The Bangkok Insight

ตะลึง! แรงงานคืนถิ่นเกือบ 4 ล้าน ตั้งแต่โควิค-19 ระบาด เผ่นหนีจากกรุงเทพฯมากที่สุด

1204

เปิดผลศึกษา “แรงงานคืนถิ่น” จาก Mobile Big Data  ชี้ผลกระทบโควิด-19 ระบาด ตั้งแต่ 2563 คนแห่กลับต่างจังหวัดกว่า 3 ล้าน จากกรุงเทพมากที่สุด ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มรายได้น้อย 

แรงงานย้ายถิ่น1

จากงานศึกษาเรื่อง “แรงงานคืนถิ่นหลังโควิค 19 จุดเปลี่ยนภาคเกษตรไทยและเร่งกระจายความเจริญสู่ภูมิภาค: ข้อมูลจาก Mobile Big Data” โดยดร. เสาวณี จันทะพงษ์ ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย และ วริศ ทัศนสุนทรวงศ์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แรงงานย้ายถิ่น พบประเด็นการย้ายถิ่นกลับต่างจังหวัดครั้งใหญ่ จากการระบาดโควิด-19 ตั้งแต่ปี 2563

บทความนี้จะนำผู้อ่านย้อนดูผลกระทบของโควิด-19 ต่อตลาดแรงงานในมิติการย้ายคืนถิ่นของช่วงการระบาดระลอกแรกและสองโดยใช้ข้อมูลเร็ว Mobile Big Data รวมถึงนัยทางนโยบายที่ทุกฝ่ายควรคว้าโอกาสนี้ทรานส์ฟอร์มภาคเกษตรและกระจายความเจริญสู่เศรษฐกิจฐานรากสร้างภูมิคุ้มกันเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจไทยยั่งยืนอย่างแท้จริง

ภาพอดีต: การย้ายถิ่นของไทยลดลง และภาคชนบทเกษตรยังรองรับแรงงานคืนถิ่นที่ถูกเลิกจ้าง

แรงผลักดันทางเศรษฐกิจที่ทำให้ประชากรย้ายถิ่น คือ โอกาสการมีงานทำ รายได้ และฐานะความเป็นอยู่ ในภาพรวม กรุงเทพฯ เป็นจังหวัดที่มีการย้ายถิ่นเข้าและย้ายถิ่นออกสูงสุด เนื่องจากเป็นเขตเศรษฐกิจหลักของประเทศและเป็นแหล่งงานสำคัญ จึงไม่น่าแปลกใจที่มีความต้องการย้ายถิ่นเข้ามาพำนักพักอาศัย ทำงาน หรือเพื่อเรียนหนังสือ และคนจากภาคอีสานครองแชมป์ย้ายถิ่นเข้ากรุงเทพฯ มากที่สุด

ธปท. เคยศึกษา “พลวัตผลิตภาพแรงงาน” ที่มาจากเคลื่อนย้ายแรงงานไว้ โดยใช้สถิติการเปลี่ยนแปลงจำนวนแรงงานสุทธิที่ย้ายเข้าและย้ายออกในแต่ละภาคการผลิต ในช่วง 4 ทศวรรษ (ปี 2515–2557) พบว่า การย้ายถิ่นของไทยมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง ในช่วงแรกปี 2515 ถึงก่อนวิกฤตปี 2540 เศรษฐกิจมีแรงงานเคลื่อนย้ายสุทธิเฉลี่ยปีละ 1.3-1.5 ล้านคน แต่ในช่วงหลังวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540  ลดลงเหลือเฉลี่ยปีละ 6-8 แสนคน

