World News

ทำความเข้าใจ ‘เอ็มพอกซ์’ ชื่อเดิม ‘ฝีดาษลิง’ และภาวะฉุกเฉินระดับโลก ที่ WHO ประกาศล่าสุด

องค์การอนามัยโลก ได้ประกาศว่า การระบาดของโรคเอ็มพอกซ์ หรือ ชื่อเดิมคือ “ฝีดาษลิง” ในบางพื้นที่ของทวีปแอฟริกาให้เป็น “ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ” ซึ่งขณะนี้กลายเป็นความน่ากังวลสำหรับนานาชาติ

บีบีซี รายงานว่า โรคติดต่อร้ายแรงชนิดนี้ได้คร่าชีวิตผู้คนอย่างน้อย 450 รายในช่วงแรกของการระบาดในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก และกำลังแพร่กระจายไปยังบางส่วนของแอฟริกากลาง และตะวันออก ซึ่งนักวิทยาศาสตร์กังวลต่อการแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วของสายพันธุ์ใหม่ของโรคนี้ และอัตราการเสียชีวิตที่สูงจากโรคนี้ด้วย

เอ็มพอกซ์

ดร.ทีโดรส อัดฮานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก (WHO) กล่าวว่า ศักยภาพในการแพร่ระบาดที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นภายในแอฟริกาและนอกทวีป “มีความน่ากังวลมาก”

“การตอบสนองระหว่างประเทศ โดยมีการประสานงานกันเป็นสิ่งสำคัญ ที่จะหยุดยั้งการระบาดครั้งนี้ และช่วยชีวิตคน”

WHO คาดว่า ต้องการเงินทุนเบื้องต้นจำนวน 15 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 525 ล้านบาท) เพื่อสนับสนุนกิจกรรมการเฝ้าระวัง ความพร้อมรับมือ และการตอบสนอง กำลังมีการประเมินความต้องการในทุกระดับขององค์กร

โรคเอ็มพอกซ์ (mpox) นี้ติดต่อผ่านการสัมผัสใกล้ชิด เช่น การมีเพศสัมพันธ์ การสัมผัสทางผิวหนัง และการพูดหรือลมหายใจใกล้กับผู้อื่น โดยจะทำให้เกิดอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ มีแผลที่ผิวหนัง และอาจถึงแก่ชีวิตได้ ในอัตราการเสียชีวิตที่ 4 ใน 100

สำหรับสาเหตุที่องค์การอนามัยโลก ประกาศเปลี่ยนชื่อโรคฝีดาษลิง (monkeypox) เป็น “เอ็มพอกซ์” เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2565 เพื่อหลีกเลี่ยงการตีตรา การเหยียดเชื้อชาติ และการเลือกปฏิบัติ

พบบ่อยแค่ไหน

โรคเอ็มพอกซ์ เกิดจากเชื้อไวรัสฝีดาษลิง ซึ่งอยู่ในกลุ่มเดียวกับเชื้อไวรัสไข้ทรพิษ หรือโรคฝีดาษ (smallpox) แต่เชื้อไวรัสไข้ทรพิษ มีความรุนแรงน้อยกว่ามาก ในตอนแรกไวรัสนี้ถูกแพร่เชื้อจากสัตว์สู่คน แต่ปัจจุบันยังสามารถแพร่เชื้อระหว่างคนสู่คนได้เช่นกัน โดยพบได้มากที่สุดในพื้นที่ห่างไกลในป่าดิบชื้นของแอฟริกา ในประเทศต่าง ๆ เช่น สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก

ในภูมิภาคเหล่านี้ มีผู้ป่วยหลายพันรายและมีผู้เสียชีวิตหลายร้อยคนจากโรคนี้ทุกปี โดยเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีจะได้รับผลกระทบมากที่สุด

