Sport

มองอนาคต ‘ช้างศึก’ ยุคใหม่ในมือ ‘นิชิโนะ’

ทีมชาติไทย ทำผลงานคัดบอลโลก 2022 รอบคัดเลือกโซนเอเชีย สองนัดแรกด้วยผลงานเสมอเวียดนาม 0-0 และ บุกชนะ อินโดนีเซีย 3-0 ซึ่งถือว่าเป็นการประเดิมคุมทัพ “ช้างศึก” ได้น่าพอใจสำหรับ “อากิระ นิชิโนะ” กุนซือชาวญี่ปุ่นที่เคยพาชาติบ้านเกิดลุยฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายมาแล้ว

จากสองเกมที่ผ่านมาสามารถพูดได้เต็มปากว่านี่คือยุคใหม่ของทีมชาติไทย หลังเคยรุ่งเรืองมาแล้วในยุคเกียรติศักดิ์ เสนาเมือง คุมทีม ก่อนจะหล่นวูบลงมาหลังเกิดการเปลี่ยนแปลงกุนซือทั้งมิโลวาน ราเยวัช กุนซือจอมเก๋าชาวเซอร์เบีย หรือ “โค้ชโต่ย” ศิริศักดิ์ ยอดญาติไทย

ส่วนหนึ่งของการกลับมาของทัพช้างศึกคือ ‘นิชิโนะ’ ปรับระบบการเล่นให้เข้ากับสไตล์นักเตะไทย เน้นบอลภาคพื้นเป็นหลัก เซตบอลขึ้นเป็นระบบ พยายามเล่นบอลจังหวะเดียวให้เร็ว และแม่นยำ แม้ภาพรวมฟอร์มทัพช้างศึกจะยังไม่โดดเด่นเท่าไหร่ แต่ก็ทำให้มองถึงอนาคตได้

10 วันในการเตรียมทีมและเรียนรู้นักเตะไทยของกุนซือชาวญี่ปุ่น เขากล้าใช้นักเตะดาวรุ่งที่ฟอร์มดีในเกมลีกทั้งสุภโชค สารชาติ, พิธิวัตต์ สุขจิตธรรมกุล และ เอกนิษฐ์ ปัญญา รวมทั้งไม่ยึดติดนักเตะเดิมๆ เน้นใช้งานคนที่ได้ลงเล่นเป็นตัวจริงอย่างต่อเนื่องมากกว่า

นั่นจึงเป็นที่มาของการยึดมือ 1 ของศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ผู้รักษาประตูวัยเก๋า 35 ปีที่เบียดกวินทร์ ธรรมสัจจานนท์ นายด่านที่เป็นเพียงตัวสำรองเบอร์ 3 ของโอเอช ลูเวิน ทีมในลีกเบลเยียม

เกมแรกกับเวียดนามแม้ผลงานจะไม่ตามเป้า ทำได้แค่เสมอทั้งที่เล่นในบ้าน แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่เอามาตำหนิโค้ช เนื่องจากมันคือเกมแรกที่เขารับงานแบบไม่ได้เกมอุ่นเครื่อง ไม่ได้เตรียมทีมมากมาย กับทรัพยากรที่มีในมืออย่างจำกัดจำเขี่ย โดยเฉพาะกองหน้าอาชีพ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของทีมชาติไทยมาอย่างยาวนาน

ธีรศิลป์ แดงดา ที่ขึ้นมาเป็นดาวยิงเบอร์หนึ่งของทีมชาติตั้งแต่ปี 2009 จนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่เห็นแววตัวแทน และด้วยวัยที่เริ่มโรยรา (31ปี) เจ็บออดๆ แอดๆจนแทบไม่ได้เล่นให้ต้นสังกัดเอสซีจี เมืองทองฯ ทำให้ไม่ติดทีมชาติยุคเริ่มต้นของนิชิโนะ รวมทั้งอดิศักดิ์ ไกรษร ที่แฟนบอลหลายคนคาดว่า เขาจะขึ้นมาสืบทอดตำแหน่งจาก “เจ้ามุ้ย” แต่ก็เป็นนักเตะที่เจ็บมากกว่าลงเล่น ทำให้ฝีเท้าเหมือนหยุดพัฒนาไป

