ตรงกับสิ่งที่เราคาดหวังเอาไว้ ทำให้เราไม่สามารถฝืนความรู้สึกตัวเองและเดินต่อต่อไปได้ เราตัดสินใจไปคุยกับพี่ (รอง ผอ.ฝ่ายข่าว) และบอกว่า “เราอยากพัก” ซึ่งพี่แกก็เคารพการตัดสินใจของเรา

เราใช้เวลาคิดและตัดสินใจ 1 เดือนเศษ ใช้ช่วงเวลาที่เราทำงานอยู่บ้านกกกอกเพื่อติดตามคดีน้องชมพู่ ขณะที่เราอยู่ที่นั่นนานวันเข้า เราตั้งคำถามกับตัวเองต่างๆ นานา และ “คำตอบในหัวเรา มันทำให้เราไม่มีความสุข” กับการทำงาน (เราขอไม่ลงรายละเอียด)

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เราไม่สามารถปฏิเสธอะไรได้ เราไม่สามารถขัดแย้งอะไรได้ ซึ่งทุกครั้งเราต้องก้มหน้าก้มตาทำต่อไปเรื่อยๆ เราลำบากใจหลายอย่าง และที่ลำบากใจไปมากกว่านั้นคือการเข้าถึง “สิทธิส่วนบุคคล” เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลบางอย่าง ตัวเรามองว่า มันไม่เหมาะเท่าไหร่ แม้บางคนเขาจะเต็มใจก็ตาม ถามว่า คนดูได้อะไรจากสิ่งเหล่านั้น ได้ประโยชน์อะไรหรือไม่ นอกจากได้ดู “ความขัดแย้งกันของเครือญาติ”

อย่างที่เราบอกในโพสต์ก่อนหน้าว่า “เรารับรู้ถึงกระแสของเพื่อนๆ กับการต่อว่าสื่อมวลชน” ซึ่งเราไม่มีโอกาสได้อธิบายให้ใครฟังมากมายนัก แต่เราก็ไม่อยากให้เพื่อนเหมารวมสื่อมวลชน อยากให้ทุกคนเข้าใจว่าสื่อมวลชนก็เป็นเพียงคนธรรมดาคนหนึ่ง ทำงานภายใต้กรอบขององค์กร และการทำงานของแต่ละองค์กรย่อมต่างกัน ฉะนั้นวัฒนธรรมองค์กรนั้นล้วนแตกต่างกันออกไปเช่นกัน ทุกคนทำหน้าที่ของตัวเองในบริบทของตัวเองอย่างดีที่สุดแล้ว

สุดท้ายนี้ ในนามของเราเอง ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งและเกี่ยวข้องโดยตรงกับเรื่องนี้ เราขอโทษทุกคนต่อการนำเสนอข่าวที่เกิดขึ้น จนมันนำพาสังคมให้มาถึงจุดนี้ได้ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเราก็แค่ทรัพยาการบุคคลคนหนึ่ง ไม่สามารถท้วงติงหรือแก้ไขอะไรได้มาก เพราะเมื่อเราอยู่ในระบบ เราก็ต้องทำ ดังนั้นเราจึงขอถอยออกมา เพราะเราไม่อยากเป็นส่วนหนึ่งของระบบ..

เราขอบคุณทุกกำลังใจที่ส่งมาหาเรา และห่วงใยเรา

“จากกันด้วยดี ขอบคุณผู้ใหญ่ทุกท่านครับ”

พ้นสภาพอย่างเป็นทางการ

9 ก.ย.2563

นักข่าว ลุงพล

“หัวหน้าช่างภาพ” ลาออกวันเดียวกัน

ในวันเดียวกันนี้ “หัวหน้าช่างภาพสถานีโทรทัศน์แห่งเดียวกัน” ก็ได้โพสต์ข้อความระบายความในใจ เกี่ยวกับการทำข่าวตามติดชีวิต “ลุงพล” ซึ่งกำลังถูกพูดถึงเป็นอย่างมาก ในโลกโซเชียล โดยระบุว่า ขอโทษกับความเน่าเฟะกรณี ลุงพล ป้าแต๋น และบ้านกกกอก จากน้ำมือของ “สื่อมวลชนอย่างพวกเรา” ที่หยิบยื่นให้กับสังคม ตลอด 4 เดือนที่ผ่านมา

ผมทำหน้าที่เป็นหัวหน้าช่างภาพข่าวของหนึ่งในสถานีโทรทัศน์ ที่นำเสนอข่าวนี้มาโดยตลอด ผมทำงานที่นี่มา 6 ปี ตั้งแต่วันแรกของการออกอากาศ จนวันนี้ ไม่สามารถอดทนกับเรื่องที่เกิดขึ้น และ ได้ตัดสินใจเดินออกมาแล้ว

