ดูหนังออนไลน์
World News

อย่างละเอียด! ‘ไบเดน’ เล็งรีดภาษีคนรวย-ทุ่มลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน

“โจ ไบเดน” แถลงต่อสภาคองเกรสสหรัฐ เนื่องในโอกาสครบ  100 วันที่อยู่ในตำแหน่ง แสดงความมุ่งมั่นที่จะฟื้นฟูประเทศ หลังจากที่ต้องเผชิญกับการล็อกดาวน์เป็นเวลาหนึ่งปี การเสียชีวิตจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และความเสียหายทางเศรษฐกิจ โดยมองว่า วิกฤตการณ์เหล่านี้ เป็นโอกาสที่จะโน้มน้าวให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเห็นว่า สหรัฐมีความเป็นหนึ่งเดียวกันมากขึ้น และพร้อมสำหรับการลงทุนมูลค่ามหาศาล ด้วยเงินจากผู้เสียภาษี

ในการขึ้นแถลงต่อสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา พร้อมกันไบเดนได้แถลงถึงแผน “American Families Plan” ซึ่งเป็นมาตรการให้ความช่วยเหลือด้านเครดิตภาษีวงเงิน 1.8 ล้านล้านดอลลาร์ และมาตรการเร่งด่วนอื่น ๆ สำหรับประชาชนในสหรัฐ ทั้งการดูแลเด็ก, การให้สิทธิลางานเพื่อดูแลครอบครัว โดยยังได้รับค่าตอบแทน และการยกเว้นค่าเล่าเรียน สำหรับวิทยาลัยในชุมชน ซึ่งทั้งหมดนี้จะได้รับการสนับสนุนงบประมาณ จากการขึ้นภาษีคนรวยในสหรัฐครั้งใหญ่ที่สุด ในรอบหลายสิบปี

ประธานาธิบดีไบเดน ยังได้กล่าวถึงแผนการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานมูลค่า 2 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งจะช่วยสร้างงานให้กับชาวอเมริกัน ที่ไม่ได้จบการศึกษาระดับวิทยาลัย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้สนับสนุนอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

“เกือบ 90% ของงานด้านโครงสร้างพื้นฐานในแผน American Jobs Plan ไม่ต้องใช้วุฒิการศึกษาระดับวิทยาลัย ส่วน 75% ไม่ต้องมีวุฒิอนุปริญญา แผนการลงทุนนี้เป็นต้นแบบที่ผู้ใช้แรงงานจะได้ร่วมกันสร้างอเมริกา”

“ประชาชนเก่งๆ อยู่ที่วอลล์สตรีท แต่วอลล์สตรีท ไม่ได้สร้างประเทศนี้ขึ้นมา ชนชั้นกลางต่างหากที่สร้างประเทศนี้ และสหภาพแรงงาน สร้างชนชั้นกลาง”

ข้อเสนอเกี่ยวกับมาตรการเยียวยาทั้ง 2 แผนมีขึ้น หลังจากที่ไบเดนได้เสนอแผน American Rescue Plan วงเงิน 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งเขาเรียกว่าเป็นหนึ่งในมาตรการให้ความช่วยเหลือที่ต่อเนื่องกันมากที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐ

การแถลงของผุ้นำสหรัฐ ยังเป็นการฉลองโครงการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ที่ฉีดให้ประชาชนไปแล้วกว่า 315 ล้านโดส รวมถึงโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่มอบเช็คให้กับผู้เสียภาษีเป็นวงเงินกว่า 160 ล้านดอลลาร์ด้วย

“ความคืบหน้าของเราในช่วง 100 วันที่ผ่านมา ในการต่อสู้กับโรคระบาด ที่เป็นครั้งรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ครั้งหนึ่ง ถือเป็นความสำเร็จในด้านโลจิสติกส์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของสหรัฐ”

ประธานาธิบดีไบเดน ยังแสดงความเชื่อมั่นว่า สหรัฐได้ผ่านพ้นจุดวิกฤติ และเริ่มฟื้นตัวแล้ว จากผลกระทบของการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งทำให้ชาวอเมริกันเสียชีวิตจำนวนมากกว่า 500,000 คน และยังสร้างความเสียหายอย่างหนักต่อเศรษฐกิจของประเทศ

“อเมริกากำลังจะกลับมาอีกครั้ง เราจะทำให้หายนะกลับกลายเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ เราจะพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส และเราจะทำให้การถดถอยกลายเป็นความเข้มแข็ง” 

อย่างไรก็ดี เขาเตือนว่า จะขอให้บริษัทเอกชน และชาวอเมริกันที่ร่ำรวย เข้ามาร่วมแบกภาระด้านการเงินของประเทศมากขึ้น

