ดูหนังออนไลน์
Branding

‘สรพจน์ เตชะไกรศรี’ ออกโรงสยบข่าว ‘ดีน แอนด์ เดลูก้า’ ร่อแร่ ย้ำเดินหน้าปรับแผน ‘สู้ต่อ’

หลังจากบริษัท เพซ ดีเวลลอปเมนท์ คอร์ปอร์เรชั่น จำกัด (มหาชน)  เข้าซื้อกิจการร้าน ดีน แอนด์ เดลูก้า อิงค์ ในสหรัฐ มาด้วยมูลค่ากว่า 4,200 ล้านบาท ในปี 2557 จนล่าสุดมีข่าวว่าสาขาในสหรัฐเริ่มทะยอยปิดตัว รวมถึงสาขาแฟลกชิพในไทยที่ตึกมหานคร คิวบ์ ก็ปิดตัวลง ทำให้เกิดกระแสข่าวกระพือหนักว่า ดีน แอนด์ เดลูก้าในมือ เพซฯ อาจจะต้องปิดกิจการลง

สรพจน์ เตชะไกรศรี

ล่าสุด นายสรพจน์ เตชะไกรศรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เพซ ดีเวลลอปเมนท์ คอร์ปอร์เรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้ออกมายอมรับว่า ดีน แอนด์ เดลูก้า ในสหรัฐมีปัญหาจริง เนื่องจากพฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไป ด้วยการหันไปซื้อสินค้าจากช่องทางออนไลน์มากขึ้นถึง 30% อีกทั้งร้านอาหารยังต้องเผชิญการแข่งขันจากร้านค้าปลีกที่ขายอาหารพร้อมทานและมีที่นั่งทานมากขึ้น ทำให้ส่งผลกระทบต่อธุรกิจร้านอาหารในรูปแบบ dining restaurant รวมถึง ดีน แอนด์ เดลูก้า

บริษัทจึงเร่งเดินหน้าแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในสหรัฐ ด้วยการแยกการดำเนินงานของบริษัทในสหรัฐ และเอเชียออกจากกันให้ชัดเจน โดยในสหรัฐอยู่ระหว่างการปรับขนาดธุรกิจให้เหมาะสม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำธุรกิจ ควบคุมค่าใช้จ่าย และควบรวมการดำเนินงานเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในสาขาที่ไม่สามารถทำยอดขายและกำไรได้ตามเป้า รวมถึงแผนการสร้างแบรนด์และเน้นเปิดแฟรนไชส์ในสหรัฐ และทำออนไลน์มากขึ้น

ขณะที่สาขาที่สามารถทำยอดขายได้ดี เช่น สาขาโซโห ที่เปิดดำเนินการมากว่า 40 ปี และสาขาในคอนเซ็ปต์ใหม่ คือ Stage ที่มีขนาดเล็กลงเหลือ 100-200 ตารางเมตร เพื่อให้ขยายสาขาได้เร็วขึ้น พร้อมขายแฟรนไชส์ในปีหน้า รวมถึงทำให้สามารถสร้างรายได้ให้เติบโตแบบเทิร์นอราวด์ได้ในอนาคต โดยวางเป้าจะหยุดภาวะขาดทุนในสิ้นปี 2562 นี้ จากปัจจุบัน ดีน แอนด์ เดลูก้า อเมริกา มีจำนวน 5 สาขาในสหรัฐ

ในส่วนของ บริษัท ดีน แอนด์ เดลูก้า เอเชีย (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นเจ้าของและผู้ดำเนินการร้านสาขาในประเทศไทย และยังดำเนินการให้ลิขสิทธิ์แบรนด์ สิทธิแฟรนไชส์ รวมถึงสิทธิการขายสินค้าในประเทศอื่นๆ ในเอเชีย ต่อไป และย้ำว่า ผลประกอบการที่ผ่านมา สามารถทำยอดขายและสร้างผลตอบแทนให้บริษัทได้เป็นอย่างดี

ทั้งนี้เห็นได้จาก ในช่วงเดือนมิถุนายน 2561 ถึง เดือน พฤษภาคม 2562 หรือช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ดีน แอนด์ เดลูก้า (ประเทศไทย) สามารถทำรายได้รวมได้ประมาณ 523 ล้านบาท รายได้จากต่างประเทศ 106 ล้านบาท รวมรายได้ทั้งสิ้น 630 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 13.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า

ส่วนการย้ายออกจากสาขาแฟล็กชิป มหานคร คิวบ์ เนื่องจากสัญญาเช่าพื้นที่ได้สิ้นสุดลง และมีการขอคืนพื้นที่ ซึ่งบริษัทเองก็มีแผนที่จะเปิดสาขาแฟล็กชิปใหม่ โดยอยู่ระหว่างการคัดเลือกโลเคชั่นของร้านที่ดีที่สุด และสามารถมอบประสบการณ์ในการรับประทานอาหารเช่นเดียวกันกับที่ลูกค้าชื่นชอบเหมือนที่สาขามหานคร คิวบ์

ปัจจุบัน ดีน แอนด์ เดลูก้า (ประเทศไทย) มีสาขาทั้งหมด 11 สาขา ประกอบด้วย สาขาที่เป็นคาเฟ่และร้านอาหาร อาทิ เซ็นทรัล เอ็มบาสซี่, เอ็มควอเทียร์, เดอะ คริสตัล รามอินทรา และ  สาขาตึกสาทรสแควร์, สาขาตึกออลซีซันเพลส. สาขาตึกพาร์คเวนเจอร์ และสนามบินสุวรรณภูมิ พร้อมทั้งบริษัทมีแผนจะเปิดสาขาใหม่อีก 5 สาขาภายในปี 2562 แบ่งเป็น 2 สาขาที่ภูเก็ตและอีก 3 สาขาในกรุงเทพฯ

นายสรพจน์กล่าวต่อว่า ในส่วนของธุรกิจแฟรนไชส์ ดีน แอนด์ เดลูก้า ยังคงเดินหน้าให้แฟรนไชส์แก่บริษัทที่มีศักยภาพและมีเครือข่ายในเมืองสำคัญทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง และในส่วนที่ได้เซ็นสัญญาให้สิทธิแฟรนไชส์ไปแล้ว เช่น กับทางลากาแดร์ ทราเวล รีเทล ก็มีความคืบหน้าเช่นเดียวกัน โดยปีนี้ตั้งเป้าเปิดสาขาเพิ่มทั้งรูปแบบแฟรนไชส์และบริษัทขยายสาขาเองซึ่งคาดว่าจะลงทุนไม่ต่ำกว่า 30 ล้านบาท

“แผนธุรกิจต่อไปของ ดีน แอนด์ เดลูก้า คือการขยายแบรนด์และต่อยอดความสำเร็จของ ดีน แอนด์ เดลูก้า เอเชีย (ประเทสไทย) รวมถึงการเดินหน้าให้ธุรกิจแฟรนไชส์ ในเอเชียและทั่วโลกให้มั่นคงและมีประสิทธิภาพ และเดินหน้าปรับขนาดธุรกิจในอเมริกาให้พอเหมาะ (rightsized) เพื่อต่อสู้กับความท้าทาย ตัดค่าใช้จ่าย และหยุดการขาดทุนให้สำเร็จ” นายสรพจน์ กล่าวทิ้งท้าย

WANPEN PUTTANONT