ดูหนังออนไลน์
Lifestyle

กระตุกสังคมสร้างสุข สู่ ‘Good Death’

นพ.พลเดช ปิ่นประทีป

ภาคีเครือข่ายสุขภาพ 11 องค์กร จับมือกระตุกสังคมระลึกถึง “การตายดี” ​พร้อมพัฒนาระบบดูแลแบบประคับประคอง เพื่อลดความทรมาน ย้ำการถอดเครื่องพยุงชีวิตในช่วงวาระสุดท้าย คือ การทำบุญครั้งสุดท้ายให้ผู้ป่วยได้จากไปอย่างสงบ

ภายหลังเกิดอุบัติเหตุการเสียชีวิตอย่างกระทันหันของเจ้าสัววิชัย แห่งคิง เพาเวอร์ ทำให้หลายคนหันเริ่มกลับมาทบทวนและเห็นภาพชัดเจนขึ้นว่า “ความตาย” อยู่ใกล้ตัวเพียงใด  เวที สร้างสุขที่ปลายทาง ปีที่ 2ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1-2 พฤศจิกายน ที่โรงแรมเซ็นทารา บายเซ็นทารา ศูนย์ราชการและคอนเวนชั่นเซนเตอร์ แจ้งวัฒนะ  มีเครือข่ายทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคมเข้าร่วมงานหลายร้อยคน 

เป้าหมายการจัดงานครั้งนี้ เพื่อกระตุ้นเตือนสังคมให้นึกถึง “ความตาย” ทุกขณะ และลงมือทำคุณงามความดี เพื่อให้การเดินทางครั้งสุดท้ายที่ทุกคนไม่อาจหลีกเลี่ยงได้เป็นไปอย่างสงบ  ซึ่งเป็นการจับมือกันระหว่างองค์กรด้านสุขภาพ 11 แห่ง ประกอบด้วย  สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ร่วมกับ ศูนย์ธรรมศาสตร์ ธรรมรักษ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มูลนิธิเครือข่ายพุทธิกา, กลุ่ม Peaceful Death, สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.), สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)กระทรวงสาธารณสุข, สภาการพยาบาลหอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) และสมาคมบริบาลผู้ป่วยระยะท้าย และภาคีเครือข่าย  

ค่ารักษาพยาบาลวาระสุดท้ายพุ่งหลักแสนบาท

โดยในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2561  ซึ่งเป็นวันแรกของการจัดงาน  นพ.พลเดช ปิ่นประทีป เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ กล่าวเกริ่นนำในหัวข้อสร้างสุขที่ปลายทาง ภารกิจร่วมของทุกภาคส่วน โดยระบุว่า กว่า 60 ปีมาแล้วที่มีการนำเรื่องเทคโนโลยี และระบบบริการที่ดีมาใช้ในการยื้อชีวิต โดยเฉพาะในสังคมสูงวัย ที่ทำให้การใช้เงินเพื่อดูแลผู้ป่วยในระยะสุดท้ายสูงมาก

จากตัวเลขของสปสช.พบว่าค่าใช้จ่ายของการดูแลผู้ป่วยระยะท้ายในเดือนสุดท้ายของชีวิตในโรงพยาบาลประมาณ  45,000-340,000 บาทต่อคน เปรียบเทียบกับการดูแลผู้ป่วยที่บ้านอยู่ที่ประมาณ 27,000 บาท

พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550 มาตรา 12 จึงเข้ามารองรับเพื่อแก้ปัญหา โดยระบุถึง “สิทธิบุคคลในการทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพื่อการยื้อชีวิตในระยะสุดท้าย” ซึ่งมีกฎกระทรวงรองรับแล้ว หรืออาจเรียกว่า “พินัยกรรมชีวิต” ถือเป็นการปรับกระบวนทัศน์ต่อการจัดการชีวิต จัดระบบการดูแลอย่างองค์รวมทั้งร่างกาย จิตใจ สังคมและปัญญา หมายรวมถึงการบำบัดรักษา และช่วยบรรเทาความเจ็บปวดทรมาน ซึ่งเป็นคำตอบของการตายแบบมีคุณภาพชีวิต ทำให้ผู้ป่วยมีความสุข สมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ อยู่ท่ามกลางคนที่เรารัก และไม่เจ็บป่วยทุกข์ทรมานเกินไป

