“ดับเบิลยูอาร์พี” ผู้ผลิตถุงมือยางมาเลเซีย ประกาศปิดกิจการกลางเดือนเม.ย. นี้ หลังเผชิญแรงกดดันต้นทุน และห่วงโซ่อุปทานปั่นป่วน จากสงครามตะวันออกกลาง
วันนี้ (8 เม.ย.) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า บริษัท ดับเบิลยูอาร์พี เอเชีย แปซิฟิก จำกัด ผู้ผลิตถุงมือยางมาเลเซีย เตรียมทยอยยุติการดำเนินธุรกิจตั้งแต่เดือนนี้ โดยให้เหตุผลถึงความปั่นป่วนรุนแรงในห่วงโซ่อุปทานพลังงาน และปิโตรเคมีโลก อันเป็นผลจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

ในจดหมายถึงลูกค้าลงวันที่ 31 มี.ค.ที่ผ่านมา ระบุว่า บริษัทเผชิญกับต้นทุนวัตถุดิบ และสารเคมีจากปิโตรเคมีเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะเดียวกันยังเผชิญความไม่แน่นอนด้านการจัดหา ทั้งระยะเวลา และเงื่อนไขที่ซัพพลายเออร์เรียกร้องให้ชำระเงินล่วงหน้า
“สถานการณ์ที่ไม่คาดคิดเหล่านี้ ทำให้เราจำเป็นต้องตัดสินใจอย่างยากลำบาก แต่จำเป็นในการเริ่มกระบวนการยุติการดำเนินธุรกิจ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 15 เม.ย.”
การตัดสินใจดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางแรงกระแทกในตลาดพลังงานโลก จากสงครามที่นำโดยสหรัฐ และอิสราเอล ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูง กระตุ้นเงินเฟ้อ และเพิ่มต้นทุนในหลายอุตสาหกรรม
อุตสาหกรรมถุงมือยางได้รับผลกระทบโดยตรง เนื่องจากต้องพึ่งพาการนำเข้าไนไตรล์ลาเท็กซ์ ซึ่งเป็นยางสังเคราะห์ที่มีราคาผูกกับตลาดพลังงาน
ด้าน นาดาราจาห์ สวามินาธาน ผู้บริหารฝ่ายปฏิบัติการของบริษัท ยืนยันแผนยุติกิจการ พร้อมระบุว่าบริษัทยังอยู่ระหว่างรอความเห็นจากผู้ถือหุ้น และอาจมีผู้สนใจเข้าซื้อกิจการในอนาคต
อย่างไรก็ตาม ยังไม่ชัดเจนว่าข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว 2 สัปดาห์ และการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ จะช่วยบรรเทาสถานการณ์ของอุตสาหกรรมได้มากเพียงใด
ก่อนหน้านี้ สมาคมผู้ผลิตถุงมือยางมาเลเซีย ได้เตือนว่าการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซทำให้วัตถุดิบสำคัญขาดแคลน ส่งผลให้ผู้ผลิตในประเทศเผชิญแรงกดดันทางการเงิน และอาจกระทบต่ออุปทานถุงมือยางทั่วโลก
ขณะเดียวกัน ต้นทุนวัตถุดิบเพิ่มขึ้นมากกว่า 50% จากปัญหาการหยุดชะงักของน้ำมันดิบ และการกลั่น ส่งผลให้บริษัท ท็อป โกลฟ คอร์ป จำกัด ผู้ผลิตถุงมือยางรายใหญ่ของโลก ต้องปรับขึ้นราคาสินค้า พร้อมแนะนำให้ลูกค้าหันไปใช้ถุงมือยางธรรมชาติแทน
ข้อมูลจากบลูมเบิร์กระบุว่า ราคาบิวทาไดอีน ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตถุงมือแบบใช้แล้วทิ้ง พุ่งขึ้นเกือบ 70% นับตั้งแต่เกิดสงคราม และอาจคิดเป็นต้นทุนมากกว่าครึ่งหนึ่งของไนไตรล์ลาเท็กซ์
ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมมองว่า การขาดแคลนวัตถุดิบ และต้นทุนที่เพิ่มสูง ทำให้โครงสร้างต้นทุนของผู้ผลิตถุงมือยางมาเลเซียเสียเปรียบคู่แข่งในภูมิภาคมากขึ้น โดยบริษัทที่ไม่มีสต๊อกวัตถุดิบอาจต้องเลื่อนหรือหยุดการผลิต
ทั้งนี้ มาเลเซียเป็นผู้ผลิตถุงมือยางประมาณ 45% ของโลก และส่งออกไปยังกว่า 195 ประเทศ
โดยดับเบิลยูอาร์พี ผลิตถุงมือผ่าตัด ถุงมือตรวจโรค และถุงมือเฉพาะทางสำหรับอุตสาหกรรมสุขภาพ อาหาร และความงาม เคยมีรายได้และกำไรเติบโตสูงในช่วงโควิด-19 โดยในการแสดงรายได้ล่าสุด ในปีงบประมาณสิ้นสุดเดือนมิ.ย. 2567 บริษัทขาดทุน 78 ล้านริงกิต จากรายได้ 204.6 ล้านริงกิต
อ่านข่าวเพิ่มเติม
- สายการบินทั่วโลก ‘ขึ้นค่าตั๋ว-ลดเที่ยวบิน’ เซ่นราคาน้ำมันพุ่ง จากสงครามตะวันออกกลาง
- ‘โกลด์แมน แซคส์’ เตือนวิกฤติน้ำมัน กระทบ ‘เชื้อเพลิงสำเร็จรูป’ หนักกว่าน้ำมันดิบ
- ‘สตาร์บัคส์’ ปลดพนักงานกว่า 2,000 คน ในตะวันออกกลาง เซ่นพิษสงครามกาซา
ติดตามเราได้ที่
เว็บไซต์: https://www.www.thebangkokinsight.com/
Facebook: https://www.facebook.com/TheBangkokInsight
X: https://twitter.com/BangkokInsight
Instagram: https://www.instagram.com/thebangkokinsight/
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCYmFfMznVRzgh5ntwCz2Yxg