Business

‘มารวย’ ฟันธง ‘อีอีซี’ ยังไม่เกิด แต่อสังหาขึ้นพรึ่บ หวั่น ‘โอเวอร์ซัพพลาย’

มารวย เรียลเอสเตท ขาใหญ่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ภาคตะวันออก เผยรายใหญ่แห่ผุดโครงการรอท่าอีอีซี สวนทางการลงทุนที่ยังน้อย ส่งผลยังไม่มีกำลังซื้อใหม่เพิ่ม หวั่นทำตลาดโอเวอร์ซัพพลาย ล่าสุดผุดมารวย สาธร 4 มูลค่าโครงการ 600 ล้านบาท พร้อมสะสมแลนด์แบงก์รอการพัฒนาเพียบ

สืบวงษ์ สุขะมงคล

ดร.สืบวงษ์ สุขะมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มารวย เรียลเอสเตท จำกัด ผู้พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยภายใต้แบรนด์ บ้านมารวย เปิดเผยว่า ปัจจุบันในพื้นที่ 3 จังหวัดอีอีซี มีโครงการอสังหาริมทรัพย์เปิดใหม่จำนวนมาก เพื่อเตรียมรองรับการเติบโตจากการลงทุนในพื้นที่อีอีซี เห็นได้จากจังหวัดฉะเชิงเทรา ที่ปัจจุบันมีผู้ประกอบรายใหญ่เข้ามาเปิดโครงการเพิ่มมากขึ้น โดยจากปี 2561 มีโครงการที่อยู่อาศัยที่อยู่ระหว่างขาย 51 โครงการ แต่ปีนี้เพิ่มขึ้นเป็น 66 โครงการ

โครงการใหม่ที่เปิดเพิ่มขึ้นมาก ส่งผลให้จำนวนที่อยู่อาศัยทั้ง 66 โครงการ มีจำนวนยูนิตรวม 14,310 หน่วย มูลค่าโครงการรวม 40,784 ล้านบาท ในจำนวนนี้ มีหน่วยเหลือขาย หรือเป็นอุปทานในตลาด 5,107 หน่วย คิดเป็นมูลค่าเหลือขาย 13,729 ล้านบาท แบ่งเป็นบ้านจัดสรร มูลค่า 39,476 ล้านบาท อาคารชุด 3 โครงการ มูลค่าเหลือขาย 361 ล้านบาท

จากการสำรวจของบริษัทพบว่า ปีนี้มีบริษัทรายใหญ่ที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ประมาณ 3-4 ราย เข้ามาพัฒนาโครงการแนวราบ อาทิ บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน), บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และล่าสุดคือ บริษัท แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือโกลเด้นแลนด์ รวมถึงบริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์จี้ จำกัด (มหาชน) ที่กำลังจะขึ้นโครงการใหม่เร็วๆ นี้

ทั้งนี้ จากซัพพลายโครงการที่อยู่อาศัยที่เพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด สะท้อนว่า ผู้ประกอบการทุกราย ต่างมองถึงอานิสงส์ของอีอีซี แต่ในความเป็นจริงแล้ว ในฐานะที่ มารวยฯ ทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในภาคตะวันออกมานาน ทำให้รู้สภาพที่แท้จริงของตลาด ว่าปัจจุบันในจังหวัดฉะเชิงเทรา ส่วนใหญ่เป็นกำลังซื้อของคนในพื้นที่เดิม หรือคนที่เข้ามาทำงานอยู่แล้ว จึงมีการเติบโตประมาณ 5-10% โดยอีอีซี ไม่ได้เป็นปัจจัยหลักให้ภาพรวมตลาดเติบโต

“ปัจจุบัน อีอีซี ยังไม่สามารถดึงดูดนักลงทุนให้เข้ามาได้มากนัก เมื่อแหล่งงานหรือนักลงทุนยังไม่เข้ามาลงทุนก็ไม่มีดีมานด์ใหม่ๆ เข้ามาดูดซับ ดังนั้น หากผู้ประกอบการอสังหาฯ ยังแห่กันเข้ามาเปิดโครงการใหม่ อาจส่งผลให้เกิดภาวะโอเวอร์ซัพพลายได้ ดังนั้น ภาครัฐจึงควรเร่งกระตุ้นให้เกิดการลงทุนเพิ่มมากขึ้น ก่อนที่จะเสียโอกาสให้ประเทศอื่นในอาเซียน”ดร.สืบวงษ์กล่าว

เมื่อโฟกัสเฉพาะตลาดอสังหาริมทรัพย์ในจังหวัดฉะเชิงเทรา การเติบโตที่ผ่านมาเป็นผลมาจากท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบัง, การเป็นพื้นที่ที่น้ำไม่ท่วม ทำให้หลังเกิดน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 มีโรงงานอุตสาหกรรมเข้ามาในพื้นที่มากขึ้น เห็นได้จากการขายพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมของอมตะ และเวลโกรว์ รวมถึงการเกิดนิคมอุตสาหกรรมใหม่อย่าง TFD, การเป็นเมืองท่องเที่ยว และการมีโครงการอีสเทิร์นซีบอร์ด ซึ่งจะเห็นได้ว่า เป็นการเติบโตจากปัจจัยอื่นๆ ที่ไม่ใช่อานิสงส์จากอีอีซี

ในส่วนของมารวย เรียลเอสเตทนั้น ปัจจุบันมีโครงการในภาคตะวันออกประมาณ 12- 13 โครงการ โดยอยู่ระหว่างการขาย 5 โครงการ เช่น อรัญประเทศ, สระแก้ว, แหลมฉบัง และ มารวยโสธร 4 โดยเฉพาะมารวย โสธร 4 มูลค่าโครงการ 600 ล้านบาท จำนวนยูนิต 150 หน่วย แบ่งเป็นบ้านแฝด 100 หน่วยและบ้านเดี่ยว 50 หน่วย ปัจจุบันขายไปแล้วกว่า 50 หลัง และคาดว่าจะขายหมดภายในปีนี้

สำหรับกรณีที่มีคู่แข่งเข้ามามากขึ้น ในฐานะเจ้าถิ่น ดร.สืบวงษ์ มั่นใจว่า มีความได้เปรียบ โดยเฉพาะแลนด์แบงก์ที่มีอยู่ในมือจำนวนมาก ซึ่งเป็นที่ดินที่มีต้นทุนถูกกว่าผู้ประกอบการรายใหม่ที่เพิ่งซื้อที่ดินเพื่อพัฒนาโครงการ เนื่องจากปัจจุบัน ราคาที่ดินในจังหวัดฉะเชิงเทราเพิ่มสูงขึ้นมาก จากที่ดินติดถนนราคาไร่ละ 5 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเป็น 8-10 ล้านบาท ในช่วง 3-5 ปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ บริษัทยังเน้นการทำตลาดที่มีเซ็กเมนต์ชัดเจน โดยจากปัจจุบันเน้นจับกลุ่มคนทำงาน ราคาเฉลี่ย 3-5 ล้านบาท จะขยับไปพัฒนาบ้านราคา 5 ล้านบาทขึ้นไปภายใต้แบรนด์ใหม่ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มได้ในปี 2563

 

Add Friend Follow
WANPEN PUTTANONT