COLUMNISTS

ประกันรายได้ รอยยิ้มเกษตรกร ความสุขใจของคนทำงานเพื่อประชาชน

ดร.พิมพ์รพี พันธ์ุวิชาติกุล
8517

หลังรัฐบาลเดินหน้าโครงการประกันรายได้แบบเต็มสูบไม่มีติดเบรคเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร โดยในส่วนของปาล์มน้ำมันมีการโอนเงินงวดแรกให้ชาวสวนปาล์มเมื่อวันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนไว้กับกรมส่งเสริมการเกษตร ครัวเรือนละไม่เกิน 25 ไร่ ในราคาเป้าหมายของผลปาล์มทะลาย อัตราน้ำมัน 18 % ที่กิโลกรัมละ 4 บาท ซึ่งเป็นการโอนเงินส่วนต่างของราคาตลาดเข้าบัญชีเกษตรกรโดยตรง

งวดต่อไปที่จะจ่ายวันที่ 15 พฤศจิกายนนี้ คือถัดจากงวดแรกมา 45 วัน สำหรับเกษตรกรที่ลงทะเบียนเพิ่มก่อน 26 ตุลาคม ที่ผ่านมา คือจะได้รับทั้งสิ้น 8 งวด เป็นเวลา 1ปีคือ คำนวณประกันรายได้กับราคาปาล์มใหม่ และจ่ายทุก 45 วัน

แม้เราจะได้ช่วยเหลือเกษตรกรตามนโยบายที่สัญญาไว้กับประชาชนอย่างเร่งด่วนแล้ว แต่การเดินหน้าโครงการนี้ไม่ได้จบแค่การโอนเงินส่วนต่าง เพราะการประกันรายได้เป็นความท้าทายของทีมงานรัฐบาลในการบริหารจัดการเงินว่า หากรัฐบาลสามารถจัดการราคาสินค้าได้ดีเพียงใด ความสำเร็จสูงสุดของการประกันรายได้คือต้องทำคู่ขนานไปกับการดึงราคาที่ตกต่ำให้ขยับสูงขึ้นด้วย เพราะจะทำให้งบประมาณในโครงการประกันรายได้ลดลงตามไปด้วย

เราคาดหวังว่าเราจะสามารถใช้หลายมาตรการเพื่อยกระดับราคาสินค้าทุกตัวให้พ้นราคาประกันรายได้ให้เร็วที่สุด โดยขั้นแรกที่พรรคประชาธิปัตย์ทำคือเรื่องปาล์มน้ำมัน เพราะเป็นพืชที่ต้องมีรายได้ทั้งปี ไม่มีฤดูกาล

มาตรการที่ต้องทำเสริมเข้าไปด้วยคือ การนำปาล์มน้ำมันไปผลิตไฟฟ้าที่โรงไฟฟ้าจังหวัดกระบี่ เพื่อลดปริมาณปาล์มน้ำมันที่ล้นสะสมอยู่ในระบบต่อเนื่องกว่าสี่ปี แต่หากในอนาคตมาตรการอิ่นสามารถสร้างสมดุลยภาพในระบบได้ โรงไฟฟ้าจังหวัดกระบี่ก็ไม่จำเป็นต้องทำ

แต่ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ราคาปาล์มน้ำมันยังไม่ขยับขึ้น แม้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จะรับซื้อบ้าง แต่ราคาขยับขึ้นน้อยมาก เป็นเพราะกลไกการทำงานอย่างกระท่อนกระแท่นผิดฝาปิดตัว อยู่ตลอดเวลา เปิดช่องว่างการเก็งกำไรล่วงหน้าของพ่อค้าคนกลางได้มาก

สิ่งสำคัญที่สุด ในระบบปาล์มน้ำมันคือ สต็อกน้ำมันปาล์มที่ล้น เพราะที่ผ่านมาต้องยอมรับว่า การวัดสต็อกน้ำมันปาล์ม ไม่มีระบบการตรวจสอบได้อย่างแน่นอนแม่นยำ เพราะมีหลายคลังที่ไม่ได้มีการวัด และไม่สามารถยืนยันได้ เป็นระบบที่สร้างตัวเลขเลื่อนลอยได้ง่าย

ปัญหาที่ตามมาคือ เมื่อมีปาล์มน้ำมันทะลักเข้ามาสู่ประเทศไทยจำนวนมาก แต่กลับไม่สามารถตรวจสอบได้ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่เพราะน้ำมันปาล์มที่ลักลอบนำเข้ามาจนทำให้สต็อกล้น เป็นตัวกดราคาภายในประเทศจนโงหัวไม่ขึ้น

