Politics

‘ไพบูลย์’ หนุน ‘บิ๊กตู่’ อยู่ต่อเพื่อปกป้องชาติ ปลุกคนไทยปกป้องสถาบัน!


ไพบูลย์ หนุน “บิ๊กตู่” อยู่ต่อเพื่อปกป้องชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ พร้อมปลุกคนไทยปกป้องสถาบัน ด้าน “เพื่อไทย” ลั่นนายกรัฐมนตรีคือตัวปัญหา พร้อมจี้ให้ลาออก

ที่รัฐสภา นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) อภิปรายว่า การชุมนุม ที่มีการจาบจ้วงสถาบันพระมหากษัตริย์มีมาอย่างต่อเนื่อง กระทั่งวันที่ 14 ตุลาคมที่ผ่านมา ถึงขนาดกระทำการขัดขวางรุมล้อมตะโกนด้วยถ้อยคำหยาบคายใส่ขบวนเสด็จ การกระทำของผู้ชุมนุม ถือเป็นปฏิปักษ์ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ มีเป้าหมายหลักต้องการปฏิรูปสถาบัน

ไพบูลย์

ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นบุคคลที่เป็นเลิศ ในเรื่องที่มีความจงรักภักดีต่อสถาบัน เป็นผู้ที่มีความเข้มแข็งในการปกป้องสถาบัน แกนนำผู้ชุมนุม จึงเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ลาออก เพื่อให้การปกป้องประเทศชาติอ่อนแอลง จนนำไปสู่การรุกคืบต่อการปฏิรูป

ตนจึงขอเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ อยู่ในตำแหน่งทำหน้าที่ปกป้องชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ต่อไป ขอให้บริหารประเทศด้วยความมั่นคง และเพื่อแก้ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ อย่าไปลาออก ตามฝ่ายที่เรียกร้อง ซึ่งมีคนเพียงไม่กี่หมื่นคน ท่านต้องคำนึงถึงเสียงประชาชน 8.4 ล้านคน ที่เลือกท่านมาเป็นนายกฯ” นายไพบูลย์ กล่าว

นาย ไพบูลย์ กล่าวอีกว่า รัฐธรรมนูญ 2560 มีบทบัญญัติที่คุ้มครองสถาบันหลายมาตรา และที่ชัดเจนคือการเสนอให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ที่ไม่ได้กำหนดห้ามผู้เคยถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง เพื่อเปิดช่องให้แกนนำเครือข่ายผู้ชุมนุม อดีตผู้บริหารพรรคอนาคตใหม่ ได้รับเลือกเป็น ส.ส.ร. การเรียกร้องให้นายกฯ ลาออก เพื่อนำไปสู่การสร้างรัฐธรรมนูญ ที่มุ่งไปสู่การปฏิรูปสถาบัน ซึ่งหากปรากฎว่าพรรคการเมืองใด ผู้บริหารพรรคการเมืองใด หรือ ส.ส.ของพรรคการเมืองใด ไปเข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่มที่ต้องการปฏิรูปสถาบัน หรือเสนอตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ปฏิรูปสถาบัน จะเข้าข่ายสนับสนุนการเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขซึ่งเป็นคดีอาญา

นอกจากนี้ ในการชุมนุมครั้งนี้ นักการเมืองได้ใช้เยาวชนเป็นเครื่องมือ ในการแย่งชิงอำนาจ ตนขอประณามนักการเมืองที่แอบข้างหลังเยาวชนของชาติ ส่วนข้อเรียกร้องให้ยุบสภา หากนายกฯ กระทำแบบนั้นจะมีผลเสียหายโดยรวม ตนจึงเสนอให้ใช้การออกเสียงประชามติ ให้ประชาชนทั้งประเทศมาออกเสียงเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ต่อการจัดการชุมนุมในปัจจุบัน การออกเสียงประชามติทำได้ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 166 และอาจตราเป็นพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ

เพื่อให้ทันต่อสถานการณ์ก็ได้ ซึ่งหากการออกเสียงประชามติเกิดขึ้นจะเท่ากับเสียงคนทั้งประเทศได้มีส่วนร่วม ในการออกเสียงว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับการชุมนุม และจะได้ข้อยุติซึ่งเป็นหลักการประชาธิปไตยทางตรง ไม่ใช่คนหลักหมื่นมาอ้างเสียงของประชาชนทั้งประเทศ

