ดูหนังออนไลน์
COVID-19

WHO ชี้ ‘ประเทศร่ำรวย’ ทำดีลอย่างน้อย 56 ฉบับ ดันราคา ‘วัคซีนโควิด-19’ พุ่ง

WHO ชี้ “ประเทศร่ำรวย” สร้างข้อตกลงซื้อขาย “วัคซีนโควิด-19” อย่างน้อย 56 ฉบับ ดันราคาพุ่ง เรียกร้องผู้ผลิตกระจายของ

องค์การอนามัยโลก (WHO) กล่าวเตือนว่า ข้อตกลงซื้อขายวัคซีนต้านโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) ระดับทวิภาคีระหว่างนานาประเทศและกลุ่มบริษัทผู้ผลิต ส่งผลเสียต่อ โคแวกซ์ (COVAX) โครงการจัดหาวัคซีนระดับโลกของ WHO ซึ่งมุ่งให้ประชาชนทั่วโลกเข้าถึงวัคซีนอย่างรวดเร็วและเท่าเทียม

“ปัจจุบันมีการลงนามข้อตกลงวัคซีนระดับทวิภาคีอย่างน้อย 56 ฉบับ ซึ่งสร้างความแตกแยกในตลาด บีบบังคับให้แต่ละประเทศต้องแข่งขันกัน รวมถึงทำให้วัคซีนมีราคาสูงขึ้น” ทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่องค์การฯ ระบุ

วัคซีน WHO

“วัคซีนชาตินิยมเป็นแนวคิดที่ทำลายตัวเองและไม่มีประสิทธิภาพ ทำให้ประเทศยากจนและเปราะบางที่สุดตกอยู่ในอันตราย” ทีโดรสกล่าว “การอุบัติของเชื้อไวรัสฯ ชนิดกลายพันธุ์ที่ระบาดได้เร็วยิ่งทำให้การฉีดวัคซีนอย่างรวดเร็วและเท่าเทียมมีความสำคัญมากขึ้น”

ทีโดรสระบุว่าในบรรดา 50 ประเทศที่เริ่มฉีดวัคซีนต้านโรคโควิด-19 แล้ว เป็นประเทศร่ำรวยเกือบทั้งหมด และ 75% ของวัคซีนทั้งหมดถูกจัดส่งไปยัง 10 ประเทศเท่านั้น

“รัฐบาลแต่ละประเทศต้องการฉีดวัคซีนให้แรงงานสุขภาพและคนชราก่อน นั่นเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ แต่สิ่งที่ไม่ถูกต้องคือผู้ใหญ่อายุน้อยที่สุขภาพดีในประเทศร่ำรวยกลับได้รับวัคซีนก่อนแรงงานสุขภาพและผู้สูงวัยในประเทศยากจน”

“สถานการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นเนื่องจากผู้ผลิตวัคซีนส่วนมากให้ความสำคัญกับการยื่นขออนุมัติวัคซีนในประเทศร่ำรวยและทำกำไรได้สูงสุดก่อน แทนที่จะยื่นขออนุมัติต่อ WHO” ทีโดรสกล่าว “พูดตรงๆ คือมีหลายประเทศซื้อวัคซีนในปริมาณที่ มากกว่าความจำเป็น”

ทีโดรสเรียกร้องกลุ่มผู้ผลิตวัคซีนที่ผ่านมาตรฐานความปลอดภัย ประสิทธิภาพ และคุณภาพระดับนานาชาติ ให้ความสำคัญกับการยื่นขออนุมัติวัคซีนเพื่อการใช้งานฉุกเฉินกับ WHO ก่อน โดยเน้นย้ำว่า COVAX ต้องการ “วัคซีนเพิ่มเติมโดยด่วน ไม่ใช่วัคซีนเหลือๆ จากอีกหลายเดือนข้างหน้า”

“ปี 2564 อาจเป็นปีแห่งความหวังใหม่ที่เราจะสามารถก้าวข้ามช่วงเวลายากลำบากจากโรคระบาดใหญ่ แต่เราจะไม่สามารถคว้าชัยชนะได้เลยหากทุกประเทศไม่ร่วมมือกัน ความสามัคคีทั่วโลกเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้เราเดินต่อไปข้างหน้าได้”

ที่มาสำนักข่าวซินหัว

อ่านข่าวเพิ่มเติม

The Bangkok Insight Editorial Team