MPox เดิมรู้จักกันในชื่อฝีดาษลิง แบ่งเป็น 2 ประเภทหลักคือ Clade 1 และ Clade 2

การประกาศภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขสำหรับโรคเอ็มพอกซ์ครั้งที่แล้วเกิดขึ้นเมื่อปี 2565 เกิดจากประเภท Clade 2 ซึ่งค่อนข้างมีความรุนแรงน้อยกว่า อย่างไรก็ตาม ครั้งนี้เป็นการระบาดที่เกิดจาก Clade 1 ที่มีความรุนแรงมากกว่า และคร่าชีวิตถึง 10% ของตัวเลขผู้ป่วยจากการระบาดครั้งก่อน มันยังระบาดอย่างรวดเร็วด้วย

ต่อมามีการเปลี่ยนแปลงในไวรัสเมื่อประมาณเดือน ก.ย. ปีที่แล้ว การกลายพันธุ์นำไปสู่การเกิดสายพันธุ์ใหม่ที่เรียกว่า Clade 1b ซึ่งได้แพร่กระจายอย่างรวดเร็วตั้งแต่นั้นมา สายพันธุ์ใหม่นี้ได้รับการระบุโดยนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งว่าเป็น “สายพันธุ์ที่อันตรายที่สุดจนถึงขณะนี้”

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งแอฟริกา (Africa CDC) ระบุว่า มีผู้ติดเชื้อเอ็มพอกซ์นี้มากกว่า 14,500 ราย และมีผู้เสียชีวิตแล้วมากกว่า 450 รายจากโรคนี้ระหว่างต้นปี 2024 ถึงสิ้นเดือน ก.ค. ซึ่งเพิ่มขึ้น 160% ในการติดเชื้อและเพิ่มขึ้น 19% ในการเสียชีวิตเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปี 2023

แม้ว่า 96% ของผู้ป่วยโรคดังกล่าวจะเกิดขึ้นในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก แต่โรคนี้ได้แพร่กระจายไปยังหลายประเทศเพื่อนบ้าน เช่น บุรุนดี เคนยา รวันดา และยูกันดา ซึ่งปกติแล้วไม่พบโรคนี้เป็นโรคประจำถิ่น

ตอนที่สายพันธุ์ที่เบากว่าของโรคเอ็มพอกซ์ ที่เรียกว่า “Clade II” ซึ่งมีอยู่ในแอฟริกาตะวันตก ทำให้เกิดการระบาดทั่วโลกในปี 2022 โรคนี้แพร่กระจายไปยังเกือบ 100 ประเทศ รวมถึงประเทศในยุโรปและเอเชียซึ่ง ซึ่งโดยปกติแล้วไม่พบไวรัสนี้ แต่ได้รับการควบคุมโดยการฉีดวัคซีนให้กับกลุ่มที่มีความเสี่ยง

ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก การเข้าถึงวัคซีนและการรักษาโรคเอ็มพอกซ์มีจำกัด และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขกังวลเกี่ยวกับการแพร่กระจายของโรค

เอ็มพอกซ์

อาการเป็นอย่างไร 

อาการเริ่มต้นของโรคนี้ ประกอบด้วย อาการมีมีไข้ ปวดศีรษะ มีอาการบวม ปวดหลัง และปวดกล้ามเนื้อ เมื่อไข้ลดลง จะมีผื่นขึ้นซึ่งมักเริ่มต้นที่ใบหน้า และแพร่กระจายไปยังส่วนอื่นของร่างกาย พบมากที่สุดที่ฝ่ามือและฝ่าเท้า ผื่นนี้อาจทำให้คันหรือเจ็บปวดอย่างมาก จะเปลี่ยนแปลง และผ่านหลายระยะก่อนที่จะกลายเป็นสะเก็ด ซึ่งจะหลุดออกไปในภายหลังโดยอาจทำให้เกิดแผลเป็นได้

การติดเชื้อโดยทั่วไปจะหายไปเอง และมักจะอยู่ระหว่าง 14-21 วัน กรณีที่รุนแรงอาจทำให้มีแผลกระจายทั่วร่างกาย โดยเฉพาะในปาก ดวงตา และอวัยวะเพศ

