Branding

เทียบฟอร์ม ‘สิงห์’ วัดรอย ‘ช้าง’ ในธุรกิจโรงแรม ‘ซื้อแหลก’ ช่วงชิงความเป็นผู้นำ

ถือเป็นคู่ฟัดหัวใจเดียวกันจริงๆ สำหรับ กลุ่มบุญรอดบริวเวอรี่ หรือค่ายสิงห์ ตระกูลภิรมย์ภักดี กับ ไทยเบฟเวอเรจ หรือค่ายช้าง ตระกูล สิริวัฒนภักดี ไล่มาตั้งแต่ธุรกิจเบียร์ ที่ค่ายช้างขอวัดรอยเท้าสิงห์ ด้วยการส่งช้างมาเขย่าบัลลังก์แชมป์ จนค่ายสิงห์เสียศูนย์ไปพักใหญ่ ก่อนที่จะเอาแชมป์กลับคืนมาได้ในที่สุดด้วยแบรนด์ “ลีโอ”

แต่เมื่อมาถึงธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ที่กลับกัน ด้วยการที่ค่ายสิงห์ ขอเดินตามรอยช้าง กระโดดเข้ามาชิงความเป็นผู้นำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะกลุ่มโรงแรมที่ทั้งสองค่ายวางไว้เป็นหัวหอกสร้างรายได้ ในวันที่ธุรกิจแอลกอฮอล์มีแนวโน้มหดตัวลงต่อเนื่อง

ทำไมทั้งสองค่ายถึงใจตรงกันที่จะหมายมุ่งธุรกิจโรงแรม

คำตอบง่ายๆ คือ อุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่ยังมีโอกาสเติบโต ทั้งในประเทศไทยเอง และในตลาดแหล่งท่องเที่ยวทั่วโลก ซึ่งหากทำได้สำเร็จจะเป็นการลดความเสี่ยงของธุรกิจที่เดิมพึ่งพาจากธุรกิจแอลกอฮอล์เป็นหลักอีกด้วย ที่สำคัญคือ เป็นโอกาสต่อยอดเพิ่มมูลค่าที่ดินที่มีอยู่มหาศาลของกลุ่มเจริญ สิริวัฒนภักดี

นอกจากจะหมายมุ่งลุยธุรกิจโรงแรมเหมือนกันแล้ว ทั้งสองค่ายยังวางกลยุทธ์การทำธุรกิจด้วยโมเดลเดียวกัน นั่นคือ เรียนลัด รวยลัด จากการ “ซื้อกิจการ” เหมือนกันอีกต่างหาก

มาดูเป้าหมายของทั้งสองค่ายกันบ้าง

รายได้แอสเสท เวิรด์ 3 ปี ย้อนหลัง

ค่ายช้าง ที่ออกตัวก่อนในปีนี้ ด้วยการประกาศจัดทัพธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ใหม่ นำธุรกิจโรงแรม ค้าปลีก และอาคาสำนักงาน มาดำเนินการภายในบริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) พร้อมทั้งประกาศขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้ประชาชนทั่วไป (IPO) เพื่อระดมทุนขยายธุรกิจ พร้อมวางเป้าหมายว่าโรงแรมจะเป็นกลุ่มที่สร้างรายได้หลักให้บริษัทต่อไปในอนาคต ซึ่งปัจจุบันโรงแรมก็สร้างสัดส่วนรายได้แล้ว 60%

ตอนนี้ เครือช้าง ที่มี กลุ่มทีซีซี ลุยธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มีโรงแรมในเครือถึง 16 แห่ง ใช้งบลงและพัฒนารวม 20,000 ล้านบาท ในจำนวนนี้ แบ่งมาให้ แอสเสท เวิรด์ บริหาร 10 แห่ง จำนวน 3,432 ห้อง และแอสเสท เวิรด์ มีโรงแรมที่อยู่ระหว่างการพัฒนาหรือมีแผนพัฒนา 5 แห่ง จำนวน 1,528 ห้อง นอกจากนี้ได้เซ็นสัญญาซื้อโรงแรมอีก 12 แห่ง เพื่อพัฒนาในช่วง 5 ปี รวมจำนวนโรงแรมที่อยู่ในมือกว่า 8,000 ห้อง

