COVID-19

อย่างละเอียด! สารพัด ‘วัคซีน’ ช่วยโลกต้าน ‘โควิด’

การระบาดใหญ่ของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) กลายมาเป็นวิกฤติการณ์ ที่ทั่วโลกพยายามหาทางที่จะรับมือ ทั้งการควบคุม และป้องกัน ซึ่งวิธีที่เห็นผลอย่างชัดเจน คือ การฉีดวัคซีน ซึ่งในปัจจุบัน หลังจากที่โควิดระบาดมาแล้วร่วม 2 ปี ก็ได้เกิดการพัฒนาวัคซีนต้านเชื้อไวรัสมรณะชนิดนี้ ขึ้นมาเป็นจำนวนมาก ซึ่งแม้จะป้องกันการติดเชื้อไม่ได้ 100% แต่การฉีดวัคซีนก็สามารถลดความรุนแรงของอาการป่วย และลดการเสียชีวิตได้

วัคซีนป้องกันไวรัสโควิด-19 ทุกชนิด จะได้รับการตรวจสอบความปลอดภัยด้วยระบบการป้องกันที่เคร่งครัด ก่อนที่จะผ่านการรับรองจากองค์การอนามัยโลก และหน่วยงานกำกับดูแลระดับประเทศ และจะต้องผ่านการทดลองทางการแพทย์ที่เข้มงวดเพื่อพิสูจน์ว่า วัคซีนแต่ละตัวนั้น มีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์มาตรฐานด้านความปลอดภัย และมีประสิทธิผลตามที่ยอมรับในระดับสากล

แม้จะมีการพัฒนาวัคซีนขึ้นมาเป็นจำนวนมาก แต่ขณะนี้มีเพียง 10 ชนิดเท่านั้น ที่องค์การอนามัยโลกอนุมัติให้ใช้เป็นกรณีฉุกเฉิน

LINE ALBUM งานเพลทท้ายปี 2021 ๒๑๑๒๓๑ 0

ไฟเซอร์/ไบโอเอนเทค

องค์การอนามัยโลก (WHO) อนุมัติใช้วัคซีนต้านโควิด ของไฟเซอร์/ไบโอเอนเทค เป็นกรณีฉุกเฉิน ถือเป็นวัคซีนตัวแรก ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2563 โดยก่อนหน้านั้น สหราชอาณาจักรได้รับรองวัคซีนต้านโควิดของไฟเซอร์/ไบโอเอนเทคให้ใช้ในวงกว้างเป็นกรณีฉุกเฉิน เป็นประเทศแรกของโลกก่อนที่สหรัฐอเมริกา แคนาดา รวมทั้งประเทศสมาชิกในสหภาพยุโรป (อียู) จะเริ่มต้นฉีดวัคซีนดังกล่าวให้กับพลเมืองของตน

วัคซีนโควิดไฟเซอร์เป็นวัคซีนชนิด mRNA ที่ไฟเซอร์ แลไบโอเอนเทค ร่วมกันคิดค้นขึ้น เป็นการสังเคราะห์สารพันธุกรรมเลียนแบบเชื้อไวรัสขึ้นมา จึงไม่ได้มีอนุภาคของเชื้อไวรัส หรือแบคทีเรียที่ตายแล้วอยู่ภายใน

จะทำงานโดยการกระตุ้นให้ร่างกายสร้างโปรตีนส่วนหนาม (Spike protein) เหมือนกับไวรัสโคโรนา โดยจะฉีดทั้งหมด 2 เข็ม ทิ้งระยะห่างกัน 21-28 วัน ภูมิคุ้มกันจะเริ่มเกิดหลังจากฉีดไปแล้ว 12 วัน แต่ภูมิคุ้มกันจะทำงานเต็มที่ หลังจากฉีดครบสองเข็ม เหมาะสำหรับผู้ที่อายุ 16 ปีขึ้นไป หรือมีโรคประจำตัว ที่เสี่ยงต่อการเกิดอาการรุนแรงหากติดโควิด สำหรับผู้ที่อายุเกิน 65 ปีขึ้นไป ควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับวัคซีน

