ดูหนังออนไลน์
COVID-19

แจงไทยเจรจา ‘วัคซีนไฟเซอร์’ นานแล้ว ล่าสุดจอง 20 ล้านโดส มาแน่ครึ่งปีหลัง

“สถาบันวัคซีนฯ” แจงไทยเจรจา “วัคซีนไฟเซอร์” มาตลอด ล่าสุดจองซื้อไป 20 ล้านโดส มาแน่ครึ่งหลังปี 2564 แม้ยังไม่ได้ลงนามสัญญา

เป็นเรื่องฮือฮาเมื่อสำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า อัลเบิร์ต เบอร์ลา ซีอีโอไฟเซอร์ ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า ประเทศรายได้ปานกลางและรายได้ต่ำไม่ยอมสั่งซื้อวัคซีนโควิด – 19 ของไฟเซอร์ แม้บริษัทจะเสนอขายให้ในราคาต้นทุนหรือครึ่งหนึ่งของราคาที่ขายให้แก่ประเทศที่พัฒนาแล้ว

เรื่องดังกล่าวทำให้เกิดสังคมไทยเกิดข้อสงสัยตามมาว่า ไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่ไฟเซอร์มาเสนอขายวัคซีนโควิด – 19 ด้วยหรือไม่?

วัคซีนไฟเซอร์

วันนี้ (10 พ.ค.) นพ.นคร เปรมศรี ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า ตนยังไม่เห็นข้อมูลรายละเอียด แต่ต้องดูว่าประเทศรายได้น้อยตามที่ระบุนั้น เป็นประเทศไทยหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาประเทศไทยมีการเจรจากับบริษัท ไฟเซอร์ มาโดยตลอด ไม่ใช่เพิ่งมาเจรจา แต่ข้อมูลต่าง ๆ จะอยู่ภายใต้สัญญาที่เราทำร่วมกับบริษัท ไฟเซอร์ ในการไม่เปิดเผยข้อมูล อย่างที่ทราบว่า ขณะนี้เราได้เจรจาสั่งจอง วัคซีนไฟเซอร์ ราว 10 – 20 ล้านโดส ซึ่งทางบริษัทผู้ผลิตยืนยันว่า จะสามารถส่งวัคซีนมาให้กับเราในราวไตรมาส 3 – 4 ของปีนี้

เมื่อถามว่าการเจรจาของไทยและบริษัท ไฟเซอร์ ที่อยู่ในระหว่างการลงนามยังมีข้อติดขัดอย่างไรบ้าง นพ.นคร กล่าวว่า ในขณะนี้เรายังรอเอกสารของผู้ผลิตวัคซีนไฟเซอร์ที่เขาอยู่ในระหว่างการอัพเดตข้อมูลต่าง ๆ แม้ว่าขณะนี้เรายังไม่ได้ลงนามกัน แต่ท้ายที่สุดการจัดส่งวัคซีนก็จะอยู่ในไตรมาส 3 – 4 ของปีนี้

“เงื่อนเวลาการลงนามไม่เกี่ยวกับเงื่อนไขเวลาจัดส่ง เพราะตอนนี้ตั้งธงไว้แล้วในไตรมาส 3 – 4 เราก็ตั้งเป้าว่าอยากให้เป็นไตรมาส 3 แต่การลงนามช้าก็มีผลเช่นกัน ซึ่งไม่ได้หมายความว่ามีการประวิงเวลา เพราะเราก็คุยกันอยู่ เอกสารที่มีอยู่ก็ทยอยส่งมาแล้วบางส่วน” นพ.นคร กล่าว

“นายกฯ” ชู 3 แนวทางเดินหน้าฉีด วัคซีน

เมื่อเร็ว ๆ นี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊ก ประยุทธ์ จันทร์โอชา Prayut Chan-o-cha ถึงแนวทางการเดินหน้าฉีดวัคซีนป้องกันโควิด – 19 ว่า

จากสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก ผมได้ตัดสินใจเดินหน้า 3 แนวทางเกี่ยวกับวัคซีนป้องกันโควิด – 19 ดังนี้ครับ