ผมมั่นใจว่าประชาชนเสียงข้างมากกว่า 90% จะไม่เห็นด้วยกับการชุมนุมที่จาบจ้วงสถาบันที่เกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบัน แต่ไม่ว่าจะมีการออกเสียงประชามติหรือไม่ แกนนำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อสถาบันในขณะนี้ย่อมไม่ได้รับการยอมรับจากประชาชนทั้งประเทศอยู่แล้ว ในที่สุดจะพ่ายแพ้ไปอย่างแน่นอนในเร็ววันนี้ ผมขอให้ประชาชนอีกกว่า 60 ล้านคน ออกมาพิทักษ์ รักษาชาติ ศาสนา และสถาบัน ให้จงได้” นายไพบูลย์ กล่าว

ไพบูลย์

ด้านนายประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส.นครราชสีมา และเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การเปิดอภิปรายครั้งนี้เป็นความตั้งใจของพรรคเพื่อไทยและฝ่ายค้าน เพราะเหตุว่ามีปัญหาเร่งด่วนที่รัฐสภาต้องหาทางออก และแน่นอนเป็นปัญหาเดียวกับที่รัฐบาลแจ้งมาต่อรัฐสภา แต่ข้อห่วงใยของพรรคเพื่อไทยแตกต่างจากรัฐบาล

โดยรัฐบาลบอกว่า ปัญหามาจากการชุมนุม ซึ่งตนรู้สึกผิดหวัง เพราะรัฐบาลมองว่าตัวเองไม่มีความผิด แต่โยนความผิดให้กับผู้ชุมนุม ทั้งที่รัฐบาลไม่เคยทำอะไรเลยแม้แต่กับการเจรจาต่อผู้ชุมนุม ดังนั้น จึงหวังว่าการประชุมวันนี้จะไม่ขัดแย้งมากขึ้น และควรอภิปรายอย่างสร้างสรรค์ เมื่อรัฐบาลตั้งโจทย์ผิด การแก้ปัญหาจึงผิดไปด้วย เหมือนกับที่นายกฯปราบปรามการชุมนุม การพิจารณาของวันนี้จึงเป็นการเสนอทางออก

ทั้งนี้ การแก้ไขรัฐธรรมนูญถือเป็นต้นตอของปัญหาที่นายกไม่อาจปฏิเสธได้ เพราะมีส่วนโดยตรงในการจัดทำและกำหนดเนื้อหา ปัญหาทั้งหมดจึงมาจากนายกฯตั้งแต่ที่ดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เมื่อรัฐธรรมนูญมีปัญหาจึงมีการเรียกร้อง

แต่สิ่งที่พรรคเพื่อไทยและพรรคฝ่ายค้านได้รับ คือ การเยาะเย้ยถากถ่าง เมื่อกลุ่มผู้ชุมนุมเรียกร้องในประเด็นนี้ รัฐบาลกลับไม่สนใจเพราะคาดการณ์ผิด และมองว่ากลุ่มผู้ชุมนุมไม่อาจรวมตัวได้จึงไม่ได้ให้ราคา แต่เมื่อมีการรวมตัวกันได้ มีจำนวนมากขึ้น รัฐบาลเกรงว่าภัยจะถึงตัว จึงทำโดยเลี่ยงไม่ได้

ทั้งนี้ ขอกราบเรียนว่า พล.อ.ประยุทธ์ คือ ผู้สร้างปัญหาโดยตรง ขอเรียกร้องให้นายกฯ อย่าทำให้บ้านเมืองเสียหายมากกว่านี้ ท่านได้ประโยชน์มามากมายแล้วจากการดำรงตำแหน่งหัวหน้า คสช. และนายกฯ และหนทางที่จะทำให้ม็อบยุติลง รัฐสภาจะต้องลงมติรับหลักการร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 3 ฉบับ และตั้งกมธ.เต็มสภา เพื่อพิจารณาในวาระสองและวารสาม ให้ตั้งส.ส.ร.

ขอเรียกร้องนายกฯ ให้ยืนขึ้นและประกาศลาออกจากตำแหน่งกลางสภา และเมื่อร่างรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้นสมบูรณ์ก็ให้ยุบสภาเพื่อจัดเลือกตั้งใหม่ การลาออกของพล.อ.ประยุทธ์ ถือเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อการกระทำที่ผ่านมา แต่ถ้าเลือกหนทางยุบสภา ผลที่ตามมาคือ แก้รัฐธรรมนูญไม่ได้ และเพิ่มความขัดแย้ง ดังนั้น นายกฯต้องเสียสละเพื่อประเทศชาติและประชาชนต่อไป” นายประเสริฐ กล่าว

อ่านข่าวเพิ่มเติม

Siree Osiri OHO BANGKOK