ผลข้างเคียงทั่วไปที่พบได้บ่อยและไม่รุนแรงของวัคซีนไฟเซอร์ คือ มีไข้ หนาวสั่น ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย ปวด บวม หรือรอยแดงบริเวณที่ฉีด คลื่นไส้ อาเจียน โดยผลข้างเคียงที่กล่าวมานี้อาจเริ่มใน 1-2 วันหลังจากรับวัคซีน จากกลุ่มทดลองพบว่าผลข้างเคียงเกิดขึ้นหลังจากฉีดเข็มที่ 2 และควรจะหายไปภายในเวลาไม่กี่วัน

shutterstock 1937221846

เเอสตร้าเซนเนก้า/ออกซ์ฟอร์ด

WHO ให้การรับรองเป็นวัคซีนใช้ป้องกันโควิด-19  ของแอสตร้าเซนเนก้า เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2564 เป็นวัคซีนชนิดที่ใช้ไวรัสเป็นพาหะ พัฒนาขึ้นโดยการนำส่วนของสารพันธุกรรมที่ใช้ในการถอดรหัสการสร้างหนามโปรตีนผิวเซลล์ ของไวรัสโควิด-19 ใส่ในโครงของอะดีโนไวรัส ซึ่งก่อให้เกิดโรคไข้หวัดทั่วไปในลิงชิมแปนซี ที่ถูกทำให้อ่อนแรงลง และไม่สามารถแบ่งตัวได้

หลังจากฉีดวัคซีน เซลล์ในร่างกายมนุษย์ จะตอบสนอง โดยการสร้างโปรตีนที่มีลักษณะเดียวกันกับหนามโปรตีนผิวเซลล์ของไวรัสโควิด ซึ่งเป็นการกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาเพื่อต่อสู้กับเชื้อไวรัสในกรณีที่ได้รับเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกายในภายหลัง ประสิทธิภาพของวัคซีนกระตุ้นภูมิคุ้มกันรวดเร็ว ลดอาการป่วยรุนแรงได้ 100% เหมาะสำหรับพื้นที่ที่กำลังมีการระบาด ป้องกันได้ประมาณร้อยละ 76%

การฉีดเป็นแบบ 2 เข็ม ทิ้งระยะห่างระหว่างเข็ม 10-12 สัปดาห์ และเว้นระยะได้นานสุด 16 สัปดาห์ แนะนำให้ใช้ในกลุ่มประชากรที่มีอายุมากกว่า 18 ปีขึ้นไป โดยผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น รวมถึง อาการปวด บวม คัน แดง บริเวณที่ฉีด ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย เหนื่อยหอบ ปวดกล้ามเนื้อ มีไข้ หนาวสั่น ปวดบริเวณข้อ คลื่นไส้ อาเจียน

นอกจากนี้ ยังอาจเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตัน ภาวะหลอดเลือดอุดตัน กับเกล็ดเลือดต่ำ (VITT) แต่พบน้อยประมาณ 1 ต่อ 100,000-1,000,000 โดส

shutterstock 2098642150

จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน

WHO อนุมัติการใช้วัคซีนต้านโควิด-๑๙ ที่ฉีดเพียงเข็มเดียวจากจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสันเป็นกรณีฉุกเฉิน นับเป็นวัคซีนป้องกันโควิด-19 รายการที่สาม ซึ่งผ่านการอนุมัติต่อจากวัคซีนของไฟเซอร์/ไบโอเอนเทค และ แอสตร้าเซนเนกา-ออกซ์ฟอร์ด

วัคซีนของจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน เป็นวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ชนิดใช้ไวรัสเป็นพาหะ (Recombinant viral vector vaccine) เป็นการตัดต่อสารพันธุกรรมบางส่วนของเชื้อโควิด-19 มาใส่ในไวรัสอะดีโนของมนุษย์สายพันธุ์ ๒๖ (Human adenovirus type 26) เพื่อเป็น ‘เวกเตอร์’ หรือพาหะเข้าสู่เซลล์ของร่างกาย กระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมา

