ดูหนังออนไลน์
Entertainment

เอ็ม บุษราคัม สรุปเหตุการณ์อย่างละเอียด น้องนาฬิกา แค่เสี้ยววินาทีนิ้วลูกก็ขาด

เมื่อไม่กี่วันก่อน คุณแม่ลูกสอง เอ็ม-บุษราคัม วงษ์คำเหลา ลูกสาวคนโตของตลกคนดังอย่าง หม่ำ จ๊กมก ได้ออกมาเล่าวินาทีปวดใจมากที่สุดในชีวิต เมื่อ น้องนาฬิกา ลูกสาวคนโตวัย 3 ขวบ เกิดอุบัติเหตุโต๊ะกระจกล้มใส่ขา ทำให้นิ้วโป้งเท้าน้องขาด จนต้องถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลด่วน โดยทีมแพทย์ทำการรักษาทำแผลให้น้องได้ทันเวลา ท่ามกลางแฟนคลับที่เข้ามาให้กำลังใจและแสดงความเป็นห่วง

ล่าสุด (14 ต.ค.) เอ็ม บุษราคัม ได้ออกมาโพสต์เฟซบุ๊ก Busarakum Vongkumlao ไล่เรียงลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างละเอียด หวังเป็นอุทาหรณ์ว่า ‘อย่าให้ใครได้เจอกับเรื่องราวแบบนี้เลย มันแทบขาดใจจริงๆ’

“สรุปเหตุการณ์และอาการของน้องนาฬิกา:

11 ต.ค. 2563

1.น้องไปเที่ยวเล่นบ้านคุณตา แต่รอบนี้ที่ไป เราไม่ได้อยู่โซนบ้านหลังใหญ่(ซึ่งปกติเราจะชอบอยู่ที่นี่กันเวลาไปบ้านคุณตา) รอบนี้เราเปลี่ยนบรรยากาศมานั่งเล่นที่โซนรับรองซึ่งในห้องมีโต๊ะกินข้าว โซฟา โต๊ะกระจก

2.ช่วงเวลาราวๆ เกือบบ่ายสาม ซึ่งทุกคนคือ ป่าป๊านั่งกินแตงโม หม่าม้าหันไปกินน้ำ ยายยืนอยู่ใกล้น้องนาฬิกา(น่าจะทำอะไรอยู่สักอย่าง) พี่เลี้ยงและน้องณเวฬาเล่นอยู่อีกมุม

3.น้องนาฬิกาไปค้ำโต๊ะ ทิ้งน้ำหนักลง ทำให้โต๊ะกระจกโถมลงมาเข้าหาตัวน้อง … ทุกอย่างมันคือเสี้ยววินาทีเท่านั้น

4.เสียงโต๊ะล้มดังมาก กระจกไม่ได้แตก น้องนาฬิกาไม่ร้องไห้ แต่หน้าเจื่อนๆเหมือนกลัวโดนดุ

5.หม่าม้าเห็นลูกยืนนิ่งจึงเข้าไปดูว่าโดนเท้าไหม ปรากฏว่า เห็นปลายนิ้วโป้งอยู่อีกฝั่งของด้านกระจก จึงอุ้มลูกออกมาด้วยความตกใจและได้เห็นเลือดน้อง จึงรู้แน่ชัดว่า ส่วนปลายนิ้วโป้งขาด (ไม่ใช่เนื้อหลุดค่ะ ขาดออกเป็น2ท่อน)

6.อุ้มลูกมาด้วยความช็อค ลูกไม่ร้องไห้เลยสักนิด แต่ด้วยความตกใจของยายที่ตะโกนร้องกรี้ดด้วยความเสียใจ จึงทำให้น้องนาฬิกาตกใจและร้องไห้ออกมา หม่าม้าเอามือกุมปิดแผลน้องไว้ด้วยความช็อคและตกใจมาก ป่าป๊ามาขอดูแผลบอกให้เปิดมือ แต่ก็เปิดไม่ได้ มือมันสั่นนิ้วล็อคไปหมด จนป่าป๊าต้องมาแกะมือเพื่อดูแผล