โดยในรอบปีที่ผ่านมา ได้มีการขยายเครือข่ายการทำงานไปยังบุคลากรของโรงพยาบาลในภูมิภาคต่างๆ พบกระแสความสนใจและตื่นตัวในเรื่องนี้อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะโรงพยาบาลขนาดใหญ่ ที่มาให้ความสำคัญกับการมีหน่วยดูแลประคับประคองมากขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาระบบบของโรงพยาบาล รวมทั้งพัฒนาความพร้อมของบุคลากร

 รับมือกับความตายอย่างมีศักดิ์ศรี

ในวันเดียวกัน ยังมีการจัดเสวนาเรื่อง การรับมือกับความตายในสังคมยุค ๔.๐ “  โดย ศ.นพ.อิศรางค์ นุชประยูร คณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ผศ.ดร.ภาวิกา ศรีรัตนบัลล์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, นายศรัณย์ ไมตรีเวช หรือ ดังตฤณ นักเขียนอิสระ และนายนที เอกวิจิตร หรือ อุ๋ย บุดด้าเบลส ศิลปินนักร้อง

ศ.นพ.ดร.อิศรางค์ นุชประยูร

ศ.นพ.ดร.อิศรางค์ กล่าวว่า การตายในยุคนี้ไม่น่ากลัวอีกต่อไป แม้จะเป็นโรคร้ายแรงอย่างมะเร็งในระยะลุกลาม เพราะมียาที่ช่วยบำบัดความปวดได้ ทำให้คนไข้อยู่กับมะเร็งอย่างสันติ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีในช่วงสุดท้ายของชีวิต แต่สิ่งสำคัญคือ เมื่อวาระนั้นมาถึงต้องมีการสื่อสารกับคนไข้ และคนในครอบครัว เพื่อให้รู้ว่าช่วงสุดท้ายของชีวิตต้องการทำอะไร และเติมเต็มชีวิตให้กันอย่างไร 

ทางที่ดีที่สุดคือผู้ป่วยต้องทำหนังสือแสดงเจตนา (Living Will) เพื่อบอกอย่างชัดเจนว่าต้องการให้ดูแลรักษาในระยะสุดท้ายอย่างไร ซึ่งแพทย์พยาบาลส่วนใหญ่เคารพการตัดสินใจของผู้ป่วย”

ขณะที่ ผศ.ดร.ภาวิกา กล่าวว่า อุปสรรคหลายประการในสังคมไทยที่ทำให้เราไม่สามารถตายอย่างสงบได้ นั่นก็คือ การถูกแทรกแซงการตัดสินใจจากญาติ ไม่เคารพการตัดสินใจของผู้ป่วย และสังคมไทยไม่มีพื้นที่แลกเปลี่ยนเรื่องความตายอย่างเพียงพอ

ส่วน นายศรัณย์ หรือ ดังตฤณ แนะนำว่า ทุกคนต้องซ้อมตายบ่อยๆ หมายถึงให้นึกนาทีสุดท้ายของชีวิตในทุกๆ วัน เพื่อให้วันนั้นมาถึงจริงๆ จะเป็นการตายอย่างสงบ นึกถึงสิ่งที่เป็นบวก ต้องใจสว่าง มีจิตผ่องใส และจะไปสู่สุขคติ

ต้องปรับความคิดว่า การถอดเครื่องพยุงชีวิตต่างๆ ในช่วงวาระสุดท้าย ให้พ่อแม่จากไปอย่างสงบ คือ การทำบุญครั้งสุดท้ายให้เขาไม่ใช่การุณยฆาต”

 

นายนที หรือ อุ๋ย บุดด้าเบลส กล่าวว่า ในระยะสุดท้ายของชีวิต ต้องเคารพความต้องการของผู้ป่วย และนึกถึงผู้ป่วยไว้เสมอว่า จริงแล้วเขาต้องการอะไร คนรอบข้างต้องปรับความคิดใหม่ ไม่ไปยุ่งกับชีวิตของผู้ป่วยมากเกินพอดี จนไปตัดสินใจแทนผู้ป่วย ทั้งที่เขาอาจไม่ต้องการแบบนั้นก็ได้

งานเสวนาครั้งนี้ทำให้หลายคนที่ได้มาสัมผัส ได้มีโอกาสทบทวน และนึกถึงความตายมากขึ้น แต่นึกถึงไม่พอ การปฏิบัติตนทุกขณะอย่างมีสติ อยู่ในศีลในธรรม จะเป็นอีกหนทางของการไปสู่การตายดี เส้นทางปรารถนาของทุกคน

SARANYA THONGTHAB