Finance

โบรกฯ มองกำไรบจ.ไตรมาส 2 ชะลอ!!

การประกาศผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย งวดไตรมาส 1/2561 จบลงแล้ว ซึ่งภาพรวมกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน แต่ก็ดีกว่าที่โบรกเกอร์คาดการณ์ไว้ล่วงหน้า  โดยกำไรไตรมาสแรกอยู่ที่ 2.7-2.8 แสนล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากงวดงวดเดียวกันของปีก่อนเพียง 1-2%

ขณะโบรกเกอร์ได้เริ่มคาดการณ์แนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 2/2561 ออกมาทันที และคาดว่าจะทรงตัว หรือใกล้เคียงกับไตรมาส 1/2561 โดยมีการประเมินว่า กลุ่มอุตสาหกรรมที่จะมีแนวโน้มกำไรฟื้นตัวต่อเนื่องในไตรมาส 2 คือ กลุ่มไอซีที พลังงาน และส่งออก  เนื่องจากมีปัจจัยเชิงบวกสนับสนุน  และเมื่อผลประกอบการมีแนวโน้มที่ดี จึงเป็นสัญญาณสะท้อนไปที่ราคาหุ้น ซึ่งนักลงทุนน่าจะเข้าดักซื้อหุ้นกลุ่มดังกล่าว เพื่อเก็งกำไรก่อนหน้า ดังนั้น ตอนนี้จึงเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่ ผู้ลงทุนก็ควรให้ความสนใจและเตรียมความพร้อมข้อมูลในการตัดสินที่จะซื้อหุ้นกลุ่มดังกล่าว

“ไพบูลย์ นลินทรางกูร” นายกสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน  กล่าวให้ความเห็นว่า ภายหลังจากที่ภาพรวมกำไรของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย งวดไตรมาส 1/2561 ออกมาแล้วจะเห็นว่ามีการเติบโตไม่มากหากเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากกลุ่มอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ชะลอตัว ซึ่งแนวโน้มผลประกอบการในไตรมาส 2 คาดว่าจะมีทิศทางใกล้เคียงกับไตรมาส ที่ผ่านมา คือ อาจทรงตัวต่อเนื่อง

สาเหตุที่ประเมินเช่นนั้น ก็เพราะว่าภาพรวมกำไรของอุตสาหกรรมหลักๆ ยังไม่ดีนัก โดยเฉพาะกลุ่มธนาคารพาณิชย์ มีปัจจัยเชิงลบกดดันต่อเนื่อง เช่น กรณีการปรับลดค่าธรรมเนียมในการทำธุรกรรม ซึ่งน่าจะเห็นผลกระทบที่ชัดเจนมากขึ้น ขณะที่ค่าเงินบาทมีการกลับทิศทาง โดยเป็นการอ่อนค่า ซึ่งส่งผลกระทบต่อกำไรทั้งทางที่ได้ประโยชน์และเสียประโยชน์แล้วแต่กรณี

ขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรมพลังงาน หรือกลุ่มน้ำมัน คงต้องติดตามว่า ทิศทางราคาน้ำมันจะเป็นอย่างไร ซึ่งหากราคายืนได้ในระดับ 70-80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เชื่อว่า ผลประกอบการในไตรมาส 2 ปีนี้มีโอกาสฟื้นตัวได้เช่นกัน

“แนวโน้มผลประกอบการในไตรมาส2 ปีนี้ คงไม่ต่างจากไตรมาส 1ที่ผ่านมา เพราะขณะนี้ยังไม่มีปัจจัยที่โดดเด่นหรือมีนัยสำคัญที่จะสนับสนุนการเติบโต ซึ่งคงต้องติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวมว่าจะเป็นอย่างไร และปัจจัยแวดล้อมอื่นๆประกอบกันด้วย โดยเฉพาะปัจจัยอัตราแลกเปลี่ยนที่ผันผวนแรง ค่าเงินบาทมีการกลับทิศทางมาอ่อนค่าลง จากไตรมาสแรกที่แข็งค่า”

ส่วนกรณีที่นักลงทุนต่างชาติได้เทขายหุ้นไทย 5.7 พันล้านบาทในวันที่ 18 พฤษภาคมนั้น มองว่าเป็นเรื่องปกติ เนื่องจากที่ผ่านมาต่างชาติขายหุ้นไทยแตะระดับ 1 แสนล้านบาท แต่ดัชนีหุ้นปรับตัวลดลงไม่แรง เพราะมีนักลงทุนสถาบันในประเทศที่รับซื้อไว้ จึงไม่น่ากังวล รวมทั้งแนวโน้มคาดว่าเงินทุนต่างชาติน่าจะยังไหลออกต่อเนื่องไปสักพัก

