ชาวอเมริกันกำลังจะไปใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐคนใหม่ ในวันพรุ่งนี้ (5 พ.ย.) โดยทั่วโลกต่างพากันจับตามองว่า ใครจะได้ขึ้นครองตำแหน่งผู้นำของชาติมหาอำนาจเป็นคนต่อไป
ในวันเดียวกันกับการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ชาวอเมริกันในรัฐต่าง ๆ ยังต้องลงคะแนนเลือกสมาชิกรัฐสภา หรือสภาคองเกรส ซึ่งเป็นผู้แทนประชาชนในการทำหน้าที่ออกกฎหมาย ทั้งยังมีบทบาทอย่างมากต่อการดำเนินชีวิตของชาวอเมริกันทั่วไปด้วย

วันเลือกตั้ง 5 พฤศจิกายน 2567
ผู้ที่คว้าชัยชนะในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในวันนี้ จะได้ดำรงตำแหน่งผู้นำ และเข้าทำหน้าที่บริหารประเทศใน “ทำเนียบขาว” หรือทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐเป็นเวลา 1 สมัย หรือ 4 ปีเต็ม โดยวาระการดำรงตำแหน่งจะเริ่มขึ้นในเดือนมกราคม 2568
แม้ประธานาธิบดีสหรัฐ จะมีอำนาจในการออกกฎหมายด้วยตนเองได้บางส่วน แต่ในกรณีทั่วไปแล้ว ผู้นำสหรัฐมักจะต้องหารือ และทำงานร่วมกับสภาคองเกรสเป็นหลัก หากต้องการจะออกกฎหมายสักฉบับหนึ่ง
ส่วนบทบาทของประธานาธิบดีสหรัฐในเวทีการเมืองระดับโลกนั้น มีเสรีภาพพอสมควรในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ รวมทั้งมีเสรีภาพในการแสดงบทบาทเป็นตัวแทนผลประโยชน์ของชาวอเมริกัน ขณะที่มีการติดต่อกับต่างชาติด้วย
ผู้สมัครคือใครและได้รับการเสนอชื่อมาอย่างไร
2 พรรคการเมืองหลักของสหรัฐ จะเสนอชื่อตัวแทนของตนที่จะลงสมัครรับเลือกตั้ง เพื่อชิงตำแหน่งผู้นำประเทศ โดยการเสนอชื่อนี้มาจากการลงคะแนนเสียงขั้นต้นติดต่อกันหลายครั้งในแต่ละรัฐ ซึ่งเรียกว่า “ไพรมารี” (primaries) และ “คอคัส”(caucuses) โดยประชาชนที่เป็นสมาชิกของแต่ละพรรค จะแสดงเจตจำนงว่า ต้องการให้ใครเป็นผู้นำของพรรคตน เพื่อลงชิงชัยในศึกเลือกตั้งทั่วไป
ในฝั่งของพรรครีพับลิกัน อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้รับเสียงสนับสนุนเหนือคู่แข่งอย่างถล่มทลายจากสมาชิกพรรค จนได้รับการเสนอชื่อเป็นตัวแทนของพรรครีพับลิกันอย่างเป็นทางการ ในการประชุมใหญ่ที่เมืองมิลวอกี รัฐวิสคอนซิน โดยนายทรัมป์ได้เลือกนายเจดี แวนซ์ วุฒิสมาชิกจากรัฐโอไฮโอ เป็นคู่ลงสมัครชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดีด้วย
ด้านพรรคเดโมแครต รองประธานาธิบดีคามาลา แฮร์ริส ได้รับการเสนอชื่อเป็นตัวแทนเพื่อลงสมัครชิงตำแหน่งผู้นำสหรัฐ หลังจากที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ขอถอนตัว และไม่มีผู้ใดในพรรคเดโมแครตคัดค้าน หรือเสนอตัวแข่งกับเธอ ส่วนคู่ลงสมัครชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดีนั้น นางแฮร์ริสเลือกนายทิม วอลซ์ ผู้ว่าการรัฐมินนิโซตา
นอกจากตัวแทนพรรคการเมืองหลักทั้งสองแล้ว ยังมีผู้สมัครอิสระที่ไม่สังกัดพรรคการเมืองอยู่อีกจำนวนหนึ่ง โดยผู้สมัครอิสระที่โดดเด่นในครั้งนี้ ได้แก่ นายโรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดี จูเนียร์ หลานลุงของอดีตประธานาธิบดีจอห์น เอฟ. เคนเนดี ทว่าในเวลาต่อมาเขาได้ยุติการรณรงค์หาเสียงของตนเองลงเมื่อเดือนสิงหาคม แล้วหันมาให้การสนับสนุนนายทรัมป์

