ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ออกมาให้ความมั่นใจกับชาวอเมริกันว่า ระบบธนาคารสหรัฐยังมั่นคง และจะได้รับเงินที่ฝากไว้กับธนาคาร 2 แห่งที่ถูกสั่งปิดกลับคืนมา และประชาชนผู้เสียภาษี จะไม่ต้องมาช่วยนักลงทุนที่ประสบภาวะเงินลงทุนหดหาย จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาด้วย
นายไบเดน กล่าวที่ทำเนียบขาวว่า ลูกค้าทุกคนที่มีเงินฝากไว้กับธนาคารซิลิคอน วัลเลย์ (SVB) และธนาคารซิกเนเจอร์ (Signature Bank) สามารถมั่นใจได้ว่า ทุกคนจะได้รับการคุ้มครอง และจะเข้าถึงเงินของตัวเองได้ โดยจะไม่มีกรณีเงินสูญ และจะไม่มีการนำเงินภาษีของประชาชนมาดูแลปัญหานี้

นายไบเดน ยังระบุว่า จะต้องมีการสืบสาวให้ถึงที่สุดว่าเกิดอะไรขึ้นกับธนาคารทั้งสองแห่งนี้
อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินกล่าวว่า ธนาคาร 2 แห่งนี้ได้รับผลกระทบจากอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มสูง ซึ่งทำให้มูลค่าทางตลาดของสินทรัพย์ของทั้งคู่ ซึ่งรวมถึง หุ้นกู้และหลักทรัพย์ที่มีสัญญาจำนองค้ำประกันหดหายไป
โดยปกติแล้ว ธนาคารจะไม่ได้สูญเสียเงินของตนถ้าถือครองตราสารหนี้ไว้จนถึงวันสิ้นอายุ แต่ถ้าถูกบีบให้ต้องไถ่ถอนก่อนเวลา เพื่อนำเงินมาเติมส่วนที่ผู้ฝากเงินแห่ถอนออกไป ดังที่เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ตัวเลขการสูญเงินนั้น สามารถพุ่งขึ้นได้อย่างรวดเร็ว
บรรษัทประกันเงินฝากของรัฐบาลสหรัฐ (FDIC) รายงานว่า นับถึงสิ้นปีที่แล้ว ธนาคารสหรัฐ มีภาวะขาดทุนที่เกี่ยวข้องกับการถือครองตราสารหนี้ต่าง ๆ รวมกันราว 620,000 ล้านดอลลาร์ โดยมีสาเหตุหลักมาจากอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น
FDIC เปิดเผยในวันจันทร์ (13 มี.ค.) ด้วยว่า ได้มีการโอนเงินฝากทั้งหมดของ SVB ไปยังธนาคารอีกแห่งที่มีชื่อเรียกว่า bridge bank ซึ่งมีคณะกรรมการชุดหนึ่งที่บรรษัท แต่งตั้งให้เป็นผู้ดูแลกิจการทั้งหมดจนกว่าสถานการณ์จะกลับคืนสู่ภาวะปกติ

เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นหลังการล้มครืนของ SVB เมื่อหน่วยงานกำกับดูแลกิจการของสหรัฐ เข้ายึดสินทรัพย์ของสถาบันการเงินแห่งนี้เมื่อวันศุกร์ที่แล้ว เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับสถานภาพทางการเงินของตัวธนาคาร ที่อาจทำให้ผู้ฝากเงินตื่นตระหนก และแห่ไปถอนเงินออกพร้อม ๆ กัน
ด้วยขนาดสินทรัพย์ราว 200,000 ล้านดอลลาร์ SVB จึงได้ชื่อว่าเป็น ธนาคารที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ที่ล้มลง โดยสถาบันการเงินแห่งนี้ทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการให้การสนับสนุนด้านเงินทุนแก่บริษัทธุรกิจร่วมทุนต่าง ๆ โดยเฉพาะพวกที่อยู่ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี
ธนาคารซิกเนเจอร์ที่ประสบชะตากรรมเดียวกัน ก็มีการทำธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีในสัดส่วนที่สูง ซึ่งรวมความถึงสกุลเงินดิจิทัลด้วย โดยภาวะล้มเหลวของธนาคารแห่งนี้ที่มีสินทรัพย์กว่า 100,000 ล้านดอลลาร์ ทำให้ถูกบันทึกว่า เป็นธนาคารที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ในประวัติศาสตร์สหรัฐที่ล้มลง ตามหลัง ธนาคารวอชิงตัน มิวชวล และ SVB
อ่านข่าวเพิ่มเติม
- แบงก์ยักษ์ ‘SVB’ ล้ม! เหตุ ‘เฟด’ คิดหนัก ‘ขึ้นดอกเบี้ย’ รอบใหม่
- ‘แบงก์ชาติ-คลัง’ สหรัฐ กู้วิกฤติ ยันถอนเงินฝากธนาคาร SVB ได้เต็มจำนวน
- ‘โกลด์แมน แซคส์’ เชื่อ ประชุมเดือน มี.ค. ‘เฟด’ ไม่ขึ้นดอกเบี้ย 0.25% หลัง SVB ล้ม