ไวรัสที่อยู่ในวัคซีนผ่านกระบวนการผลิตที่ทำให้ไม่สามารถแบ่งตัวตามปกติ จึงไม่สามารถทำให้ป่วยเป็นโรคได้ จึงมีความปลอดภัย โดยวัคซีนโควิด ของจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน เป็นชนิดเดียวที่ฉีดเพียง 1 เข็ม เนื่องจากสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดีแล้ว เหมาะสำหรับผู้ชายอายุ 18 ปีขึ้นไป และผู้หญิงอายุ 50 ปีขึ้นไป

องค์การอนามัยโลกกล่าวถึงประสิทธิภาพของวัคซีนชนิดนี้ว่าหลังจากฉีดไปแล้ว 28 วัน พบว่ามีประสิทธิภาพร้อยละ 85.4% ต่อโรคร้ายแรง และการรักษาในโรงพยาบาล
ผลข้างเคียงโดยทั่วไป มักมีอาการ ปวด บวมและมีรอยแดงบริเวณที่ฉีด อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามเนื้อตัว มีไข้ หนาวสั่น  ในบางรายพบว่ามีลิ่มเลือดอุดตัน ร่วมกับภาวะเกล็ดเลือดต่ำ

โควิชิลด์

วัคซีนที่ผลิตในอินเดียตัวนี้ ได้รับการอนุมัติให้ใช้งานเป็นการฉุกเฉินจาก WHO เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2564 เป็นวัคซีนชนิดเดียว กับวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า ผลิตโดยสถาบันเซรั่มแห่งอินเดีย มีผลข้างเคียงแบบเดียวกับวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า

shutterstock 1625951248

โมเดอร์นา

วัคซีนโมเดอร์นา มีชื่อรหัสว่า mRNA-1273 เป็นวัคซีนโควิด-19 ชนิด mRNA ที่บริษัทโมเดอร์นา สถาบันภูมิแพ้และโรคติดต่อแห่งชาติสหรัฐ (ไนเอด) และสำนักงานวิจัยและพัฒนาชีวเวชภัณฑ์ชั้นสูงสหรัฐ (บาร์ดา) เป็นผู้พัฒนาขึ้น โดยได้รับทุนบางส่วนจากกลุ่มพันธมิตรความร่วมมือด้านนวัตกรรมเพื่อรับมือโรคระบาด หรือเซพี

วัคซีนโมเดอร์ เป็นแบบฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 2 โดส ทิ้งระยะห่างระหว่างโดสนาน 4 สัปดาห์ สำหรับผู้มีอายุ 18 ปี หรือมากกว่าเพื่อป้องกันการติดเชื้อไวรัสโควิด โดยวันที่ 18 ธันวาคม 2563 องค์การอาหารและยาสหรัฐ (เอฟดีเอ) อนุมัติให้ใช้เป็นการฉุกเฉิน และเป็นผลิตภัณฑ์แรกของโมเดอร์นา ที่ได้รับอนุมัติจาก อย.สหรัฐ

WHO ระบุว่า ข้อมูลแสดงให้เห็นว่า วัคซีนมีความปลอดภัย และไม่มีผลข้างเคียงที่น่าเป็นห่วง อาการไม่พึงประสงค์โดยปกติ คือ เจ็บปวดบริเวณที่ฉีด อ่อนล้า ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ และปวดข้อ ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐ (ซีดีซี) มีรายงานพบอาการแพ้รุนแรงแอนาฟิแล็กซิส (Anaphylaxis) ในอัตรา 2.% ต่อจำนวนการฉีด 1 ล้านโดส จึงแนะนำให้สังเกตอาการเป็นเวลา 15 นาที หลังฉีด

ซิโนฟาร์ม

วัคซีนโควิด ของซิโนฟาร์ม ได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการผลิตภัณฑ์ยาแห่งชาติจีน (เอ็นเอ็มพีเอ) เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2563และผ่านการรับรองจาก WHO เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2564 ถือเป็นวัคซีนต้านโควิด ที่ผลิตจากชาติตะวันออกยี่ห้อแรกที่ WHO ขึ้นทะเบียน

