ดูหนังออนไลน์
COLUMNISTS

‘ความปกติ’ ที่ผิดปกติ!

มัณฑนา รักษาชัด
กรรมการผู้จัดการ บริษัท สลิงชอท กรุ๊ป จำกัด
0

ในชีวิตคนเราอะไรคือความจริง อะไรคือความปกติ แบบไหนคือผิดปกติ บางทีเราอยู่กับมันทุก ๆ วันจนเคยชิน จนบางครั้งก็เห็นผิดเป็นชอบ แม้ใครมาเตือนก็ไม่เชื่อ

เมื่อย้อนกลับไปพิจารณาสิ่งที่เคยทำมาก่อนหน้านี้ ที่คิดว่าก็ไม่เห็นแปลกอะไรเลย ทั้งที่ผลตรวจสุขภาพมันฟ้องทุกปี

เมื่ออายุเยอะขึ้น เราก็มักคิดว่า

  • น้ำหนักขึ้นทุกปีก็ไม่เห็นแปลก เสื้อผ้าเปลี่ยนใหม่ทุกปี ปกติจะตาย
  • มีห่วงยางรอบเอวก็ปกติไหม ใคร ๆ ก็มี ไม่เคยมองว่า ‘ความอ้วน’ เป็นโรค
  • ความดันเริ่มสูง 140/85 ก็คงปกติ เพิ่งเจอปีแรกเอง อายุจะ 50 แล้ว (ทั้งที่สมาคมโรคหัวใจอเมริกาออกประกาศมาตั้งแต่ปี 2017 ว่าความดันระหว่าง 130/80 – 139/89 ให้ถือว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูง)
  • นอนแค่วันละ 4 – 5 ชั่วโมงมาตลอด ก็ไม่เห็นเป็นไร เราคงเป็นคนแบบนี้เอง
  • กินอาหารวันละ 3 มื้อ วันละ 2,500 – 3,000 แคลอรี ต่อวัน ก็ไม่เห็นเยอะเลย
  • ไขมันเริ่มพอกตับก็ปกติแหละ เพราะทานข้าวดึก เดี๋ยวคงหายเอง
  • นอนไม่ค่อยหลับก็คงปกติ หลับ ๆ ตื่นๆ อายุมากขึ้นแล้ว
  • การนั่งทำงาน ขับรถ ก็เป็นการออกกำลังกายแล้ว
  • ทานน้ำหวาน กาแฟเย็น ชานมไข่มุก น้ำอัดลม แค่วันละแก้วเดียวเอง ไม่เป็นไรหรอก
  • น้ำตาลในเลือดสูง แต่ยังไม่เป็นเบาหวาน เดี๋ยวก็คงดีขึ้นเอง

ถ้าเราคิดว่าสิ่งเหล่านี้ปกติ เพราะวันนี้เรายังไม่ป่วย ยังลุกไปทำงานไหว อาจเพราะเรามองความเคยชินเป็นความปกตินั่นเอง

เราเลยไม่อยากเริ่มการเปลี่ยนแปลง เพราะทุกการเปลี่ยนแปลง จะมากหรือน้อย ย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย และที่ยากที่สุดคือการเปลี่ยนแปลงความคิดและความเชื่อของตัวเอง

หากเราเห็นคนติดบุหรี่ ติดเหล้าแล้วยังเห็นไม่เลิก เราก็คงคิดว่าแปลกจัง ทั้งที่ไม่ดี ทำไมไม่เลิก มีลูกแล้วยังสูบบุหรี่อีก เขาก็คงคิดว่าสิ่งเหล่านี้ปกติ ใคร ๆ ก็สูบกัน ซึ่งคงไม่ต่างจากที่เราติดพฤติกรรมต่าง ๆ ทั้งที่ในข้อมูลทางการแพทย์บอกว่าไม่ดี แต่เรายังทำอยู่ เพราะเห็นเป็นความปกตินั่นเอง

อีกมุมเวลาที่เห็นคนส่วนใหญ่ทำกัน เราจึงเห็นเป็นความปกติ มีคนเป็นเหมือนเราเยอะเลย เช่น ปัจจุบันอัตราคนที่มีค่า BMI (Body Mass Index : ดัชนีมวลกาย) เกิน 25 ซึ่งถือว่าน้ำหนักเกิน มีแนวโน้มจะไปเป็นโรคอ้วน และสัดส่วนในประเทศไทยมีมากถึง 40% ก็เลยคิดว่าเรายังไม่อ้วน เพราะอาจคิดไปเองว่าคนรอบตัวอ้วนกว่า

ยิ่งถ้าไปเทียบกับคนต่างชาติ เช่น ในสหรัฐ เราก็จะยิ่งคิดว่าเรายังผอม เพราะที่นั่นสัดส่วนคนน้ำหนักเกินน่าจะอยู่ที่ 68% ไปแล้ว (ใครอยากรู้ว่าตัวเองมีค่าดัชนีมวลกาย (BMI) เท่าไหร่ ลองค้นหาดูในอินเตอร์เน็ต ซึ่งมีวิธีคำนวณง่าย ๆ ที่หลายแหล่งบอกไว้)

