COLUMNISTS

ออมเงินผ่านอสังหาฯ แก้ปม ‘ของมันต้องมี’ วิถีก่อหนี้เร็วของคนรุ่นใหม่

สุวรรณี มหณรงค์ชัย
รองกรรมการผู้จัดการสายงานพัฒนากลยุทธ์และบริหารสินทรัพย์ บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านบริหารและจัดการอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร
923

วลี “ของมันต้องมี” กลายเป็นทัศนคติที่เป็นกับดักหนี้ของคนรุ่นใหม่ ที่หลายภาคส่วนได้ออกมาเตือนกันอย่างจริงจัง ปัจจัยสนับสนุนให้เกิดค่านิยม กินหรู อยู่ดี แต่หนี้ท่วมนั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสังคมออนไลน์ที่นิยมอวดไลฟ์สไตล์ความเป็นอยู่หรูหรา ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีเอ็มบี ได้เผยผลการศึกษาพฤติกรรมการเงินจากข้อมูลโซเชียลมีเดียของคน GEN Y พบว่าส่วนใหญ่มีความฝันสร้างอนาคตที่ดีและมั่นคง อยากมีบ้าน รถ และเงินออม แต่ความเป็นจริงยังติดกับดักค่าใช้จ่าย “ของมันต้องมี” ทำให้ในแต่ละปีกลุ่ม GEN Y ต้องเสียเงินรวมกันสูงถึง 1.37 ล้านล้านบาท คิดเป็น 13% ของ GDP ซึ่งเทียบได้กับมูลค่าลงทุนใน EEC ในระยะ 5 ปี หรือ 8 เท่าของมูลค่าโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน

ขณะเดียวกันธนาคารแห่งประเทศไทยก็ได้เปิดเผยตัวเลขคน GEN Y ที่เป็นกลุ่มอายุ 23-38 ปี พบว่ามีการกู้ 7.2 ล้านคน หรือคิดเป็น 50% ของ GEN Y ทั้งหมด โดยมีภาระหนี้อยู่ที่ 4.23 แสนบาทต่อคน ที่น่าสนใจคือ 20% ของ GEN Y ที่ทำการกู้ หรือ 1.4 ล้านคน เป็นหนี้ผิดนัดชำระ คิดเป็น 7.1% ของสินเชื่อทั้งหมดที่มีการผิดนัดชำระ ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่น่าเป็นห่วงของฐานะเงินออมของคน GEN Y เพราะยิ่งใช้เงินไปกับของมันต้องมีมากเท่าไหร่ก็ยิ่งห่างไกลกับเป้าหมายที่ต้องการมีทรัพย์สินเป็นของตัวเอง ดังนั้นหนทางที่จะหลุดพ้นจากกับดักดังกล่าว นั่นคือต้องเปลี่ยนพฤติกรรมจากการซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยมาเป็นการเก็บออม ซึ่งการออมนั้นแม้ว่าปัจจุบันจะเป็นช่วงดอกเบี้ยต่ำอาจไม่เกิดความจูงใจให้คนรุ่นใหม่หันมาการออม แต่ทางเลือกในการออมเงินนั้นก็ไม่ได้มีเพียงการฝากเงินหรือการซื้อพันธบัตรเพื่อรับผลตอบแทนในรูปของดอกเบี้ยเท่านั้น แต่ยังมีรูปแบบของการลงทุนในหุ้นปัจจัยพื้นฐานเพื่อรับผลตอบแทนในรูปของเงินปันผล อย่างถ้าเป็นการลงทุนในหุ้นอสังหาริมทรัพย์ เช่น การลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์ (Property Fund) กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (Real Estate Investment Trust: REIT) รวมไปถึงการออมเงินผ่านการซื้อที่อยู่อาศัยซึ่งก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งวิธีที่น่าสนใจ เพราะเป็นสินทรัพย์ที่มีการเพิ่มขึ้นของมูลค่า สามารถให้ผลตอบแทนได้ในระยะยาว มีหลากหลายประเภทและหลากหลายราคาให้เลือกที่เหมาะกับกำลังของแต่ละคน และคอนโดมิเนียมบางแห่งค่างวดในการผ่อนนั้นเทียบแล้วยังถูกกว่าราคากระเป๋าแบรนด์เนมที่เป็นหนึ่งในลิสต์ของของมันต้องมีอีกด้วย