จากการที่กองหน้าตัวเป้าขาดแคลน ทำให้นิชิโนะเลือก ศุภชัย ใจเด็ด มาติดทีมเพียงคนเดียว แม้ก่อนเกมที่สองจะสามารถเปลี่ยนตัวแทนตัวเจ็บได้ แต่กุนซือชาวญี่ปุ่นก็ไม่เลือกใช้ เนื่องจากน่าจะยึดในระบบการเล่นที่ซ้อมกันมาโดยเฉพาะใน 10 วันที่ผ่านมาคือ False 9 หรือกองหน้าตัวหลอกมากกว่า ไม่อยากเปลี่ยนให้ลูกทีมสับสน

ทั้งสองเกมนิชิโนะเลือกใช้รูปแบบการเล่น False 9 แม้นัดล่าสุดที่ชนะอินโดนีเซียจะส่ง ศุภชัย ลงเป็นตัวจริง แต่รูปแบบการเล่นก็แทบไม่ต่างจากเกมแรก เมื่อศุภชัยมักลงมาต่ำเพื่อเชื่อมเกมให้ ชนาธิป สรงกระสินธ์ ที่ถูกวางให้เป็นหัวใจในเกมรุกทำเกม แต่พอเจ้าตัวถูกประกบติดจนแทบไร้บทบาท ทำให้การปั้นเกมมาเป็นหน้าที่ของ สารัช อยู่เย็น สลับ พิธิวัตต์ สุขจิตธรรมกุล คอยแจกบอลออกซ้าย-ขวาให้สุภโชค สารชาติ กับ เอกนิษฐ์ ปัญญา เข้าทำ

รูปแบบนี้ถือเป็นเรื่องใหม่สำหรับนักเตะไทย แต่การที่นิชิโนะปรับให้เข้ากับไสตล์ของนักเตะแต่ละคน จึงดูเริ่มกลมกล่อมมากกว่าติดขัด อย่างเช่น สุภโชค คือนักเตะที่เก่งจากการตัดริมเส้นเข้ามายิง และนิชิโนะก็ให้เขาทำแบบนั้นในนามทีมชาติ ซึ่งทำให้เจ้าเชคโดนเด่นกว่าใคร จนได้รับแมนออฟเดอะแมตช์ทั้งสองเกม

จากนี้เหลือเวลาอีก 1 เดือนให้นิชิโนะศึกษานักเตะไทยให้มากขึ้น ขณะที่แฟนบอลก็ได้แต่หวังให้ ธีรศิลป์ รวมทั้งอดิศักดิ์ กลับมาฟิตสมบูรณ์ และเค้นฟอร์มเก่งออกมาให้ได้ในเกมลีกที่เหลืออีก 5 นัดสุดท้าย เพื่อเติมเต็มความสมบูรณ์แบบในเกมรุกที่ยังขาดตัวเข้าจบสกอร์

หาก”เจ้ามุ้ย” หรือ “เจ้ากอล์ฟ” ที่เคยเป็นความหวังเรื่องจบสกอร์มาตลอด ยังงัดฟอร์มเก่งออกมาไม่ได้ เชื่อว่านิชิโนะจะยึดรูปแบบ False 9 ใช้งานต่อไป เพราะถ้าเขาคิดว่ากองหน้าไทยคนอื่นฝากความหวังได้ คงถูกเรียกมาใช้งานแล้วอย่างน้อยก็เป็นตัวสำรอง

15 ตุลาคมนี้ คืออีกหนึ่งเกมสำคัญของทีมชาติไทยกับการรับมือ ยูเออี ทีมเต็งแชมป์กลุ่ม ที่แม้เกมแรกจะยังฝืดต้องออกแรงเหนื่อยแซงเอาชนะมาเลเซีย 2-1 แต่พวกนักเตะอาหรับ มักจะเป็นแบบเครื่องดีเซลเครื่องร้อนช้า แต่ยิ่งเล่นยิ่งเครื่องติด

เกมรุกที่ดีอยู่แล้วต้องปรับให้เด็ดขาดมากขึ้น เกมรับที่ยังมีจุดอ่อนมีพลาดบ่อยต้องจูนใหม่ให้แน่นขึ้น หากยังเล่นแบบสองเกมที่ผ่านมา โดนลงโทษจากยูเออีแน่ๆ

ถึงวันนั้นหวังว่าขุนพลชุดนี้จะไม่มีใครเจ็บ ตัวที่เจ็บก็ฟิตกลับมาให้เป็นทีมที่สมบูรณ์แบบ และผลงานในสนาม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต จะบ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่า “ช้างศึก” ยุคใหม่จะมีอนาคตมากน้อยแค่ไหน

ยูเออีคือบทพิสูจน์ที่แท้จริง!!

Add Friend Follow
Surachet Srisomwongse