ด้านนักวิเคราะห บล.เอเซียพลัส ประเมินว่า ผลประกอบการไตรมาส 2/2561 มีแนวโน้มที่จะชะลอตัวลงจากไตรมาส 1/2561 เนื่องจากหลายกลุ่มฯ ที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap) ขนาดใหญ่ มีแนวโน้มผลการดำเนินงานที่ชะลอตัวลง อาทิ

กลุ่มธนาคารพาณิชย์ เนื่องจากจะได้รับผลกระทบจากรายได้ค่าธรรมเนียมที่ลดลง รวมทั้งการตั้งสำรองหนี้ฯ ในแบงก์ที่ยังมีภาระเหลืออยู่ รวมทั้งการเร่งตัวของค่าใช้จ่ายสำหรับการลงทุนด้านระบบไอทีที่เพิ่มขึ้น

กลุ่มค้าปลีก มีแรงกดดันจากภาวะการแข่งขันสูงในกลุ่มร้านค้าปลีกรูปแบบไฮเปอร์มาร์เก็ต ซึ่งอาจทำให้กระทบรายได้และกำไร

กลุ่มท่องเที่ยว-โรงแรม ในไตรมาส 2 จะเริ่มเข้าสู่ช่วง low season ของฤดูกาลท่องเที่ยวอาจทำให้รายได้ลดลง

กลุ่มสายการบิน จะเข้าสู่ช่วง low season ของฤดูกาลท่องเที่ยว และถูกกดดันจากต้นทุนน้ำมันที่เพิ่มขึ้นซึ่งจะมีผลกระทบโดยตรงต่อกำไร

กลุ่มวัสดุก่อสร้าง-รับเหมาก่อสร้าง เป็นช่วง low seasonเช่นกัน เนื่องจากมีช่วงวันหยุดเทศกาลต่อเนื่องหลายวันทำให้ผลประกอบการชะลอตัว

ขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรมที่น่าจะมีทิศทางที่ดี คือ กลุ่ม ICT หรือเทคโนโลยี ที่คาดผลการดำเนินงานทรงตัว หรืออาจดีขึ้นเล็กน้อย, กลุ่มพลังงาน ที่น่าจะได้อานิสงส์จากราคาน้ำมันดิบโลกไตรมาส 2 ที่ทรงตัวในระดับสูง และกลุ่มส่งออก (ชิ้นส่วนฯ และอาหาร) ที่เริ่มเข้าสู่ฤดูกาลส่งออก และได้ประโยชน์จากเงินบาทที่อ่อนค่า

 

ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัย บล.เอเซียพลัส ได้สรุปภาพรวมของกำไรไตรมาส1/2561 ว่า บริษัทจดทะเบียนทำกำไรสุทธิได้ที่ระดับ 2.85 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.2% จากงวดไตรมาส 4/2560 แต่ลดลง 1.93%จากงวดไตรมาส 1/2560 นับเป็นฐานกำไรที่สูงกว่าคาด โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่ทำกำไรโดดเด่นได้แก่ กลุ่มพลังงานซึ่งมีกำไร 9.97 หมื่นล้านบาท แต่มีองค์ประกอบของรายการพิเศษค่อนข้างสูง โดยในส่วนของหุ้น EGCO มีกำไรพิเศษ 1.83 หมื่นล้านบาท หุ้นที่ได้ประโยชน์ทางภาษีจากเงินบาทแข็งค่า เป็นหุ้น PTTEP มูลค่า 4.4 พันล้านบาท และ หุ้น PTT มูลค่า 4.7 พันล้านบาท

ถัดมาได้แก่กลุ่มธนาคารพาณิชย์มีกำไร 5.25 หมื่นล้านบาท เพิ่ม 1% จากงวดเดียวกันปีก่อน ตามด้วยกลุ่ม ไอซีที มีกำไร 1.99 หมื่นล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมกำไรไตรมาสแรกปีนี้ คิดเป็นสัดส่วน 26% ของประมาณการทั้งปี ทำให้เชื่อว่าคาดการณ์ กำไรต่อหุ้นในปี 2561 จะอยู่ที่ 110 บาท และมีความเป็นไปได้มากขึ้น ขณะที่ระดับดัชนีปัจจุบัน มีพีอีเรโชล่วงหน้า อยู่ที่ราว 16 เท่า ถือว่ามีระดับต่ำกว่าตลาดหุ้นภูมิภาค ได้แก่ มาเลเซีย มีค่าพีอีเรโชอยู่ที่  16.6 เท่า, ฟิลิปปินส์ อยู่ที่  17.4 เท่า  และเวียดนาม อยู่ที่ 17.5 เท่า แต่สูงกว่าอินเดียอยู่ที่  15.4 เท่า อินโดนีเซีย อยู่ที่ 14.9 เท่า ขณะที่จีน อยู่ที่ 12.4 เท่า