จุดยืนของเดโมแครตและรีพับลิกันต่างกันอย่างไร
พรรคเดโมแครตเป็นพรรคการเมืองที่มีอุดมการณ์แบบเสรีนิยม โดยแนวนโยบาย และประเด็นทางการเมืองของพรรคส่วนใหญ่ มาจากความพยายามส่งเสริมสิทธิพลเมือง การผลักดันให้มี “โครงข่ายการคุ้มครองทางสังคม” (social safety net) สำหรับผู้คนในวงกว้าง รวมทั้งวางมาตรการแก้ไขหยุดยั้งการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ
ส่วนพรรครีพับลิกันเป็นพรรคการเมืองที่มีอุดมการณ์แบบอนุรักษนิยม เนื่องจากมีความเป็นมายาวนานในประวัติศาสตร์จนถูกเรียกขานกันทั่วไปว่า “พรรคเก่าที่ยิ่งใหญ่” (Grand Old Party-GOP)
ปัจจุบันพรรครีพับลิกันมีนโยบายลดอัตราการเก็บภาษี, ปรับลดขนาดองค์กรของรัฐบาล, ส่งเสริมสิทธิการถือครองปืน, รวมทั้งเตรียมวางมาตรการที่เข้มงวดขึ้นต่อการตรวจคนเข้าเมืองและการทำแท้ง
การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐทำกันอย่างไร
ผู้ชนะการเลือกตั้งไม่ใช่คนที่ได้รับคะแนนเสียงสูงสุดจากชาวอเมริกันทั่วประเทศ แต่เป็นผู้สมัครที่สามารถคว้าคะแนนเสียงจาก “คณะผู้เลือกตั้ง” (electoral college) ในรัฐต่าง ๆ ของประเทศ ซึ่งมีอยู่ทั้งหมด 50 รัฐ ได้เป็นจำนวนมากที่สุด
ในแต่ละรัฐของสหรัฐ จะมีจำนวนคะแนนเสียงจากคณะผู้เลือกตั้งอยู่ไม่เท่ากัน ซึ่งคะแนนนี้ถูกกำหนดด้วยปัจจัยหลายประการ รวมถึงจำนวนประชากร แต่โดยรวมแล้ว ทั้งประเทศจะมีคะแนนจากคณะผู้เลือกตั้งอยู่ 538 เสียง ซึ่งผู้ชนะจะต้องได้คะแนนในส่วนนี้ 270 เสียงขึ้นไป
การชิงชัยเพื่อคะแนนเสียงจากคณะผู้เลือกตั้งในเกือบทุกรัฐของประเทศ ใช้แนวทางที่ผู้ชนะ ซึ่งได้รับคะแนนนิยมจากประชาชนมากที่สุด จะได้ครองคะแนนเสียงจากคณะผู้เลือกตั้งของรัฐนั้นไปทั้งหมด (winner-takes-all) เว้นแต่ในรัฐเมน และรัฐเนบราสกาที่ไม่ใช้แนวทางนี้
รัฐส่วนใหญ่ของประเทศมักมีแนวโน้มเป็นฐานเสียงของพรรคการเมืองหลักพรรคใดพรรคหนึ่ง จึงค่อนข้างแน่นอนว่า ผลการเลือกตั้งในรัฐเหล่านี้จะออกมาเป็นเช่นไร แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ยังมีบางพื้นที่ในกว่าสิบรัฐของประเทศ ซึ่งไม่ปรากฏแนวโน้มที่ชัดเจน ทำให้รัฐในกลุ่มนี้ถูกเรียกขานว่าเป็น “รัฐสมรภูมิ” ที่มีการต่อสู้ดุเดือด หรือถูกเรียกขานว่าเป็น “รัฐคะแนนเสียงผันผวน” (swing states)
มีความเป็นไปได้ว่า ผู้สมัครที่ได้รับคะแนนเสียงสูงสุดจากประชาชนทั่วประเทศ (popular vote) อาจต้องพ่ายแพ้ในศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ เพราะไม่อาจคว้าคะแนนเสียงส่วนใหญ่จากคณะผู้เลือกตั้งมาครองได้ ตัวอย่างเช่น นางฮิลลารี คลินตัน ผู้สมัครของพรรคเดโมแครตในปี 2559

ใครบ้างที่มีสิทธิออกเสียงเลือกผู้นำสหรัฐ
พลเมืองอเมริกันส่วนใหญ่ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป สามารถใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐได้ โดยผู้ที่ต้องการไปใช้สิทธิในทุกรัฐจะต้องลงทะเบียนเอาไว้ล่วงหน้า เว้นแต่ในรัฐนอร์ทดาโกตาเท่านั้น ซึ่งแต่ละรัฐจะมีขั้นตอนการลงทะเบียนเลือกตั้ง และวันเวลาที่ปิดรับการลงทะเบียนดังกล่าวไม่เหมือนกัน
พลเมืองอเมริกันที่อยู่ในต่างประเทศ สามารถลงทะเบียน เพื่อแสดงความจำนงขอใช้สิทธิออกเสียงทางไปรษณีย์ได้ โดยต้องกรอกแบบฟอร์ม Federal Post Card Application (FPCA) ทางออนไลน์
