Branding

รู้จัก ‘บริษัทพลังงานบริสุทธิ์’ เจ้าของฉายา Tesla เมืองไทย 

รู้จัก ‘บริษัทพลังงานบริสุทธิ์’ เจ้าของฉายา Tesla เมืองไทย 

“TESLA แห่งเมืองไทย” คำจำกัดความที่สื่อต่างประเทศนิยามถึง บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) หรือ หุ้น EA เพราะวิสัยทัศน์ในการขับเคลื่อนธุรกิจของ EA ในช่วงที่ผานมานั้น มีความใกล้เคียงกับ TESLA ของ “อีลอน มัสก์” เป็นอย่างมาก ด้วยการเดินหน้ากิจการด้านพลังงานสะอาดแบบครบวงจร 

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2551 พลังงานบริสุทธิ์ก่อตั้งขึ้น เริ่มต้นจากการเป็นผู้ผลิตไบโอดีเซล ก่อนที่จะขยายกิจการครอบคลุมธุรกิจพลังงานสะอาดแบบครบวงจร ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานลม โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ และธุรกิจผลิตแบตเตอรี่ 

รวมถึงล่าสุดที่เพิ่งเปิดตัวสดๆ ร้อนๆ เมื่อเดือนมีนาคม 2562 กับการต่อยอดไปสู่การผลิต “รถยนต์ไฟฟ้า” สัญชาติไทยภายใต้แบรนด์ MINE Mobility ซึ่งเป็น Full EV Car ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าเต็มรูปแบบถึง 3 รุ่นด้วยกัน 

ภาพ: เฟซบุ๊กMINEmobility

หลายคนต่างจับตามองกันว่า Business Model ของ EA ในตอนนี้ กำลังเดินตามรอย TESLA ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าอันดับหนึ่งของโลกที่มีทั้งธุรกิจผลิตแบตเตอรี่และรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งอาจทำให้ “สมโภชน์ อาหุนัย” หัวเรือใหญ่ของ EA อาจจะกลายเป็น อีลอน มัสก์ คนใหม่หรือเปล่า 

เนื่องจากปัจจุบัน EA เป็นบริษัทผลิตพลังงานไฟฟ้าที่ใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของเมืองไทยไปแล้ว ด้วยมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดที่ระดับ 1.9 แสนล้านบาท เป็นรองแค่ กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี เท่านั้น ยิ่งถ้ามองแค่บริษัทที่ทำธุรกิจพลังงานสะอาด ในเวลานี้คงไม่มีใครสู้ EA ได้แน่ๆ  

เปิดภาพรวมธุรกิจในมือ EA 

ปัจจุบัน EA มุ่งเน้นเป็นผู้นำทางด้านการผลิตเทคโนโลยีที่มาจากพลังงานทางเลือก โดยผลประกอบการในปี 2561 รายได้รวมอยู่ที่ 12,500 ล้านบาท มีกำไรสุทธิเกือบ 5,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% และ 30​% ตามลำดับจากปีก่อน แบ่งเป็นธุรกิจหลักเป็นดังนี้

ธุรกิจไบโอดีเซล 

ประกอบด้วย โรงงานผลิตไบโอดีเซล (B100) กลีเซอรีน และผลิตภัณฑ์พลอยได้ต่างๆ

ธุรกิจโรงไฟฟ้าสะอาด

– โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ในจังหวัดลพบุรี, นครสวรรค์, ลำปาง และพิษณุโลก

– โรงไฟฟ้าพลังงานลม ในจังหวัดนครศรีธรรมราช, สงขลา และชัยภูมิ

ก้าวใหม่ของ EA ธุรกิจโรงงานผลิตแบตเตอรี่และรถยนต์ไฟฟ้า

ธุรกิจความหวังใหม่ของ EA เลยก็ว่าได้ เพราะได้เตรียมงบลงทุน 24,700 ล้านบาทในปี 2561-2562 เพื่อนำมาขยายกิจการส่วนนี้ เพราะมองว่าเป็นเทรนด์พลังงานใหม่ของโลก 

เริ่มที่ธุรกิจผลิตแบตเตอรี่ที่บริษัทได้ลงทุนซื้อหุ้นของ Amita Technologies Inc. ผู้นำธุรกิจแบตเตอรี่ประเภทลิเธียม ไอออน โพลิเมอร์ ในประเทศไต้หวัน เนื่องจากตอนนั้นกำลังมองหา The New S-Curve หรือ ธุรกิจใหม่ที่เข้ามาทดแทนธุรกิจเดิมๆ ซึ่งคำตอบคือ “แบตเตอรี่” นั่นเอง

ทั้งนี้ EA เริ่มต้นเตรียมก่อสร้างโรงงานผลิตแบตเตอรี่เฟส 1 ขนาดกำลังการผลิต 1 กิ๊กกะวัตต์ชั่วโมง ไว้เรียบร้อยแล้ว และเชื่อว่าอีก 5 ปีข้างหน้าธุรกิจนี้จะเป็น 1 ใน 2 ธุรกิจที่จะสร้างการเติบโตให้กับ EA แบบก้าวกระโดด

ส่วนอีกธุรกิจ นั่นคือการผลิตรถยนต์ไฟฟ้านั่นเอง เพราะนอกจากจะออกรถยนต์ไฟฟ้า ภายใต้แบรนด์ MINE Mobility แล้ว EA ยังได้ลงทุนไปกับ Charging Station โดยปัจจุบันได้ติดตั้งไปแล้วประมาณ 200 สถานีในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวสำคัญบางจังหวัด พร้อมตั้งเป้าจะติดตั้งหัวชาร์จรวม 1,000 สถานีทั่วประเทศ

ไทยจะเป็นผู้นำเทคโนโลยีไฟฟ้าสะอาดในภูมิภาคนี้ คือสิ่งที่ EA ต้องการจะไปให้ถึง อย่างไรก็ดี นี่เป็นเป้าหมายที่ใหญ่ทีเดียว แต่หากการผลักดันให้อุตสาหกรรมไฟฟ้า “เกิด” ในเมืองไทยได้จริงๆ ล่ะก็ พวกเขาจะกลายเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมนี้แบบไม่ต้องสงสัยเลย 

Add Friend Follow
InveStory