ทั้งนี้ หากเชื่อว่าที่พีเรโชที่ระดับ 16 เท่าเป็นฐานราคาที่แข็งแกร่ง หาก ดัชนีหุ้นไทยจะปรับลงมาต่ำกว่า 1750 จุด นักลงทุนระยะยาวควรทยอยสะสมหุ้น

ด้าน บล.บัวหลวง  ได้คาดการณ์ในไตรมาส 2/2561 ฝ่ายวิจัยคาดว่า กำไรสุทธิโต 30%จากปีก่อน  โดยกลุ่มที่คาดกำไรโตเกิน 20% จากปีก่อน ได้แก่ กลุ่มขนส่ง เดินเรือ ปิโตรเคมี สินเชื่อบุคคล ท่องเที่ยว และ ค้าปลีก และประเมินว่า การปรับคาดการณ์กำไรต่อหุ้นของภาพรวมตลาดนั้น คงจะไม่เปลี่ยนแปลงไปมากนัก ดังนั้นฝ่ายวิจัยคาดว่าดัชนีจะแกว่งในกรอบ 1,740-1,810 จุดในระยะเวลาอีก 2-3 เดือนข้างหน้า ซึ่งดัชนีมีโอกาสขึ้นไปแตะจุดสูงสุดที่ระดับ 1,880 จุดในกรณีที่มีการประกาศวันเลือกตั้งเกิดขึ้นได้ชัดเจน

ขณะที่นักวิเคราะห์ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) สรุปว่า ผลประกอบการไตรมาส 1/2561ประกาศออกมาแล้วเกือบ 98% ของบริษัท โดยภาพรวมกำไรอยู่ที่  2.73 แสนล้านบาท (เพิ่มขึ้น1.5%จากงวดเดียวกันปีก่อน และเพิ่มขึ้น 15.4% จากไตรมาส 4/2561) โดยกลุ่มที่รายงานกำไรเติบโตโดดเด่นได้แก่ กลุ่มพลังงาน เพิ่มขึ้น 8%จากงวดเดียวกันปีก่อน กลุ่มขนส่ง, กลุ่มยานยนต์เพิ่มขึ้น 21%จากงวดเดียวกันปีก่อน  กลุ่มธนาคาร  เพิ่มขึ้น 1%จากงวดเดียวกันปีก่อน  และกลุ่มค้าปลีก   เพิ่มขึ้น 12%จากงวดเดียวกันปีก่อน ในขณะที่กลุ่มส่งออกอาหารและเครื่องดื่มปรับตัวลงสูงจากทั้งรายได้ที่ผิดคาดและอัตรากำไรที่ลดลง

โดยภายหลังการรายงานผลประกอบการ พบว่าภาพรวมนักวิเคราะห์มีการปรับประมาณการกำไรกลุ่มมีเดีย, กลุ่มส่งออกอาหารและเกษตรลดลง ส่งผลให้ภาพรวมกำไรต่อหุ้น(EPS)ของตลดหุ้นไทย ลดลงเหลือประมาณ 109.88บาท (จากระดับประมาณ 110.4บาท )

จากข้อมูลดังกล่าวจะเห็นว่าภาพรวมกำไรของบริษัทจดทะเบียนในไตรมาส ดูจะไม่สดใส แต่ยังมีอุตสาหกรรมบางกลุ่มที่พอจะมีกำไรกระเตื้องให้เห็น ดังนั้นหากผู้ลงทุนจะเลือกหุ้นลงทุนในช่วงเวลาแบบนี้คงต้องเลือกลงทุนหุ้นเป็นรายตัวในอุตสาหกรรมที่มีโอกาสที่จะฟื้นตัวได้จะปลอดภัยกว่า

Add Friend

Add Friend Follow
The Bangkok Insight Editorial Team
ทีมบรรณาธิการข่าว The Bangkok Insight