แนวทางแรก เราต้องเพิ่มจำนวนวัคซีนของเราให้มากกว่านี้ จากที่ปัจจุบัน เราตั้งเป้าสั่งซื้อวัคซีนที่ 100 ล้านโดส ประเทศไทยควรต้องหาวัคซีนเพิ่มอีก ให้เป็น 150 ล้านโดส หรือมากกว่านั้นให้ได้ แม้ว่าบางส่วนอาจจะส่งมอบให้เราได้ในช่วงปีหน้าก็ตาม ด้วยสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด เราไม่ควรจัดหาวัคซีนด้วยเป้าหมายที่ตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่าภูมิคุ้มกันหมู่ภายในประเทศจะเกิดขึ้น เมื่อเราฉีดให้ประชาชนได้ 50 ล้านคน เราควรต้องมี วัคซีน ให้เพียงพอสำหรับคนไทยทุกคน

ซึ่งประเทศเรามีประชากรผู้ใหญ่อยู่ประมาณ 60 ล้านคน และควรต้องมีวัคซีนเผื่อสำรองเอาไว้อีก เพราะทุกวันนี้ ทั่วโลกยังมีความไม่ชัดเจนว่า การสร้างภูมิคุ้มกันหมู่จากไวรัสตัวนี้ จะเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่ และจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ตลอดจนคำถามอื่น ๆ ที่ยังมีอยู่ เช่น หลังจากฉีดวัคซีนครบโดสแล้ว ประสิทธิภาพของวัคซีนจะคงอยู่ได้นานเท่าไหร่ และเรามีความจำเป็นต้องฉีดเข็มที่ 3 อีกหรือไม่ รวมทั้งเรื่องของการกลายพันธุ์

นอกจากนั้น ยังมีความเสี่ยงที่วัคซีนอาจจะส่งมอบล่าช้า อย่างล่าสุด หลายประเทศชั้นนำของโลก มีการคาดการณ์กันว่า ในช่วงเวลานี้ จะได้รับส่งมอบวัคซีน เป็นจำนวนที่น้อยกว่าครึ่งนึงของจำนวนที่เขาสั่งไว้

แนวทางที่สอง ผมได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานเร่งทำงานเชิงรุกมากยิ่งขึ้น เพื่อให้การเจรจาสั่งซื้อวัคซีนของเรามีความคืบหน้าที่เร็วกว่านี้ ให้มีการเจรจากับผู้ผลิตหลายรายเพิ่มขึ้นอีกเพื่อเพิ่มโอกาสในการได้วัคซีนเพิ่มขึ้น เรามีการเจรจากับผู้ผลิตวัคซีนจำนวนถึง 7 ราย และกำลังหาเจรจาเพิ่มอีก รวมถึงวัคซีนใหม่ ๆ จากผู้ผลิตรายใหม่ ๆ ด้วย

แน่นอนว่า ในขณะที่ทั้งโลกยังคงแย่งกันสั่งซื้อวัคซีนให้กับประเทศของตัวเอง ทำให้การจัดหาและสั่งซื้อวัคซีนยังเป็นเรื่องที่ยากลำบากมากอยู่ แต่เราจะต้องหาทางทำให้ได้ดีขึ้นกว่าเดิม

การตัดสินใจของผมเรื่องสุดท้าย คือ การปรับแนวทางการฉีด โดยเร่งเครื่องการฉีดวัคซีนเข็มแรก หลังการหารืออย่างเข้มข้นกับผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์และสาธารณสุข เราจะปรับมาให้ความสำคัญกับการเร่งฉีดวัคซีนเข็มแรกให้ประชาชนจำนวนมากที่สุด เท่าที่จะทำได้ เนื่องจากทางการแพทย์มีความเห็นไปในทางเดียวกันว่า หลังจากได้รับการฉีด วัคซีน แม้แค่เพียงเข็มแรก ก็สามารถช่วยลดโอกาสในการรับเชื้อ ลดความรุนแรงของอาการ และลดโอกาสในการเสียชีวิตไปได้อย่างมาก

ดังนั้น เราต้องเร่งเครื่องเดินหน้าให้เร็ว ปูพรมฉีดวัคซีนเข็มแรกให้กับประชาชนจำนวนมากที่สุด ซึ่งจะทำให้ในช่วงประมาณปลายเดือนกรกฎาคม ประเทศไทยจะมีประชากรผู้ใหญ่ จำนวนครึ่งหนึ่งของทั้งประเทศ ที่จะได้รับวัคซีนเข็มแรกและได้รับการปกป้องจากอันตรายของโควิด-19 แล้ว ในระดับที่มากพอสมควรครับ

อ่านข่าวเพิ่มเติม