นั่นหมายความว่า ใน 5 ปี แอสเสท เวิรด์ ครอบครองความเป็นผู้นำโรงแรมเมืองไทย แน่นอน ซึ่งก็ถือว่าบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ โดยเฟสแรก 5 ปีนี้ แอสเสท เวิรด์ประกาศชัดเจนว่าจะมุ่งขยายโรงแรมในประเทศไทยเป็นหลัก ด้วยกลยุทธ์หลักจากการ “ซื้อกิจการ”

มาดูฝั่งสิงห์กันบ้าง จากการดำเนินงานของสิงห์ เอสเตท ที่กระโดดเข้าสู่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ในปี 2557 ด้วยการเข้าซื้อกิจการบริษัท รสา พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) และเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) พร้อมทั้งวางเป้าหมายมุ่งสู่การเป็นผู้นำด้านการดำเนินธุรกิจ ด้านการลงทุนและพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ระดับสากล

นริศ เชยกลิ่น

ขณะที่ นายนริศ เชยกลิ่น ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) ปักหมุดไว้ชัดเจนว่า สิงห์เอสเตท จะไม่ได้มองเฉพาะตลาดอสังหาริมทรัพย์เมืองไทยเท่านั้น เพราะเป้าหมายของบริษัทอยู่ที่ การเป็น โกลบอล โฮลดิ้งส์ คอมปะนี หรือบริษัทระดับโลก โดยจะใช้ธุรกิจโรงแรมเป็นเรือธงในการสร้างรายได้ พร้อมทั้งตั้งธงชัดเจนว่า ภายใน 5 ปี จากนี้ สิงห์เอสเตท จะเป็นผู้นำในตลาดโรงแรมระดับโลก ผ่านกลยุทธ์ “ซื้อกิจการ” โดยจะมีโรงแรมในมือไม่ต่ำกว่า 10,000 ห้อง

ในปี 2561 ถือเป็นปีที่สิงห์ เอสเตท ขับเคลื่อนธุรกิจอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะธุรกิจกลุ่มโรงแรมในต่างประเทศ ด้วยการเข้าซื้อกิจการโรงแรมและรีสอร์ทภายใต้แบรนด์และการบริหารของ เอาท์ริกเกอร์ 6 แห่ง ใน 4 ประเทศ ซึ่งตั้งอยู่ใน สาธารณรัฐมอริเชียส สาธารณรัฐฟิจิ สาธารณรัฐมัลดีฟส์ และประเทศไทย จำนวนห้องพักรวม 859 ห้อง

อกจากนี้ ยังมีโรงแรมในประเทศไทย 2 แห่ง ได้แก่ โรงแรมสันติบุรี เกาะสมุย และ โรงแรมพีพี ไอส์แลนด์ วิลเลจ บีช รีสอร์ท รวมถึงกิจการโรงแรมในสหราชอาณาจักรรวม 29 แห่ง แบ่งเป็น แบรนด์ เมอร์เคียว 27 แห่ง และ ฮอลิเดย์อินน์ 2 แห่ง

อีกโครงการสำคัญในปี 2562 ที่ทำให้สิงห์เอสเตท ขยับเข้าใกล้เป้าหมายผู้นำโรงแรมระดับโลก คือ โครงการครอสโร้ดส์ (CROSSROADS) สาธารณรัฐมัลดีฟส์ ซึ่งจะประกอบด้วยโครงการโรงแรม 2 แห่ง ได้แก่ SAii Lagoon Maldives,Curio Collection by Hilton และโรงแรม Hard Rock Hotel Maldives ซึ่งใช้แบรนด์ฮิลตัน และ ฮาร์ดร็อค รวมโครงการมิกซ์ยูสทั้งหมดมูลค่าถึง 22,000 ล้านบาท

รายได้ สิงห์ เอสเตท ย้อนหลัง 3 ปี

ทั้งหมดนี้จะส่งผลให้ สิงห์ เอสเตทมีจำนวนโรงแรมในมือ 37 แห่ง จำนวนรวม 4,271 ห้อง ยังไม่รวมโรงแรมอีก 2 แห่งในโครงการครอสโร้ดส์ที่จะเปิดปีนี้ รวม 400 ห้อง ซึ่งหากรวมทั้งหมด จะทำให้สิงห์เอสเตท มีห้องพักโรงแรมทั้งหมด 4,671 ห้องเลยทีเดียว

