Environmental Sustainability

เปิดเส้นทาง ‘แม่น้ำสงครามตอนล่าง’ ขึ้นแท่น ‘แรมซาร์ไซต์’ แห่งที่ 15 ไทย

ไทยเข้าร่วมเป็น ภาคีอนุสัญญาว่าด้วยพื้นที่ชุ่มน้ำ หรือ อนุสัญญาแรมซาร์ (Ramsar Convention) ในลำดับที่ 110 เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2541  ซึ่งเป็นการแสดงเจตนารมณ์ของประเทศ ที่ต้องการอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำ โดยการสนับสนุนให้มีการใช้ประโยชน์พื้นที่ชุ่มน้ำอย่างชาญฉลาด มีสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะหน่วยประสานงานกลางระดับชาติของอนุสัญญาฯ

ปัจจุบันอนุสัญญาฯ ดังกล่าวมีประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก เข้าร่วมเป็นภาคีรวม 171 ประเทศ ซึ่งข้อตกลงหลัก ๆ ของประเทศที่เข้าร่วมในภาคีอนุสัญญาแรมซาร์ คือ ภาคีจะต้องคัดเลือกพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญ เพื่อบรรจุในทะเบียนพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศ (แรมซาร์ไซต์) และส่งเสริมการอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำ รวมทั้ง ต้องกำหนดและวางแผนการดำเนินการใช้ประโยชน์พื้นที่ชุ่มน้ำอย่างชาญฉลาด และขอความร่วมมือให้ภาคีต่าง ๆ ร่วมจัดกิจกรรมเพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และสร้างความตระหนักในคุณค่าและความสำคัญของพื้นที่ชุ่มน้ำ

พื้นที่ชุ่มน้ำแม่น้ำสงครามตอนล่าง จังหวัดนครพนม มีระบบนิเวศที่มีความสำคัญและเป็นเอกลักษณ์ที่มีความหายาก ได้แก่ ป่าบุ่งป่าทามผืนใหญ่ มีความสำคัญในเชิงความหลากหลายทางชีวภาพของชนิดพันธุ์พืชและสัตว์ในระบบนิเวศ เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของพันธุ์ปลาน้ำจืด เป็นแหล่งประมงพื้นบ้านที่มีความสำคัญต่อความมั่นคง
ทางอาหารของคนในพื้นที่ ตลอดจนเป็นแหล่งอพยพเพื่อผสมพันธุ์วางไข่ของพันธุ์ปลาจากแม่น้ำโขงในช่วงฤดูน้ำหลาก

ในพื้นที่นี้ พบความหลากหลายของพันธุ์ปลาอย่างน้อย  124 ชนิด พันธุ์พืช 208 ชนิด รวมทั้ง มีความสำคัญในเชิงวัฒนธรรมและเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ จังหวัดนครพนม ได้ดำเนินการขับเคลื่อนงานด้านการอนุรักษ์แม่น้ำสงครามตอนล่างในด้านต่าง ๆ อย่างเป็นรูปธรรม ตั้งแต่ปี  2557 โดยได้ดำเนินงานโครงการด้านการอนุรักษ์แหล่งน้ำร่วมกับ องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล สำนักงานประเทศไทย (WWF Thailand) ซึ่งได้รับงบประมาณสนับสนุนจากธนาคาร HSBC ประเทศไทย

พื้นที่ชุ่มน้ำแม่น้ำสงครามตอนล่าง จังหวัดนครพนม ที่เสนอขึ้นทะเบียนเป็นแรมซาร์ไซต์ มีขอบเขตเริ่มตั้งแต่ ปากน้ำบ้านไชยบุรี ตำบลไชยบุรี อำเภอท่าอุเทน ไปจนถึง บ้านปากยาม ตำบลสามผง อำเภอศรีสงคราม ความยาวทั้งสิ้น 92 กิโลเมตร

การกำหนดพื้นที่เสนอแรมซาร์ไซต์ ยึดหลักการสำคัญ คือ ครอบคลุมเฉพาะส่วนที่เป็นตัวแม่น้ำสงครามตอนล่าง และพื้นที่ป่าบุ่งป่าทามที่ติดกับสองฝั่งแม่น้ำ และพื้นที่ป่าสาธารณะ หรือป่าบุ่งป่าทามที่ผู้นำชุมชนและคณะกรรมการหมู่บ้านเห็นชอบ และไม่มีพื้นที่ทับซ้อนกับพื้นที่เอกสารสิทธิ์ของราษฎร รวมทั้งพื้นที่การปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) พื้นที่สาธารณะตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (นสล.) รวมพื้นที่ที่เสนอเป็นแรมซาร์ไซต์ทั้งหมด 34,381 ไร่

ป่าบุ่งป่าทาม แม่น้ำสงคราม

สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประสานสำนักเลขาธิการอนุสัญญาว่าด้วยพื้นที่ชุ่มน้ำ เพื่อขอขึ้นทะเบียนพื้นที่ชุ่มน้ำ เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2562 และสำนักงานนโยบายฯ ได้รับแจ้งจากสำนักเลขาธิการอนุสัญญาว่าด้วยพื้นที่ชุ่มน้ำอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2563 ว่าได้ดำเนินการ
ขึ้นทะเบียนแม่น้ำสงครามตอนล่างเป็นแรมซาร์ไซต์ อย่างเป็นทางการแล้ว โดยมีผลวันที่ 15 พฤษภาคม 2562 ทำให้พื้นที่ชุ่มน้ำแม่น้ำสงครามตอนล่าง เป็นแรมซาร์ไซต์ ลำดับที่ 2,420 ของโลก และเป็นลำดับที่ 15 ของไทย

การขึ้นทะเบียนแรมซาร์ไซต์ ถือเป็นการสร้างชื่อเสียงและความภาคภูมิใจให้กับชุมชนในท้องถิ่น และประเทศไทย ที่มีพื้นที่ชุ่มน้ำซึ่งมีความสำคัญ ได้รับการขึ้นทะเบียนบรรจุไว้ในทำเนียบแรมซาร์ไซต์ ให้เป็นที่รู้จักกันทั่วโลก ซึ่งเป็นการเพิ่ม ศักยภาพการเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศระดับโลก เปิดโอกาสให้มีการทำข้อตกลงในการอนุรักษ์ และใช้ประโยชน์พื้นที่ชุ่มน้ำอย่างยั่งยืนของผู้ที่เกี่ยวข้อง ป้องกันความขัดแย้งในการใช้ประโยชน์จากการใช้ทรัพยากร

นอกจากนี้ ยังเป็นการเปิดโอกาสให้มี การศึกษาคุณค่า ความสำคัญของพื้นที่ชุ่มน้ำ ทำให้มีการจัดการดูแลอย่างเป็นรูปธรรม ไม่มีข้อห้ามในการใช้ประโยชน์พื้นที่ แต่ต้องคำนึงถึงหลักการสากล คือ การใช้ประโยชน์อย่างชาญฉลาด เพื่อให้มีพื้นที่ชุ่มน้ำและทรัพยากรธรรมชาติใช้ประโยชน์ได้ตลอดไป

การใช้ประโยชน์และการดำเนินกิจกรรมใด ๆ ในพื้นที่ชุ่มน้ำ เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบที่กำกับดูแลที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน

ที่มา : สำนักงานนโยบาย และแผนทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม

Add Friend Follow
The Bangkok Insight Editorial Team