เพียงเพราะเราทำมานาน และเรายังไม่ป่วย เรายังไม่มีปัญหา เราเลยสรุปเอาเองว่านี่เป็นความปกติ ไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องเปลี่ยน เราจึงทำเหมือนเดิม

หรือเรารู้ว่าไม่ดี แต่ยังไม่อยากเลิก ไม่อยากทำ เพราะไม่มีเวลา งานยุ่ง งานก็สำคัญ ต้องเอาให้งานเสร็จก่อน ทั้งที่จริงแล้ว เราไม่ต้องถึงกับเปลี่ยนทั้งหมด แค่ปรับบางเรื่อง ก็จะได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าเดิม เพียงแค่ต้องเปลี่ยนความคิดให้ได้ก่อน

ลองมาสำรวจตัวเองง่ายๆ “ความผิดปกติที่คนส่วนใหญ่มองว่าปกติ” ที่พบบ่อย คุณมีข้อต่อไปนี้บ้างไหม

1. นอนน้อยกว่าวันละ 7 ชั่วโมง

2. บริโภคปริมาณอาหารเยอะ เกินกว่าแคลอรี่ที่ร่างกายต้องการต่อวัน ต่อเนื่องเป็นประจำ

3. บริโภคน้ำตาลเกินวันละ 6 ช้อนชาต่อวัน เช่น ในโยเกิร์ตบางยี่ห้อ หนึ่งถ้วย ก็เกินปริมาณนี้แล้ว

4. ไม่ออกกำลังกายเลย

5. น้ำหนักขึ้นทุกปีจนเกินค่ามาตราฐาน BMI ถ้าเกิน 30 ก็จัดว่าเป็นโรคอ้วน ความอ้วนเป็นโรคชนิดหนึ่ง

ถ้ามีสิ่งนี้ ต้องบอกตัวเองใหม่ว่านี่เป็น ‘สิ่งผิดปกติ’ เพื่อจะได้เริ่มปรับเปลี่ยนตัวเองให้ไปเป็นปกติ

3 เทคนิคง่าย ๆ แก้ความผิดปกติ ให้กลับมาปกติ ที่ใครทำก็เห็นผลได้ทันที

1. จัดลำดับความสำคัญในชีวิตให้สมดุล สิ่งที่ควรจะเป็นคือ

  • ลำดับที่ 1 นอนให้ได้วันละ 7 – 8 ชั่วโมง
  • ลำดับที่ 2 รับประทานทานอาหารมีประโยชน์
  • ลำดับที่ 3 ออกกำลังกาย

เมื่อก่อนตัวเองก็เคยให้ความสำคัญกับหลายอย่างผิด เช่น ออกกำลังกายมากเกินไป จนนอนหลับไม่พอ ผลลัพธ์ออกมาก็ไม่ดี

2. คนเป็นโรคผอม คงมีน้อยกว่าเป็นโรคอ้วน เพราะส่วนใหญ่จะมีความคิดที่ว่า คนอ้วนเป็นคนที่มีการกินดีอยู่ดีเป็นความปกติ

อันดับแรกของการรับประทานอาหาร ให้เริ่มด้วยการบริโภคน้ำตาลไม่เกินวันละ 6 ช้อนชา ตามหลักการแพทย์ที่แนะนำ ก่อนรับประทานอะไรก็อ่านฉลากก่อนว่ามีปริมาณน้ำตาลเท่าไหร่ แล้วค่อย ๆ ปรับตัวอื่น ๆ แค่ปรับได้ตัวเดียว ร่างกายก็จะเริ่มกลับมาเป็นปกติ

3. ถ้ามีใครบอกว่าไม่ต้องออกกำลังกาย ก็ผอมได้ ก็อาจจะจริง เพราะมีหลายวิธีที่ทำให้ผอม

แต่เราคงไม่ได้แค่อยากผอม แต่เราอยากมีสุขภาพดีอย่างยั่งยืน เพราะร่างกายมีกล้ามเนื้อ กระดูก มีหัวใจที่เราต้องดูแลด้วย ซึ่งการออกกำลังกาย

ที่เริ่มทำได้ง่ายที่สุด คือ การเดิน และสร้างวินัยให้ต่อเนื่องด้วยการเดินให้ได้วันละ 30 นาที ถ้าใครมีเวลาอ่าน Facebook เปิด YouTube ดูหนังได้ น่าจะหาเวลา 30 นาที เพื่อออกเดิน ซึ่งทำที่ไหนก็ได้

สุดท้ายนี้ ขอให้ผู้อ่านได้ลอง 3 เทคนิคง่ายๆ นี้ เพื่อให้ร่างกายกลับมาแข็งแรงเป็นปกติทุกท่านค่ะ

#LeadingWell #WellnessCulture

อ่านข่าวเพิ่มเติม

Add Friend Follow