จากข้อมูลพบว่าในปัจจุบันราคาปาล์มน้ำมันในประเทศ ไม่สอดคล้องกับราคาปาล์มน้ำมันต่างประเทศอย่างมีนัยยะสำคัญ เพราะมีการบริหารสต็อก โดยมือที่มองไม่เห็น ทำให้ราคาต่ำกว่าราคาของโลกที่ควรจะเป็น ฉะนั้นทันทีที่ประกาศอนุมัติงบประมาณ 400 กว่าล้านบาท เพื่อให้มีเครื่องวัดสต็อกน้ำมันปาล์มน้ำมันอย่างมีประสิทธิภาพ ก็มีสัญญาณว่าจะทำให้ราคาขึ้นมากกว่า 4 บาทต่อกิโลกรัมได้ไม่ยากนัก ซึ่งเมื่อไปถึงจุดนั้นจึงจะถือเป็นความสำเร็จของนโยบายประกันรายได้อย่างแท้จริง คือประกันรายได้ให้เกษตรกรขายได้ในราคา 4 บาท โดยที่รัฐไม่ต้องจ่ายเงินสมทบอีก

ทุกนโยบายย่อมมีปัญหาอุปสรรค เดินหน้าไม่ง่าย เนื่องจากมีผู้เสียประโยชน์ระหว่างทางคอยขวางอยู่แต่หน้าที่ของฝ่ายการเมืองในฐานะตัวแทนประชาชนคือต้องกล้าหาญที่จะปรับโครงสร้างราคาให้เกิดความเป็นธรรมให้เกิดความเป็นธรรม ซึ่งรัฐบาลก็เดินหน้าไปหลายเรื่องแล้ว ตั้งแต่การทำเครื่องวัดน้ำมันปาล์มใช้งบประมาณ 400 กว่าล้านบาท การผลักดันให้ใช้น้ำมันดีเซล บี10 ภาคบังคับ บี20 ภาคสมัครใจในการขนส่ง และบี100 ในภาคเกษตรและท่องเที่ยว

นี่คือบทพิสูจน์ความมั่นคงในนโยบายที่ต้องทำ แต่อาจมีข้อสังเกตที่เห็นต่างว่างบ 400 กว่าล้านบาทที่รัฐบาลควักออกมาใช้เป็นกรณีเร่งด่วน เพื่อติดตั้งเครื่องวัดสต็อกน้ำมันปาล์มนั้นทำได้อย่างครอบคลุมแท้จริงหรือไม่ และควรเป็นภาระของรัฐบาลหรือเปล่าที่จะต้องจ่ายเงินจำนวนนี้

ส่วนตัวแล้วเห็นว่าครั้งนี้อาจดำเนินนโยบายไปได้ แต่ครั้งหน้าก็ควรจะมีความชัดเจนมากกว่านี้ เพราะเครื่องวัดสต็อกที่ติดตั้งตามโรงงานความจริงควรเป็นต้นทุนของเอกชนไม่ใช่ของรัฐบาล

เมื่อเรามีเครื่องวัดปริมาณน้ำมันที่ชัดเจนแล้ว ยังต้องดูแลการซื้อขายปาล์มสดอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยีเข้ามาเป็นตัวช่วย เช่น การใช้ระบบบล็อกเชนในการซื้อปาล์มสด ควรจะต้องถูกนำมาใช้ด้วย เพื่อให้องค์ประกอบการทางธุรกิจมีความชัดเจน เกษตรกรจะได้มีรายงานการซื้อขายทั้งระบบ เพื่อจะได้เห็นภาพรวมทั้งจำนวนปาล์มสด จำนวนที่สามารถผลิตเป็นน้ำมันปาล์มได้ และปริมาณที่จะสามารถส่งออกให้กับบริษัทน้ำมันรวมถึงต่างประเทศได้ ซึ่งจะทำแบบนั้นได้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องมีการอบรมให้ความรู้กับเกษตรกรให้เท่าทันการใช้เทคโนโลยีมาเป็นประโยชน์ต่อการเพิ่มรายได้ให้กับตัวเอง

อีกนโยบายหนึ่งที่ควรจะต้องทำ คือนโยบายเข้มงวดจุดผ่านแดน โดยห้ามนำเข้าปาล์มน้ำมันผ่านจุดผ่านแดนสะเดา สงขลา แต่กำหนดให้นำเข้ามาทางด่านท่าเรือแหลมฉบัง และท่าเรือคลองเตย เท่านั้น เพื่อจำกัดและควบคุมน้ำมันปาล์มที่จะเข้าสู่ระบบจากมาเลเซียตกหล่นอยู่ในประเทศ

สิ่งที่กล่าวไปทั้งหมดในข้างต้นล้วนอยู่ในนโยบายพรรคประชาธิปัตย์ ที่เรียกว่ามาตรการ 5 คูณ 2 คือ ประกันรายได้  ผลักดันร่าง พ.ร.บ. ปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์ม เพื่อปรับโครงสร้างราคาให้เป็นธรรม มีกลไกดูแลอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันทั้งระบบ พัฒนาไปสู่การที่เกษตรกรจะพร้อมใจกันผลิตปาล์มน้ำมันคุณภาพ

สนับสนุนการส่งออก ป้องกันการนำเข้า ซึ่งต้องทำท่าเรือส่งออกให้มากขึ้น รวมถึงการใช้น้ำมันที่มีส่วนผสมของน้ำมันปาล์ม อย่างน้ำมันดีเซลบี10 บี20 และควรจะมีการทำน้ำมันบี100 ด้วย  ต้องทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงพลังงาน ซึ่งก็ต้องขอขอบคุณรัฐบาล ที่ทำให้โครงการนี้ประสบความสำเร็จ ยังเหลือการผลักดันร่างพ.ร.บ.ปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มที่ต้องทำให้สำเร็จด้วยเช่นเดียวกัน