“นี่เป็นเวลาที่บริษัทของสหรัฐ และคนที่ร่ำรวยที่สุดซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 1% ของพลเมืองอเมริกัน จะต้องร่วมแบ่งเบาภาระ โดยทางรัฐบาลจะปรับขึ้นภาษีคนร่ำรวยที่สุด และจะสั่งการให้สำนักงานภาษีดำเนินการกวาดล้างบรรดาเศรษฐี และมหาเศรษฐีที่โกงภาษี”

แผนเก็บภาษีคนรวยของไบเดน 

  • จัดเก็บภาษีเงินได้ส่วนบุคคล ในอัตราสูงสุดที่ 39.6% สำหรับผู้ที่มีรายได้มากกว่า 400,000 ดอลลาร์ต่อปี
  • จัดเก็บภาษีกำไรจากการลงทุน (capital gains tax) สำหรับผู้ที่มีรายได้ตั้งแต่ 1 ล้านดอลลาร์ต่อปีขึ้นไป
  • ยุติการยกเว้นภาษีกำไรจากการรับมรดก
  • ยุติการยกเว้นภาษีอัตราดอกเบี้ยของกลุ่มผู้จัดการกองทุน

“ทั้งหมดที่ผมเสนอนี้คือสิ่งที่ยุติธรรมแล้ว นี่เป็นความรับผิดชอบด้านการคลัง” ไบเดนกล่าว พร้อมยืนยันว่า เงินทุนที่ระดมได้จากการปรับขึ้นภาษี จะช่วยสร้างงานหลายล้านตำแหน่ง และจะช่วยหนุนเศรษฐกิจให้เติบโตขึ้น 

เขาบอกด้วยว่า ตามความเชื่อของเขานั้น ไม่ควรที่จะมีใครที่ยังยากจนอยู่ ทั้งที่ทำงานเต็มเวลา และนี่เป็นสาเหตุที่ทำให้เขามาประกาศในวันนี้ว่า ได้ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำมาอยู่ที่ชั่วโมงละ 15 ดอลลาร์ สำหรับผู้ที่ทำงานกับหน่วยงานรัฐ

ปฏิรูปตำรวจ

เขายังเรียกร้องให้สภาคองเกรส ผ่านร่างกฎหมายปฏิรูปตำรวจในนามของ “จอร์จ ฟลอยด์” ชายชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกัน ที่ถูกตำรวจล็อกคอจนเสียชีวิต เนื่องในโอกาสครบรอบการเสียชีวิตของเขาซึ่งตรงกับวันที่ 25 พฤษภาคมนี้

ประธานาธิบดีไบเดนกล่าวว่า ชาวอเมิรกันสนับสนุนการปฏิรูปในครั้งนี้ และเขาทราบว่า พรรครีพับลิกันได้ร่วมหารือกับสมาชิกพรรคเดโมแครตในกรณีดังกล่าวแล้ว

“เราจำเป็นต้องหารือกันเพื่อสร้างฉันทามติ กระบวนการทั้งหมดควรเสร็จสิ้นภายในเดือนหน้า ให้ทันวันครบรอบการเสียชีวิตของจอร์จ ฟลอยด์”

นอกจากนี้ สภาคองเกรสควรเร่งเรียกคืนความเชื่อมั่นในการบังคับใช้กฎหมาย, ยุติการเหยียดเชื้อชาติในกระบวนการยุติธรรม และพิสูจน์คำพูดของลูกสาวฟลอยด์ ซึ่งได้กล่าวกับพ่อของเธอว่า “พ่อของหนูได้เปลี่ยนโลกใบนี้”

“หลังจากที่ได้มีการพิจารณาคดีฆาตกรรมของจอร์จ ฟลอยด์ เราเห็นได้ว่าคำพูดของเธอนั้นถูกต้อง หากเรากล้าที่จะลงมือทำ  นี่คือโอกาสของเราที่จะสร้างความก้าวหน้าอย่างแท้จริง”

ก่อนหน้านี้ สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ มีมติอนุมัติร่างกฎหมายการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ เพื่อให้ความยุติธรรมกับจอร์จ ฟลอยด์ (George Floyd Justice in Policing Act) ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อยุติการบังคับใช้กฎหมาย ที่รุนแรงเกินกว่าเหตุ แต่ร่างกฎหมายดังกล่าว ยังไม่ได้เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของวุฒิสภาสหรัฐ

ชูนโยบายต่างประเทศ เน้นป้องกันความขัดแย้ง 

ส่วนในด้านนโยบายต่างประเทศนั้น ประธานาธิบดีไบเดน บอกต่อสภาคองเกรสว่า เขาได้กล่าวกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีนว่า สหรัฐจะยังคงตรึงกำลังทหารไว้ในภูมิภาคอินโดแปซิฟิก “ไม่ใช่เพื่อเริ่มต้นความขัดแย้ง แต่เพื่อป้องกันความขัดแย้ง” หลังจากที่จีนพยายามแผ่ขยายอิทธิพล มายังเขตแดนซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญดังกล่าว