แพร่กระจายอย่างไร

โรคเอ็มพอกซ์จะแพร่เชื้อจากคนสู่คนผ่านการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ที่ติดเชื้อ รวมถึงผ่านการมีเพศสัมพันธ์ การสัมผัสทางผิวหนัง และการพูดหรือการหายใจใกล้กับผู้อื่น ไวรัสสามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านผิวหนังที่มีแผล ทางเดินหายใจ หรือผ่านทางตา จมูก หรือปาก

โรคนี้ยังสามารถแพร่กระจายได้ผ่านการสัมผัสวัตถุที่ปนเปื้อนไวรัส เช่น เครื่องนอน เสื้อผ้า และผ้าขนหนู การสัมผัสใกล้ชิดกับสัตว์ที่ติดเชื้อ เช่น ลิง หนู และกระรอก ซึ่งระหว่างการระบาดทั่วโลกในปี 2565 ไวรัสส่วนใหญ่แพร่กระจายผ่านการมีเพศสัมพันธ์

การระบาดในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกในปัจจุบันเกิดจากการมีเพศสัมพันธ์เป็นหลัก แต่ก็พบว่ามีการแพร่กระจายในชุมชนอื่น ๆ ด้วย

ใครเสี่ยงที่สุด

ผู้ป่วยส่วนใหญ่พบในผู้ที่มีเพศสัมพันธ์บ่อย และผู้ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับผู้ชาย ผู้ที่มีคู่นอนหลายคนหรือมีคู่นอนใหม่ ๆ อาจมีความเสี่ยงสูงที่สุด แต่ใครก็ตามที่มีการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ที่มีอาการของโรคฝีดาษลิงสามารถติดเชื้อได้ รวมถึงเจ้าหน้าที่สาธารณสุขและสมาชิกในครอบครัว

คำแนะนำคือให้หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ที่มีโรคนี้ และล้างมือด้วยสบู่และน้ำหากมีการแพร่ระบาดของไวรัสในชุมชนของคุณ

ผู้ที่มีโรคเอ็มพอกซ์ควรแยกตัวจากผู้อื่นจนกว่ารอยโรคทั้งหมดจะหายไป องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำให้ใช้ถุงยางอนามัยเป็นการป้องกันเมื่อมีเพศสัมพันธ์เป็นเวลา 12 สัปดาห์หลังจากการฟื้นตัว

เอ็มพอกซ์

รักษาอย่างไร

การบำบัดที่ออกแบบมาเพื่อรักษาโรคฝีดาษคน สามารถใช้ในการรักษาโรคเอ็มพอกซ์ได้ด้วย แต่ยังมีงานวิจัยเกี่ยวกับประสิทธิภาพของการรักษานี้ไม่มากนัก โดยการระบาดของโรคนี้ สามารถควบคุมได้โดยการป้องกันการติดเชื้อ ซึ่งวิธีที่ดีที่สุดคือการใช้วัคซีน ซึ่งมีอยู่สามชนิด แต่โดยปกติจะให้เฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยงหรือผู้ที่เคยสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อเท่านั้น

องค์การอนามัยโลกได้ขอให้ผู้ผลิตยาเสนอวัคซีนเอ็มพอกซ์สำหรับใช้ในกรณีฉุกเฉิน แม้ว่าวัคซีนเหล่านั้นจะยังไม่ได้รับการอนุมัติอย่างเป็นทางการในประเทศที่จำเป็นต้องใช้ก็ตาม

ตอนนี้เมื่อศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งแอฟริกา (Africa CDC) ได้ประกาศภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขทั่วทวีป รัฐบาลต่าง ๆ จะสามารถประสานการตอบสนองได้ดีขึ้น และอาจเพิ่มการจัดส่งเวชภัณฑ์ และความช่วยเหลือเข้าไปยังพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

Avatar photo