7.ยายตะโกนให้คนเอาน้ำแข็งมาให้เพื่อแช่นิ้ว และยายเป็นคนหยิบนิ้วหลานแช่ใส่ถุงเอง

8.รีบเคลื่อนย้ายน้องให้ไวที่สุด พยายามประสานกับอาสา แต่ไม่มีใครอยู่ใกล้เลย เราจึงต้องขับรถไปพร้อมเปิดไฟฉุกเฉิน เปิดไฟสูงไล่ตลอดทาง บีบแตรตลอด

9.ลูกไม่ร้องไห้เลยสักนิด และเพลียหลับไป หม่าม้าได้แต่กอดลูกร้องไห้พร้อมกับร้องเพลงให้ลูกฟังด้วย

10.ถึงห้องฉุกเฉินปุ๊บ รีบอุ้มลูกลงพร้อมกับเอาถุงน้ำแข็งที่แช่นิ้วลงไปด้วย

11.พยาบาลมารุมสอบประวัติพร้อมทำแผลห้ามเลือดเบื้องต้น …. ลูกไม่ร้องไห้เลย

12.รออย่างใจจดใจจ่อว่าจะทำอย่างไรกันต่อ เพราะรอต่อไปไม่ไหวแล้ว สงสารลูก แล้วก็มีพยาบาลเข้ามาปฐมพยาบาลเพื่อดูแผลว่า รุนแรงขั้นไหน

13.หมอเวรลงมาคุยคร่าวๆ พร้อมกับแจ้งว่า ต้องให้หมอกระดูกผู้เชี่ยวชาญมาดู

14.อาจารย์หมอเจ้าของไข้ (หมอกระดูก) เข้ามาดู และบอกว่าต้องเอกซเรย์เพื่อดูให้แน่ชัดว่าโดนลึกไปถึงกระดูกหรือไม่

15.ผลออกมาว่า โดนกระดูกฉิวเฉียดเพียงเล็กน้อย

16.อาจารย์หมอแจ้งว่า ส่วนที่ขาดออกไปจะนำมาต่อใหม่ เพราะเด็กมีโอกาสสูงที่ทุกอย่างจะกลับมาเป็นปกติได้ และในความโชคร้ายยังมีเรื่องดีที่แช่นิ้วมาให้ อีกเรื่องคือ ด้วยความที่ยังเด็ก แคลเซียมยังไม่ได้ฟอร์มกระดูกตรงส่วนนั้นเพราะถ้าตรงนั้นเป็นกระดูกที่เจริญเติบโตเต็มที่แล้ว คงจะซับซ้อนกว่านี้

17.น้องนาฬิกายังเด็กมากไม่สามารถฉีดยาชาแล้วเย็บได้ ต้องดมยา/ให้ยาสลบ ก่อนผ่าตัด แต่น้องเพิ่งกินมาล่าสุดคือบ่ายสามนั่นคือเวลาตอนเกิดเหตุ ทำให้การวางยาสลบเป็นไปได้ยากเพราะต้องทิ้งช่วง 6 ชั่วโมง จึงจะปลอดภัย

18.วิสัญญีแพทย์มาอธิบายเรื่องการวางยาสลบ และให้เราชั่งน้ำหนักดูว่าจะเอายังไง เพราะหากวางยาตอน 6โมงเย็น(ห่างจากการกินครั้งสุดท้ายแค่ 3 ชั่วโมง) อาจจะทำให้น้องสำลักอาหารลงปอดได้ แต่ถ้าหากรอครบ 6 ชั่วโมง แผลน้องก็จะเสี่ยงติดเชื้อ ซึ่งทำใจลำบากมากเพราะว่าเสี่ยงทั้งคู่