สำหรับสิ่งที่หลายคนกังวลว่าจะเป็นอุปสรรค์ในการออมผ่านการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากปัจจุบันราคาที่อยู่อาศัยล้วนเป็นตัวเลข 7 หลัก ซึ่งฟังดูแล้วน่าถอดใจสำหรับคนมีเงินออมน้อยหรือไม่มีเงินออมเลย แต่หากศึกษาให้ละเอียดจะพบว่ามีทางเลือกสำหรับคนที่มีต้นทุนไม่มากอยู่หลายทาง เช่น การเลือกซื้อที่อยู่อาศัยมือสอง ที่บางแห่งอาจจะมีราคาต่ำกว่า 7 หลัก นอกจากนี้ การเลือกซื้อในทำเลที่ขยับออกมาจากใจกลางเมืองก็มีราคาที่เอื้อมถึงได้ง่ายขึ้น โดยคอนโดมิเนียมมือหนึ่งราคาหนึ่งล้านต้นๆ ยังมีให้เห็นตามแนวรถไฟฟ้าแถบชานเมือง ซึ่งปัจจุบันรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายก็ได้เพิ่มสถานีให้บริการมากขึ้นอย่างต่อเนื่องจึงทำให้การคมนาคมสะดวก สามารถเดินทางเชื่อมต่อเข้าสู่ใจกลางเมืองได้ง่าย เอื้อต่อการอยู่อาศัยในคอนโดมิเนียมชานเมืองมากขึ้น

นอกจากนี้ เรายังสามารถผ่อนดาวน์กับโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างได้ โดยการผ่อนดาวน์นั้นค่างวดในการผ่อนต่อเดือนหากเป็นโครงการที่ราคาไม่สูงมากจะอยู่ที่หลักพันบาท ยกเว้นบางเดือนที่เป็นงวดบอลลูนที่จะจ่ายมากกว่าปกติ หรือหากเลือกโครงการที่สร้างเสร็จแล้วและพร้อมอยู่ (Ready to move-in) ก็สามารถทำเรื่องกู้กับสถาบันการเงินได้เลยโดยไม่ต้องมีในส่วนของเงินดาวน์ ดังนั้นหากเปรียบเทียบระหว่างค่าผ่อนที่อยู่อาศัยในหลักพันกับของมันต้องมีที่บางชิ้นสูงถึงหลักหมื่นหรือหลักแสน แต่เมื่อได้มาครอบครองแล้วมูลค่าของที่อยู่อาศัยส่วนใหญ่จะเพิ่มขึ้น ส่วนของมันต้องมีนั้นหากไม่ใช่ rare item ส่วนใหญ่ก็จะราคาตกไปค่อนข้างมาก การซื้อที่อยู่อาศัยจึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจในการออมเงินอีกวิธีหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม ซึ่งที่ผ่านมาจากโครงการคอนโดมิเนียมที่พลัสฯ บริหารนั้น พบว่าบางโครงการราคาปัจจุบันเพิ่มขึ้นจากวันเปิดโครงการหลายเท่าตัว ซึ่งนอกจากเราจะได้รับส่วนต่างราคาที่เพิ่มขึ้นในอนาคตแล้ว ระหว่างทางยังสามารถนำอสังหาริมทรัพย์ที่ลงทุนไว้ปล่อยเช่าเพื่อสร้างรายได้อย่างสม่ำเสมออีกด้วย

Add Friend Follow