จากคดีการเสียชีวิตของน้องชมพู่ ที่ถูกนำเสนอ โดยสื่อมวลชนกลุ่มหนึ่ง และ “ผมคือหนึ่งในนั้น” ที่มีส่วนทำให้คดีความ 1 คดี กลายเป็นเรียลลิตี้ ชีวิตของ ลุงพล – ป๋าแต๋น เรียลลิตี้ ความแตกแยกของครอบครัวๆ หนึ่ง ชีวิตคนในหมู่บ้านกกกอก เรื่องไสยศาสตร์ ความงมงาย และ การมอมเมา

“เราขายข่าวรายวัน” “เราหน้าไม่อาย” “เราไม่สนผิดถูก” “เราไร้จรรยาบรรณ” คือสิ่งที่สังคมตั้งคำถาม และมันถูกต้องทั้งหมด

เรานำเสนอเรื่องราวที่ห่างไกลจากสิ่งที่ควรจะเป็น จนกู่ไม่กลับ หาประโยชน์ และ ปล่อยให้กลุ่มคนที่ต้องการผลประโยชน์จากเรื่องนี้เข้ามารุมทึ้ง “เราอยากได้กระแส และต้องการเพียงแค่ยอดคนดู ยอดกดไลก์ ยอดแชร์”

บางคนแก้ต่างว่า สิ่งที่เกิดขึ้น สื่อฯอย่างพวกผม ทำไปเพื่อตอบสนองความกระหายใคร่รู้ของคนในสังคม หรือ ช่วยเหลือให้ชาวบ้าน 2 คนได้มีชีวิตที่ดีขึ้น

มันไม่ใช่แค่สิ่งนั้นแน่นอน มันคือ ผลประโยชน์ทั้งนั้น

ยอมรับกันสักทีเถอะว่า “เรา” คือตัวแปรสำคัญ

และเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เกิดความบิดเบี้ยวทั้งหมดนี้

เพราะเราหิวกระหายเรตติ้งกันเหลือเกิน

“เรตติ้ง” คือ ทุกสิ่งทุกอย่าง

“เรตติ้ง” คือ ปัจจัยที่จะบอกได้ว่าคุณอยู่หรือไป

และ “เรตติ้ง” ก็กลายเป็นข้ออ้าง ที่ทำให้คนบางกลุ่มยอมทำทุกอย่าง เพื่อให้ได้มา

ผมเป็นหนึ่งคนที่รับรู้เรื่องราว ที่ถูกสร้าง ปั้นแต่งและถูกนำเสนอผ่านหน้าจอมาโดยตลอด และตั้งคำถามกับตัวเองเสมอว่า “พวกเราทำอะไรกันอยู่” “มันไม่ใช่ปรากฏการณ์ ไม่ใช่ความแปลกใหม่ ไม่ใช่ _่า อะไรทั้งสิ้น”

วันนี้ ผมซึ่งระลึกเสมอว่า ตัวเองเป็นหนึ่งในฟันเฟือง ที่ทำให้เกิดเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ และ พยายามจะแก้ไขอะไรบ้าง แต่สุดท้าย “ผมขอยอมแพ้กับความบิดเบี้ยว และ ยอมรับว่าตัวเองไม่สามารถท้วงติง หรือเปลี่ยนแปลงอะไรที่เกิดขึ้นจากต้นทางได้”

ทุกอย่างยังดำเนินต่อไป ด้วยเหตุผลที่สรรหากันมา

ผมขอโทษกับสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด และ หวังว่าเมื่อเหตุการณ์จบลง ทั้งเราและคนดูบางกลุ่ม น่าจะได้บทเรียนจากเรื่องนี้บ้าง และ ขออย่าเหมารวมว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือภาพทั้งหมดของ “สื่อมวลชน” ผมยืนยันว่า ในสภาวะที่มีปัจจัยหลายอย่างที่ต้องเผชิญ

วันนี้ยังคงมีเพื่อนสื่อมวลชน ที่พยายามทำหน้าที่ของตัวเอง ทำหน้าที่ของสื่ออย่างที่ควรจะเป็นให้ได้ดีที่สุด ผมขอบคุณและขอให้กำลังใจเพื่อนสื่อมวลชนที่ยังยืนหยัดทำหน้าที่อย่างถูกต้องต่อไป

ทรงพล เรืองสมุทร

9 กันยายน 63

หลังการประชุมที่ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

ท้ายโพสต์ของหัวหน้าช่างภาพรายนี้ ยังติดแฮชแท็ก #แบนระบบ ก่อน #แบนลุงพล เถอะ

อ่านข่าวเพิ่มเติม

Add Friend Follow
The Bangkok Insight Editorial Team