Business

7 หุ้นใหญ่ราคาต่ำบุ๊คแวลูช่วง ก.ย.

การที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยผันผวนแรง และการลงทุนเริ่มมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นในช่วงนี้ ดังนั้นการเลือกลงทุนหุ้นขนาดใหญ่ที่มีปัจจัยพื้นฐานที่ดี และมีสภาพคล่องก็น่าจะเป็นทางเลือกของการลงทุนในตอนนี้ โดยเฉพาะหุ้นใหญ่ที่มีราคาต่ำกว่ามูลค่าตามบัญชี หรือ บุ๊คแวลู

จากการสำรวจข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พบว่า หุ้นที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด(มาร์เก็ตแคป) 100 อันดับแรกในเดือนกันยายน 2561 พบว่ามีหุ้นที่มีราคาซื้อขายต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี (PBV) 1 เท่า มีจำนวน 7 บริษัท ประกอบด้วย หุ้นแบงก์กรุงเทพ(BBL) มีPBV อยู่ที่ 0.96 เท่า ขณะที่ค่าพีอีเรโช 11.06 เท่าหุ้นแบงก์กรุงไทย (KTB) มีPBVอยู่ที่ 0.93 เท่า มีค่าพีอีเรโช 10.72 เท่า หุ้นทุนธนชาต(TCAP) มีPBVอยู่ที่ 0.95 เท่า มีค่าพีอีเรโช 7.93 เท่า

หุ้นทีพีไอโพลีน(TPIPL) มี PBV อยู่ที่ 0.83 เท่า ไม่มีค่าพีอีเรโช เพราะผลประกอบการยังขาดทุน หุ้นบางกอกแลนด์ ( BLAND) มีค่าPBV อยู่ที่ 0.68 เท่า ขณะที่ มีค่าพีอีเรโชอยู่ที่ 25.91เท่า หุ้นการบินไทย(THAI) มีPBVอยู่ที่ 0.93 เท่า ยังมีภาระขาดทุน และหุ้นการบินกรุงเทพ (BA) มีค่าPBVอยู่ที่ 0.84 เท่า และค่าพีอีเรโชอยู่ที่ 18.89 เท่า

 สมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการและกรรมการผู้อำนวยการ สมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน ให้ความเห็นว่า การลงทุนในช่วงที่ตลาดหุ้นไทยจากนี้ไปจะมีความผันผวนต่อเนื่อง เพราะได้รับผลกระทบจากความไม่แน่นอนของผลกระทบในส่วนสงครามการค้าต่างประเทศ ซึ่งกลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้แนะนำให้ลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ที่อ้างอิงการเติบโตจากปัจจัยภายในประเทศเป็นหลัก

“สำหรับหุ้นที่มีค่าPBV ต่ำนั้น สามารถเลือกลงทุนได้แต่ควรจะพิจารณาพีอีโรโช และแนวโน้มผลการดำเนินงาน สภาพคล่องการซื้อขาย ประกอบการตัดสินใจด้วย ถึงแม้จะเป็นบริษัทใหญ่แต่บางบริษัทก็มีปัจจัยที่น่ากังวลเฉพาะตัว ซึ่งเป็นเรื่องของธุรกิจ จึงควรพิจารณารายละเอียดให้ดีก่อนตัดสินใจเข้าลงทุน”

สอดคล้องกับบล.เอเซียพลัส ประเมินว่าดัชนีหุ้นไทย ยังผันผวนต่ำกว่า 1700 จุด เน้น Domestic Play เนื่องจากตลาดการเงินโลกยังคงผันผวนจากแรงกดดันจากสงครามการค้าที่ขยายวงกว้าง และรุนแรงมากขึ้น รวมถึงการอ่อนค่าของสกุลเงินในตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) โดยเฉพาะประเทศที่มีสถานะการเงินอ่อนแอทั้งขาดดุลและดุลบัญชีเดินสะพัดมาตั้งแต่อดีต  และ มีหนี้ต่างประเทศอยู่ในระดับสูง อาจแผ่ขยายเป็นวงกว้างจนกระทบมาถึงเศรษฐกิจเอเซียรวมถึงไทย และยังส่งผลกดดัน Fund Flow ไหลออกต่อเนื่อง

ด้วยเหตุนี้จึงยังประเมินว่า แนวโน้มของดัชนีหุ้นไทย นับจากนี้มีโอกาสปรับลงมากกว่าขึ้น ผนวกกับหลังจากการประชุมนักวิเคราะห์ พบว่าได้มีการปรับลดประมาณการกำไรหุ้นรายตัวในบางกลุ่มฯ โดยส่วนใหญ่เป็นการปรับรายการพิเศษ ที่มีมูลค่ารวมกันกว่า 1.75 หมื่นล้านบาท เกือบทั้งหมดอยู่ในกลุ่ม ICT ส่วนการปรับอันเนื่องมาจากการดำเนินงานปกติมีสาเหตุหลายประการ เช่น กำไรสุทธิ ครึ่งปีแรกออกมาต่ำกว่าคาด, ต้นทุนทางการเงินมีโอกาสเพิ่มขึ้น หรือแนวโน้มการทำกำไรในงวดครึ่งปีหลังชะลอตัวจากที่คาดไว้ แต่ยอดรวมที่ปรับลดมีมูลค่าน้อยกว่ารายการพิเศษเบื้องต้นคาดกำไรตลาดฯ ปี 2561 ลดลงจากประมาณการเดิม 2.6 หมื่นล้านบาท หรือ 2.4% ทั้งนี้ ภายใต้ประมาณการกำไรสุทธิต่อหุ้น ( EPS) เดิมที่ 110.78 บาท ภาพรวมทำให้ดัชนีเป้าหมายปี 2561 อยู่ที่ 1662 จุด กลยุทธ์การลงทุน จึงยังเน้นที่เกี่ยวข้องกับการอุปโภคและบริโภคในประเทศ( Domestic Play) ดังนี้

หุ้นที่เกี่ยวข้องกับการอุปโภคบริโภคในประเทศ เช่น หุ้นROBINS, BJC, ADVANC หุ้นวัสดุก่อสร้างเช่น หุ้นSCC, SCCC, DCC หุ้นสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน เช่นหุ้นEASTW, TTW,  RATCH, BGRIM และหุ้นที่ได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยขาขึ้น เช่น หุ้นBBL,  TCAP รวมถึงหุ้นที่มีเงินสดสุทธิ เช่นหุ้นVGI, MACO, PLANB และหุ้นที่ได้ประโยชน์จากเงินบาทอ่อนค่า  และ ราคาหุ้นยังต่ำ เช่น หุ้นTU, CPF, HANA

นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.บัวหลวง ประเมินว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยจะผันผวนต่อ (อาจจะตลอดเดือน ก.ย.-ต.ค.) และ การลงแรงทุกครั้ง จะเป็นโอกาสในการเลือกซื้อหุ้น เชื่อว่าแรงขายปรับพอร์ตของต่างชาติตามฤดูกาล จะทำให้หุ้นบูลชิพใหญ่ลดความน่าสนใจลง และนักลงทุนในประเทศ (สถาบัน, รายย่อย) จะหันมาโฟกัสหุ้น ขนาดกลาง-เล็ก เป็นทางเลือกเพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดีกว่าตลาด

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Add Friend Follow
The Bangkok Insight Editorial Team
ทีมบรรณาธิการข่าว The Bangkok Insight