วัคซีนซิโนฟาร์ม หรือ BBIBP-CorV เป็นวัคซีนที่ผลิตโดยไชน่า เนชันแนล ฟาร์มาซูติคัล กรุ๊ป (ซีเอ็นบีจี) บริษัทลูกของ ซิโนฟาร์ม เป็นวัคซีนชนิดเชื้อตาย (Inactivated vaccine) ผลิตโดยการนำเชื้อไวรัสสายพันธุ์ WIV04 และ HB02 มาเลี้ยงขยายจำนวนมาก แล้วนำมาฆ่าด้วยสารเคมี เช่น เบตาโพรพิโอแล็กโทน (Beta propiolactone) ฟอร์มาลดีไฮด์ (Formaldehyde) หรือความร้อน

ข้อดีของวัคซีนซิโนฟาร์มคือ สามารถจัดเก็บได้ง่ายที่อุณหภูมิ 298 องศาเซลเซียส ไม่ต้องเก็บรักษาในอุณหภูมิที่ต่ำมาก เหมือนกับวัคซีนชนิดอื่น ๆ จึงเหมาะสำหรับประเทศที่ไม่มีอุปกรณ์พิเศษ หรือรถแช่เย็นอุณหภูมิต่ำมาก ๆ สำหรับการขนส่งวัคซีน

shutterstock 1908427285

นอกจากนี้ วัคซีนโควิดซิโนฟาร์มยังมีแถบตรวจสอบบนขวด ซึ่งจะเปลี่ยนสีตามอุณหภูมิของความร้อน ทำให้แพทย์สามารถสังเกตได้ง่ายว่า วัคซีนมีความปลอดภัย และพร้อมสำหรับใช้งานหรือไม่

ผลข้างเคียงหรืออาการไม่พึงประสงค์ที่พบได้ในการฉีดวัคซีนโควิดซิโนฟาร์ม เหมือนกับการฉีดวัคซีนโควิดชนิดอื่น ๆ ได้แก่ ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยตามเนื้อตัว มีไข้ หนาวสั่น และคลื่นไส้ โดยอาการเหล่านี้มักเกิดขึ้นภายใน 1-2 วัน หลังได้รับการฉีดวัคซีน และควรหายภายในระยะเวลาไม่กี่วัน

นอกจากนี้ อาจเกิดปฏิกิริยาบริเวณที่ฉีด เช่น ปวด บวม แดง ที่สามารถพบได้จากวัคซีนชนิดอื่นเช่นกัน

ซิโนแวค

วัคซีนซิโนแวค หรือชื่ออย่างเป็นทางการว่า โคโรนาแวค ผ่านการรับรอง WHO เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2564 เป็นวัคซีนป้องกันโควิด ที่ผลิตโดยบริษัทซิโนแวค ไบโอเทค โดยเริ่มพัฒนามาตั้งแต่เดือนมกราคม 2563 และเริ่มใช้งานครั้งแรกในจีน เมื่อเดือนตุลาคมปีเดียวกัน

ซิโนแวค ใช้เทคโนโลยีการผลิตวัคซีนแบบเชื้อตาย เช่นเดียวกับการผลิตวัคซีนตับอักเสบเอ และวัคซีนโปลิโอชนิดฉีด กลไกของวัคซีนโควิดชนิดนี้คือ การเหนี่ยวนำให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกัน หรือแอนติบอดีต้านเชื้อไวรัสโควิด-19 เพื่อไม่ให้เข้าสู่เซลล์ร่างกายได้ การทดลองวัคซีนในจีนยืนยันประสิทธิภาพที่ 78%