ในฐานะที่เป็นหนึ่งในทีมงานของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรงงพาณิชย์ ตลอด 6-7 เดือน ที่เราทำงานกันมา สต็อกน้ำมันปาล์มไม่เคยลดลงเลย ทั้งที่จำนวนปาล์มยังคงที่ โดยเฉพาะช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมามีการผันผวนมาก เนื่องจากน้ำมันปาล์มในสต็อกไม่ได้ลดลงไปเยอะ แม้จำนวนปาล์มสดน้อย แต่สต็อกน้ำมันปาล์มก็ยังคงที่ ทั้งที่มีการใช้น้ำมันดีเซลบี 10 มากขึ้น จึงเป็นเครื่องชี้วัดที่ชัดเจนว่ามีการลักลอบนำน้ำมันปาล์มเถื่อนเข้าประเทศจริง หากสกัดน้ำมันเถื่อนเหล่านี้ได้ควบคู่ไปกับทุกมาตรการที่กล่าวไปแล้วราคา 4 บาทต่อกิโลกรัมไม่ใช่สิ่งที่ไกลเกินเอื้อม

ส่วนเรื่องที่มีความกังวลสำหรับเกษตรกรชาวสวนยางพาราที่ถือบัตรสีชมพู หรือกลุ่มผู้ไม่มีเอกสารสิทธิ์นั้น ขณะนี้ครม.ก็อนุมัติงบประมาณให้แล้ว แต่สิ่งที่ต้องทำควบคู่ไปด้วยเพื่อแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนคือ การทำให้ที่ดินเหล่านั้นเข้าสู่ระบบตามนโยบายโฉนดชุมชน

ในส่วนที่เป็นพื้นที่รัฐไม่สามารถออกโฉนดให้บุคคลได้ รวมถึงเร่งรัดออกเอกสารสิทธิ์ที่ค้างท่อให้ทัน เพราะถือเป็นปัญหาความเหลื่อมล้ำของคนชายขอบ และป้องกันปัญหาการกีดกันทางการค้าที่กล่าวอ้างต่างต่างจากต่างประเทศด้วย

ขณะเดียวกัน ต้องระมัดระวังด้วยว่าการใช้มาตรการลงทะเบียนบัตรสีชมพูมากขึ้น จะไม่กลายเป็นการไปส่งเสริมให้มีการบุกรุกที่ทำกินมากขึ้นจนสร้างปัญหาในระยะยาว ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำคือการหารือกันถึงการจัดสรรที่ดินให้เป็นธรรม มีกฎหมายรับรองที่ถูกต้องสำหรับเกษตรกรใช้ทำมาหากินได้

วิธีการ Onemap คือทางออกที่จะทำให้เกิดผลสำเร็จได้ พื้นที่ใดที่เกษตรกรมีการรุกล้ำไป ก็อาจเปิดให้เช่าอย่างเป็นระบบและเป็นธรรม เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการครอบครองที่ดิน ซึ่งเป็นทรัพย์สินของประชาชน แต่ต้องระมัดระวังไม่ให้ Onemap กลายเป็นเครื่องมือ ทำให้ที่ดินตกเป็นของนายทุนแทนที่จะเป็นของเกษตรกร

ถ้าถามว่าพอใจไหมกับผลการปฏิบัติงานตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ก็ต้องบอกว่าพรรคประชาธิปัตย์ได้ทำครบแล้ว ทั้งโครงการข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง และปาล์มน้ำมัน จึงต้องขอขอบคุณรัฐบาลที่ร่วมกันฝ่าฟันจนผ่านพ้นปัญหาต่าง ๆ ไปได้

แต่ยังวางใจไม่ได้เพราะมีเรื่องที่ต้องเร่งทำคือ การส่งออก การหาแนวทางเกษตรอินทรีย์หรือสารทดแทนสารเคมีที่ถูกแบนไป ความเสี่ยงที่ผลผลิตลดลงจะแก้ปัญหาอย่างไร การกระจายผลประโยชน์ระหว่างเกษตรกรกับพ่อค้าคนกลางหรือระบบอุตสาหกรรมจะมีความเป็นธรรมอย่างไร รวมถึงช่องทางการขายของในตลาด แนวทางเกษตรกรเชิงประณีต ร่วมกับความเป็นเกษตรกรมืออาชีพด้วย

ในฐานะคนทำงานสิ่งที่ทำให้เราสุขใจที่สุดคือ การได้เห็นรอยยิ้มของเกษตรกร เพราะมันคือหน้าที่ของนักการเมืองที่อาสาเข้ามาเป็นตัวแทนของประกันรายได้ รอยยิ้มของเกษตรกร ความสุขของประชาชนคือ ความสุขใจของคนทำงาน

Add Friend Follow