19.เราตัดสินใจไม่รอ วางยา เพื่อเข้ารับการผ่าตัดเลย

20.ทีมแพทย์ใช้เวลาในการผ่าตัด หนึ่งชั่วโมงครึ่งและน้องก็ออกมาห้องพักฟื้น

**คุณหมออธิบายว่า น้องยังเด็กมากและร่างกายยังเจริญเติบโตได้ไม่เต็มที่ การผ่าตัดเย็บนิ้วกลับเข้าไปและสามารถกลับมาใช้งานได้เหมือนเดิมจึงมีโอกาสค่อนข้างสูง คุณหมอเย็บแผลให้น้องได้สวยมาก และเย็บเล็บกลับให้น้องด้วย ถ้าการผ่าตัดครั้งนี้เป็นไปได้ด้วยดี เลือดที่นิ้วส่วนต้นไปเลี้ยงส่วนปลาย(ส่วนที่นำมาเย็บต่อ)ได้ดี ทุกอย่างก็จะเป็นปกติ อาจจะต้องรอมาเช็คอีกครั้งตอนโตว่าน้องจะรู้สึกหรือขยับได้ไหม แต่ถ้าหากเลือดไม่ไปเลี้ยงและเนื้อส่วนนั้นตาย ก็ต้องเข้ารับการผ่าตัดรอบที่สองเพื่อเอาเนื้อส่วนอื่นมาแปะ**


………….……………………………………..
12 ต.ค. 2563

วันนี้จะเป็นวันแรกที่น้องจะเริ่มปวดแผล หรือหากติดเชื้อก็จะเป็นไข้

**วันนี้ช่วงเช้าตาหม่ำมีบวงสรวงและนักข่าวไปรุมถามจี้ใจดำ จึงตอบไปว่า เนื้อหลุด ไม่ใช่ นิ้วขาด จากเหตุการณ์นี้ตาหม่ำและยายมดโทษตัวเองกันหนักมากว่าเป็นความผิดของเค้าที่ชวนหลานมานั่งเล่นโซนนี้ ตาหม่ำไม่อยากให้สิ่งที่เกิดขึ้นมันเป็นเรื่องจริงและกลัวหลานเสียโฉมมาก จึงพยายามพูดบอกปัดให้สถานการณ์ดูซอล์ฟลงด้วยจิตใต้สำนึกลึกๆที่ไม่สามารถยอมรับความจริงได้**

1.ตั้งแต่ตื่นมาน้องไม่บ่นปวดแผลเลย

2.มีอาการร่าเริงแจ่มใสปกติ

3.ไม่มีไข้ ไม่มีสัญญาณที่ไม่ดีเลย

4.ช่วงค่ำอาจารย์หมอเจ้าของไข้มาเยี่ยมน้องนาฬิกา พร้อมกับชมว่าน้องเก่งมาก ไม่ร้องไห้เลย

5.คุณหมอถามน้องว่า ปวดแผลไหม น้องตอบว่า ไม่ปวดเพราะเพิ่งกินยาไปค่ะ😅

6.คุณหมอแจ้งว่าพรุ่งนี้จะมีการเปิดเพื่อดูแผลและประเมินว่าสามารถกลับบ้านได้วันไหน หากแผลสวย ไม่มีการติดเชื้อใดใดก็สามารถกลับได้ในวันพรุ่งนี้

7.ตอนเปิดแผล ตรงบริเวณส่วนที่ถูกเย็บต่อเข้าไป เนื้ออาจจะมีสีคล้ำได้ไม่ต้องตกใจ เมื่อทุกอย่างผ่านไปก็ต้องมารอดูว่าเลือดจะไปเลี้ยงที่นิ้วไหม


………….……………………………………..
13 ต.ค. 2563

1.ช่วงเวลา 9 โมงเช้า พาน้องลงไปเปิดแผล

2.แผลของน้องสวย ไม่มีการติดเชื้อ น้องก็ไม่เป็นไข้ ไม่บ่นปวด

3.บริเวณเนื้อส่วนที่คุณหมอแจ้งไว้ว่าอาจจะมีสีคล้ำ ก็ไม่ได้ดูคล้ำอย่างที่คิด มีความชมพู มีสัญญาณของเลือดวิ่งไปหล่อเลี้ยง (ดีใจมากเลย)

4.รอน้องให้ยาฆ่าเชื้อจนครบ 8 โดส แล้วเราก็กลับมาบ้านกันเพราะน่าจะเรียกขวัญและกำลังใจให้น้องได้ดีกว่าอยู่ รพ.

**เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้น ไม่ได้เกิดจากความซนของน้องนาฬิกาเลย เพราะน้องเป็นเด็กที่ไม่ค่อยซนเลย แต่มันเป็นอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นภายในเสี้ยววินาทีเดียวเท่านั้น

**ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ขึ้น น้องแทบไม่ร้องไห้เลยทั้งๆที่แผลใหญ่มาก น้องคิดแค่ว่า น้องต้องแปะพลาสเตอร์ที่แผลเท่านั้น

**ตอนพยาบาลมาล้างแผลน้องยังร้องไห้ไม่หนักเท่าตอนเจาะน้ำเกลือ และตอนพี่พยาบาลพาสระผมเลย

**ยอมรับว่าแอบโทษตัวเองหนักมาก มันเป็นความรู้สึกผิดลึกๆที่พยายามสะบัดเท่าไหร่ก็ไม่ออก

**หม่าม้ามีภาพติดตา ภาพจำ ภาพหลอน แวบเข้ามาในหัวเวลาหลับตา เหมือนสภาพจิตใจลึกๆ แล้วมันหลอนกับทุกอย่าง ไม่ว่าจะสถานที่ เสื้อผ้า ของเล่นที่ลูกเล่นในวันเกิดเหตุ ให้เอาไปทิ้งให้หมด ไม่อยากเห็น มันรู้สึกเจ็บและหายใจไม่ทั่วท้อง

**สิ่งที่ดีที่สุดตอนนี้คือ หม่าม้าต้องฟื้นฟูสภาพจิตใจของตัวเองและกลับมาจิตแข็งแรงและยิ้มให้กับลูก เพราะลูกยิ้มให้ดูตลอดทั้งๆที่เจ็บขนาดนี้

ตอนนี้น้องอยู่ที่บ้านของเราแล้ว น้องร่าเริงแจ่มใสเป็นคนเก่งและคนแกร่งกว่าผู้ใหญ่อย่างเราซะอีก

ขอบคุณทุกคนมากๆ ที่เป็นห่วงและส่งกำลังใจมาให้น้องอย่างล้นหลาม และขอให้เหตุการณ์ของบ้านเราในครั้งนี้เป็นอุทาหรณ์ให้คุณพ่อคุณแม่ทุกท่าน อย่าให้ใครได้เจอกับเรื่องราวแบบนี้เลย มันแทบขาดใจจริงๆ

จากเหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้หม่าม้าเห็นความสำคัญในจุดอื่นๆ อีก

-อย่าปล่อยให้น้ำมันใกล้หมดแล้วจึงค่อยเติม เมื่อเวลาฉุกเฉิน น้ำมันอาจจะไม่พอกับเวลาที่มีอยู่

-จงซื้อประกันอุบัติเหตุไว้ให้ลูกด้วย เสียมากเสียน้อยซื้อไว้เถอะ ต่อให้เสียมากแลกกับลูกไม่เป็นอะไรเลยก็ยอมเสีย

-สติคือสิ่งที่สำคัญมากในสถานการณ์ที่คับขันแบบนี้ ยอมรับว่าตัวเองก็สติหลุดเหมือนกันเพราะมันช็อคมาก

-โต๊ะ เฟอร์นิเจอร์ทั้งหลายที่ไม่ปลอดภัยกับเด็กเล็ก เปลี่ยนได้ก็เปลี่ยน ซื้อใหม่ได้จงซื้อ ของพวกนี้ซื้อใหม่ได้ แต่เราซื้อลูกใหม่ไม่ได้”

อ่านข่าวเพิ่มเติม

Add Friend Follow
The Bangkok Insight Editorial Team