แต่ WHO ระบุว่า มีประสิทธิภาพการป้องกันการติดเชื้ออยู่ที่ 51% และยืนยันป้องกันอาการป่วยรุนแรงและเสียชีวิต 100% เหมาะสำหรับการใช้ในกลุ่มผู้ป่วยโควิด ที่มีอาการไม่รุนแรง ใช้วิธีฉีด 2 เข็ม เว้นระยะห่างกัน 2-4 สัปดาห์

ผลข้างเคียง หรืออาการไม่พึงประสงค์บริเวณที่ฉีด เช่น ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ท้องเสีย ปวดเมื่อยตามร่างกาย บวมแดงบริเวณที่ฉีดที่สามารถพบได้จากวัคซีนชนิดอื่นเช่นกัน แต่อาการดังกล่าวจะไม่รุนแรงหายไปได้เองภายใน 1-2วัน

ไม่เหมาะกับผู้ที่มีประวัติแพ้วัคซีนอย่างรุนแรง เช่น แพ้อาหาร แพ้โลหะ มีไข้ หรือเจ็บป่วยรุนแรง ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ซึ่งไม่สามารถควบคุมโรคให้อยู่ในเกณฑ์ปลอดภัยได้

shutterstock 1846107679

โควาซิน

WHO อนุมัติวัคซีนโควาซิน ที่คิดค้น และพัฒนาโดย สถาบันไวรัสวิทยาแห่งชาติอินเดีย สภาวิจัยทางการแพทย์แห่งประเทศอินเดีย และภารัต ไบโอเทค สำหรับใช้ในกรณีฉุกเฉินเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน โดยวัคซีนตัวนี้ ใช้เทคโนโลยีการผลิตแบบเชื้อตาย เช่นเดียวกับ ซิโนแวค และซิโนฟาร์ม ต้องฉีดจำนวน 2 เข็ม ห่างกัน 28 วัน (4 สัปดาห์) เหมาะสำหรับผู้มีอายุ 18 ปีขึ้นไป

สภาวิจัยทางการแพทย์อินเดีย บอกด้วยว่า โควาซิน สามารถลบล้างเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ได้ และออกฤทธิ์ต่อต้านสายพันธุ์ ที่กลายพันธุ์คู่ (double mulant) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับอาการไม่พึงประสงค์ หรือผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ รวมถึง ปวด บวม แดง คัน หรือช้ำบริเวณที่ฉีดยา ปวดศีรษะเล็กน้อย อ่อนเพลีย รู้สึกไม่สบายตัว ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ และข้อ พะอืดพะอม คลื่นไส้ อาเจียน และมีผื่นแดงขึ้น

โนวาแวกซ์/โคโวแวกซ์

วัคซีนโนวาแวกซ์ หรือ NVX-CoV2373 คิดค้น และพัฒนาโดยโนวาแวก ใช้เทคโนโลยีการผลิตแบบใช้โปรตีน คือ เป็นวัคซีนที่ใช้ชิ้นส่วนโปรตีนของไวรัสโควิด-19 มาผลิต เช่น ใช้โปรตีนส่วนหนามของไวรัสมารวมกับสารกระตุ้นภูมิต้านทาน มาฉีดกระตุ้นเพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสขึ้นมา ด้วยวิธีนี้จะสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้มากกว่า 3,000 titers

วัคซีนโควิดโนวาแวกซ์ ลักษณะเป็นวัคซีนพร้อมใช้ มีจำนวน 2 เข็ม ด้วยกัน ทิ้งระยะห่างระหว่างเข็มราว 3 สัปดาห์ สามารถฉีดได้ในผู้มีอายุตั้งแต่ 18-84 ปี ผลข้างเคียงที่พบส่วนใหญ่เป็นระดับเล็กน้อย แบบเดียวกับที่พบในวัคซีนโควิดหลายยี่ห้อ อาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ ปวด บวม แดง บริเวณที่ฉีดยา รู้สึกอ่อนเพลีย เหนื่อยล้า บางรายอาจมีอาการปวดศีรษะ

ส่วนโคโวแวกซ์ เป็นวัคซีนที่ใช้สูตรของโนวาแวกซ์ ผลิตในอินเดีย

อ่านข่าวเพิ่มเติม