เขากล่าวกับผู้นำจีนว่า สหรัฐยินดีที่จะแข่งขันทางเศรษฐกิจกับจีน แต่ไม่ได้ต้องการสร้างความขัดแย้งแต่อย่างใด

“ผมบอกกับประธานาธิบดีสีว่า เราจะยังคงตรึงกำลังทหารในอินโดแปซิฟิก เช่นเดียวกับที่เราทำร่วมกับองค์การนาโต (NATO) ในยุโรป ซึ่งไม่ใช่เพื่อเริ่มต้นความขัดแย้ง แต่เพื่อป้องกันความขัดแย้ง”

“เราน้อมรับการแข่งขัน แต่เราไม่ได้ต้องการสร้างความขัดแย้งกับจีน อย่างไรก็ตาม ผมบอกประธานาธิบดีสี อย่างชัดเจนว่า ผมจะปกป้องผลประโยชน์ของชาวอเมริกันทั้งหมด” 

เขาระบุด้วยว่า สหรัฐจะยืนหยัดต่อสู้ กับการค้าที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งเป็นการเอาเปรียบแรงงาน และอุตสาหกรรมของสหรัฐ อาทิ การอุดหนุนรัฐวิสาหกิจ และการขโมยเทคโนโลยี และทรัพย์สินทางปัญญาของสหรัฐ

ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีไบเดน ยังได้กล่าวกับผู้นำจีน เช่นเดียวกับที่เขากล่าวกับผู้นำโลกหลายคนว่า สหรัฐจะยึดมั่นต่อพันธสัญญา ที่จะปกป้องสิทธิมนุษยชน และเสรีภาพอันเป็นหลักพื้นฐานของมนุษย์

“ไม่มีประธานาธิบดีสหรัฐที่มีความรับผิดชอบคนใด สามารถเพิกเฉยต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนได้ ประธานาธิบดี ต้องเป็นผู้ที่แสดงให้เห็นถึงแก่นแท้ของประเทศ”

ทั้งนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐ กับจีน ตกต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ เนื่องจากทั้ง 2 ประเทศเผชิญหน้ากันท่ามกลางความขัดแย้งหลายประการ รวมถึงการค้า, การที่จีนส่งกำลังทหารไปประจำการในน่านน้ำทะเลจีนใต้ และประเด็นสิทธิมนุษยชนในฮ่องกง และซินเจียง

จับมือพันธมิตร รับมือ “เกาหลีเหนือ-อิหร่าน”

สำหรับประเด็นเกาหลีเหนือและอิหร่านนั้น ประธานาธิบดีไบเดน แถลงว่า รัฐบาลสหรัฐวางแผนรับมือกับการคุกคามของเกาหลีเหนือ และอิหร่าน ด้วยการเจรจา และการป้องปรามอย่างเข้มงวด ร่วมกับชาติพันธมิตร พร้อมระบุว่า โครงการนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ และอิหร่าน ถือเป็นภัยคุกคามอย่างร้ายแรงต่อความมั่นคงของสหรัฐ และประชาคมโลก

“เราจะร่วมมือกับชาติพันธมิตรอย่างใกล้ชิด เพื่อรับมือภัยคุกคามจาก 2 ประเทศนี้ด้วยการเจรจา และการป้องปรามอย่างเข้มงวด”

เขาบอกด้วยว่า รัฐบาลสหรัฐอยู่ระหว่างการทบทวนการดำเนินนโยบาย ที่เกี่ยวข้องกับเกาหลีเหนือ โดยจะมีการเสนอแนวทางใหม่ในการรับมือกับเกาหลีเหนือที่ไม่ให้ความร่วมมือ

พร้อมกันนี้ ผู้นำสหรัฐ ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการร่วมมือ กับชาติพันธมิตรในการจัดการกับอุปสรรค ที่สหรัฐต้องเผชิญ

“ประชาชนชาวอเมริกันทุกท่าน สหรัฐต้องแสดงให้เห็นว่า เราไม่เพียงแต่กลับมาสู่เวทีโลกแล้ว แต่จะยังยืนหยัดต่อไปด้วย และเราจะไม่แบกรับบทบาทผู้นำเพียงผู้เดียว  แต่จะก้าวไปพร้อม ๆ กับชาติพันธมิตรของเรา”

“ไม่มีชาติใดจะสามารถรับมือกับวิกฤติการณ์ในปัจจุบันได้โดยลำพัง ไม่ว่าจะเป็นภัยก่อการร้าย, การพัฒนาโครงการนิวเคลียร์, การอพยพย้ายถิ่นฐานครั้งใหญ่, ภัยความมั่นคงทางไซเบอร์, การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ รวมถึงวิกฤติครั้งล่าสุดที่เรากำลังเผชิญอยู่ ซึ่งก็คือโรคระบาดที่แพร่กระจายไปทั่วโลก”

อ่านข่าวเพิ่มเติม

The Bangkok Insight Editorial Team