COLUMNISTS

รัฐบาลใหม่กับความหวังของคนไทย

ดร.พิมพ์รพี พันธ์ุวิชาติกุล
0

หลังงานพระราชพิธีมหามงคลของคนไทยทั้งชาติผ่านพ้นไป ทุกสายตาคงหันมาจับจ้องสถานการณ์ทางการเมืองที่จะเริ่มนับหนึ่งสู่เส้นทางรัฐสภา และทำเนียบรัฐบาลกันในช่วงสองเดือนนี้คือ พฤษภาคมและมิถุนายน คือจะได้เห็นหน้าค่าตากันทั้ง ส.ส.ใหม่ ส.ว.ไปจนถึงผู้ที่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีในรัฐบาลหน้า

ในบทความนี้จะไม่กล่าวถึงการชิงอำนาจระหว่างสองขั้วการเมืองว่าใครจะประสบความสำเร็จ ส.ว.จะเป็นตัวแปรหรือตัวป่วนทางการเมือง แต่ขอมองข้ามช็อตไปถึงภารกิจที่รัฐบาลหน้าไม่ว่าขั้วใดจะเข้ามาต้องดำเนินการแทน

เพราะความสำคัญของการคืนอำนาจให้ประชาชนเข้าคูหาลงคะแนนเลือกตัวแทนเข้าไปบริหารประเทศนั้น ไม่ใช่แค่การให้ฉันทามติไปชิงอำนาจ หรือให้ใครได้เป็นประมุขสูงสุดของฝ่ายบริหาร และฝ่ายนิติบัญญัติ เท่านั้น แต่เป้าหมายสูงสุดของการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข คือ ไม่ว่าใครก็ตามที่ได้อำนาจต้องใช้อำนาจนั้นเพื่อประชาชน

ปัญหาสำคัญลำดับแรกที่รอคอยรัฐบาลใหม่มาแก้ไข คงหนีไม่พ้นเรื่องเศรษฐกิจ ซึ่งต้องยอมรับความจริงตลอด 5 ปีที่ผ่านมารัฐบาลคสช.ประสบความสำเร็จในการบริหารเศรษฐกิจแค่เพียงตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่สอบตกในการทำให้ประชาชนอยู่ดีกินดี เห็นได้จากจำนวนคนจนที่เพิ่มขึ้นเป็น 14 ล้านคน จากยอดการลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มีการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการแจกเงินแบบไม่มี ลิมิต และทำอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังไม่สามารถฟื้นเศรษฐกิจฐานรากได้

เหล่านี้เป็นโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลใหม่ต้องทบทวนโดยเร่งด่วน เพราะหากยังเดินหน้าตามแนวทางนี้ก็มองไม่เห็นทางสว่างที่จะทำให้ประชาชนลืมตา อ้าปากได้

สิ่งที่รัฐบาลใหม่ต้องเร่งดำเนินการคือ การเพิ่มรายได้ให้กับประชาชน เข้าไปดูแลพ่อค้า แม่ค้ารายย่อย เพิ่มขึ้น เช่น การปราบหาบเร่แผงลอย เพื่อจัดระเบียบทางเท้า ซึ่งดำเนินการมาต่อเนื่องในรัฐบาลคสช. ต้องพิจารณาแบบครบวงจรด้วย เพราะมีงานวิจัยหลายชิ้นพบว่า ประชาชนที่มีรายได้ต่ำกว่า 9,000 บาทต่อเดือนจะซื้อของจากหาบเร่แผงลอยเพราะมีราคาถูก หากหาบเร่แผงลอยหายไปก็เท่ากับค่าครองชีพของคนเหล่านี้สูงขึ้น ขณะที่พ่อค้าแม่ค้าก็ขาดรายได้ ดังนั้นไม่ว่ารัฐบาลจะอัดฉีดเงินเข้าไปมากเท่าไหร่ ก็ไม่ช่วยให้เศรษฐกิจดีขึ้น เพราะรายได้ของประชาชนไม่ได้เพิ่มขึ้น

เช่นเดียวกับปัญหาสินค้าเกษตรตกต่ำ ที่รัฐบาลยังแก้ไม่ถูกวิธี และไม่มีวิธีการแก้ปัญหาที่จะพยุงราคาสินค้าเกษตร ยกระดับรายได้เกษตรกรอย่างชัดเจน ดังจะเห็นได้จากปัญหาราคายางพาราและปาล์มที่ตกต่ำอย่างต่อเนื่อง ไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่รัฐบาลวางไว้ แม้จะมีการใช้เงินไปหลายหมื่นล้านบาทในการแก้ปัญหาแล้วก็ตาม

เมื่อเศรษฐกิจฐานรากได้รับผลกระทบ ย่อมส่งผลต่อเศรษฐกิจภาพรวม อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจ มีคนเพียงกลุ่มเดียวที่ได้ประโยชน์คือ ทุนใหญ่ ส่วนชาวบ้านตาดำ ๆ ไม่ได้รับอานิสงส์ใด ๆ จากตัวเลขเศรษฐกิจที่รัฐบาลภูมิใจ

นอกจากนี้รัฐบาลใหม่ยังต้องประเมินสถานการณ์สงครามทางการค้าระลอกใหม่ระหว่างจีนกับสหรัฐให้ดีด้วยว่า จะส่งผลกระทบต่อประเทศไทยมากน้อยเพียงใด ต้องเตรียการพลิกวิกฤตเป็นโอกาสให้บ้านเมืองอย่างไร

ที่กล่าวในข้างต้นเป็นเพียงตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นถึงปัญหาที่รอคอยการแก้ไขจากรัฐบาลใหม่หลังเลือกตั้ง ซึ่งหากพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช.ได้ไปต่อ ต้องทบทวนทีมเศรษฐกิจใหม่ ไม่ใช่ย่ำเท้าอยู่กับวิธีการเดิม ๆ เพราะจะทำให้การเลือกตั้งไม่ใช่ความหวังของคนไทย แต่เป็นได้แค่เพียงสะพานกลับสู่อำนาจของพลเอกประยุทธ์เท่านั้น

Add Friend Follow