นอกจากนี้ บางรัฐยังเปิดให้พลเมืองใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้งล่วงหน้าได้ ซึ่งรวมถึงรัฐสำคัญในกลุ่มที่มีแนวโน้มคะแนนเสียงผันผวน อย่างเช่นรัฐจอร์เจีย และรัฐนอร์ทแคโรไลนาด้วย
การเลือกตั้งสมาชิกสภาคองเกรสทำกันอย่างไร
แม้จุดสนใจของคนส่วนใหญ่จะอยู่ที่การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ แต่ในวันเดียวกัน ผู้ใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้งก็จะได้ลงคะแนนเพื่อเลือกสมาชิกรัฐสภาหรือสภาคองเกรสชุดใหม่ เพื่อทำหน้าที่เป็นฝ่ายนิติบัญญัติด้วย
สภาคองเกรสประกอบด้วยสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีจำนวนสมาชิก 435 ที่นั่ง และวุฒิสภาซึ่งมีจำนวนสมาชิก 34 ที่นั่ง ซึ่งจะมีการเลือกตั้งไปพร้อมกับการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐทั้งหมด
ปัจจุบัน พรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งทำหน้าที่วางแผนงบประมาณการใช้จ่ายของรัฐบาล ในขณะที่พรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมากในวุฒิสภา โดยทำหน้าที่พิจารณาการแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญของรัฐบาลเป็นหลัก
สภาคองเกรส ซึ่งประกอบด้วยสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา ยังทำหน้าที่ผ่านกฎหมาย และสามารถมีบทบาทในการตรวจสอบนโยบายของประธานาธิบดีได้ หากพรรคที่ครองเสียงส่วนใหญ่ในสภาใดสภาหนึ่งไม่เห็นด้วยกับผู้นำประเทศ
จะรู้ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐได้เมื่อไร
ตามปกติแล้วจะมีการประกาศชื่อผู้ชนะในคืนของวันที่ทำการเลือกตั้ง แต่เมื่อปี 2563 เกิดเหตุขัดข้องจนต้องขยายเวลาการนับคะแนนออกไปอีก 2-3 วัน
ช่วงเวลาหลังการเลือกตั้ง หรือที่เรียกว่าช่วงเปลี่ยนผ่าน (transition) ก่อนที่ประธานาธิบดีคนใหม่จะขึ้นดำรงตำแหน่งอย่างเป็นทางการ สามารถเป็นช่วงเวลาที่รัฐบาลชุดใหม่ใช้เพื่อแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี รวมทั้งวางแผนการบริหารประเทศ สำหรับวาระการดำรงตำแหน่งที่จะเริ่มต้นขึ้นในไม่ช้า
พิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการของประธานาธิบดีคนใหม่ จะมีขึ้นในเดือนมกราคมของปีหน้า ซึ่งพิธีนี้จะจัดขึ้นบนขั้นบันไดของอาคารรัฐสภา (Capitol building) ในกรุงวอชิงตัน
ที่มา: บีบีซี
อ่านข่าวเพิ่มเติม
- โค้งสุดท้าย เลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ! ‘แฮร์ริส’ ชูนโยบายลดภาษี ‘ทรัมป์’ ร้องปกป้องชาติ
- ทำลายสถิติ! ชาวอเมริกันแห่ใช้สิทธิล่วงหน้า ‘เลือกตั้งปธน.สหรัฐ’ เกือบ 62 ล้านคน
- ส่องเลือกตั้งปธน.สหรัฐ ถ้า ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ ชนะ ‘การลงทุน-เศรษฐกิจ’ จะเป็นอย่างไร
ติดตามเราได้ที่
เว็บไซต์ : https://www.thebangkokinsight.com/
Facebook : https://www.facebook.com/TheBangkokInsight
X : https://twitter.com/BangkokInsight
Instagram : https://www.instagram.com/thebangkokinsight/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCYmFfMznVRzgh5ntwCz2Yxg