นอกจากนี้ สิงห์เอสเตท ยังประกาศชัดว่า พร้อมจะเข้าซื้อกิจการโรงแรมที่มีศักยภาพในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของโลกอย่างต่อเนื่อง เพื่อต่อจิ๊กซอว์การเป็นผู้นำธุรกิจโรงแรม โดยล่าสุด ยังศึกษาในหลายประเทศ เช่น พม่า จีน และเวียดนาม เป็นต้น

“เราจะเน้นซื้อธุรกิจที่อยู่ตัวแล้ว เพราะมีความเสี่ยงน้อยกว่าการเริ่มพัฒนาเองจากศูนย์ และยังมีโอกาสมากจากการเข้าไปลงทุนขยายธุรกิจนั้นเพิ่มเติม โรงแรมหรือธุรกิจที่จะซื้อกิจการไม่จำเป็นต้องใหญ่ แต่สิทธิในการบริหารต้องเป็นของเรา”นายนริศกล่าว

ที่สำคัญคือ การตั้งบริษัท เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) ขึ้นมาเพื่อดูแลธุรกิจโรงแรมโดยเฉพาะ พร้อมวางแผนนำบริษัทดังกล่าวเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จะเป็นก้าวสำคัญในการขยายธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะธุรกิจโรงแรม ที่จะสร้างสัดส่วนรายได้หลักในอนาคต โดยจากปัจจุบันโรงแรมสร้างสัดส่วนรายได้ 37% ซึ่งในปี 2563 ธุรกิจโรงแรมจะเป็นฐานรายได้หลักที่เพิ่มเป็น 40-50% จากการรับรู้รายได้เต็มปี หลังจากซื้อกิจการเอาท์ ริกเกอร์ และเปิดโรงแรมในโครงการครอสโร้ดส์

SAii Lagoon Maldives,Curio Collection by Hilton

เมื่อมาเปรียบเทียบรายได้ในกลุ่มธุรกิจโรงแรม ในปี 2561 แอสเสท เวิรด์ มีรายได้จากธุรกิจโรงแรมประมาณ 4,656 ล้านบาท จากรายได้รวมทั้งบริษัท 12,415 ล้านบาท ขณะที่ สิงห์เอสเตท มีรายได้อยู่ที่ 2,576 ล้านบาท จากรายได้รวมทั้งบริษัท 8,324 ล้านบาท

เดิมพันของทั้งสองบริษัท แม้ขณะนี้อีกรายจะมองตลาดในประเทศ และอีกรายมองระดับโลก จึงทำให้วัดกันได้ยาก แต่เชื่อแน่ว่าในอนาคตอันใกล้ ด้วยเครือข่ายที่มีในต่างประเทศของเครือเจริญ สิริวัฒนภักดี ทำให้เป้าหมายต่อไปของเอสเสท เวิรด์ ย่อมหนีไม่พ้นการมุ่งสู่ผู้นำระดับโลกเช่นกัน และเมื่อนั้น จึงจะวัดกันได้ชัดว่าใครจะบรรลุเป้าหมายก่อนกัน

ที่แน่ๆ คือ สภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำทั่วโลก ถือเป็นจังหวะดีทีเดียวในการเลือกช้อป (โรงแรม) ในราคาที่ถูกลงแต่มีคุณภาพ

จะเห็นได้ว่า การเข้า “ซื้อกิจการ” เป็นกลยุทธ์หลักที่ทั้ง สิงห์ และ ช้างจะนำมาใช้ในการขยายธุรกิจโรงแรม และต้องมีสิทธิในการบริหาร ซึ่งสิ่งสำคัญที่จะทำให้กลยุทธ์นี้บรรลุเป้าประสงค์ จึงอยู่ที่ “เงินทุน” เป็นสำคัญ งานนี้จึงต้องวัดกันยาวๆ ที่ “สายป่าน” และกลยุทธ์ในการสร้างรายได้เป็นสำคัญ

Add Friend Follow
WANPEN PUTTANONT