ถ้าเจาะดูในมิติเซ็กเตอร์พบว่า ผลิตภาพแรงงานที่มาจากเคลื่อนย้ายแรงงานจากเซ็กเตอร์ที่มีผลิตภาพต่ำเช่นภาคเกษตร ไปยังเซ็กเตอร์ที่มีผลิตภาพสูงกว่าในภาคอุตสาหกรรมและบริการลดลงไปมาก แต่เราก็ยังเห็นการเคลื่อนย้ายแรงงานจากภาคเกษตรเข้าสู่ภาคบริการอย่างต่อเนื่อง แต่ก็มีจำนวนน้อยกว่าในอดีต

ในมิติเชิงพื้นที่ ร้อยละ 60 ของการย้ายถิ่นในประเทศเป็นการย้ายถิ่นระหว่างจังหวัด โดยการย้ายถิ่นแบบถาวรเป็นแบบ “Rural-urban” ขณะที่การย้ายถิ่นแบบชั่วคราวเป็นแบบ “Urban-rural” ในส่วนการย้ายถิ่นตามฤดูกาลส่วนใหญ่เป็นการโยกย้ายแรงงานจากภาคอีสานและเหนือมายังกรุงเทพฯและปริมณฑลและภาคกลางในช่วงฤดูแล้ง และเป็นไปในทิศทางตรงข้ามในช่วงฤดูฝน

เป็นที่น่าสังเกตว่าภาคชนบทเกษตรทำหน้าที่รองรับแรงงานคืนถิ่นที่ถูกเลิกจ้างจากเมืองในหลายวิกฤตในอดีต ยืนยันเชิงตัวเลขจากผลสำรวจของ สสช. ที่จัดทำในฤดูแล้งปี 2552 ที่ครอบคลุมช่วงการย้ายถิ่นชั่วคราว พบว่าร้อยละ 74 ของแรงงานย้ายถิ่นย้ายกลับภูมินำเนาเดิมเทียบกับร้อยละ 66 ในปี 2551 (จากผลกระทบของวิกฤตการเงินโลกปี 2551-2552)

ภาพปัจจุบัน: โควิด-19 ทำให้เกิดแรงงานย้ายถิ่นกลับฐานที่มั่น: ข้อเท็จจริงจาก Mobile Big Data

โควิด-19 เร่งให้สร้างนวัตกรรมใหม่จากเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อช่วยมนุษยชาติบริหารวิกฤติสาธารณสุขครั้งนี้ ที่สำคัญคือการใช้ App บนโทรศัพท์มือถือเพื่อติดตาม/ควบคุมการแพร่เชื้อของโรคที่ไปกับการเคลื่อนย้ายของคน ทำให้มีดีมานด์จากหลายฝ่ายต่อข้อมูลเร็ว Mobile Big Data เพื่อใช้ประเมินผลกระทบและออกมาตรการควบคุมโรคที่เหมาะสม รวมถึงการแชร์ข้อมูลเพื่อวางนโยบายสาธารณะร่วมกัน

ผู้เขียนได้ใช้ฐานข้อมูล Telco ของ True Digital Group ของผู้ใช้มือถือประมาณ 20 ล้านคน ช่วง 1 ม.ค. 62 – 28 ก.พ. 64 เป็นข้อมูล Aggregate ไม่แยกแยะข้อมูลรายบุคคล เพื่อศึกษาพฤติกรรมการย้ายคืนถิ่นของแรงงานที่ครอบคลุมช่วงล็อกดาวน์ครั้งแรก เริ่ม 26 มี.ค. 63 และช่วงซอฟล็อกดาวน์ครั้งสอง มีข้อค้นพบดังนี้

1. ในภาพรวม แรงงานย้ายคืนถิ่นกลับภูมิลำเนาขนานใหญ่ทั่วประเทศ สะท้อนจากจำนวนประชากรทั้งย้ายเข้าสุทธิและย้ายออกสุทธิ ในช่วง ก.พ. – เม.ย. 63 รวมกัน 2.0 ล้านคน สูงกว่าค่าเฉลี่ยของช่วงหลังของปี 63 จำนวนกว่า 2 แสนคนต่อเดือน

ส่วนใหญ่อยู่ในวัยทำงานอายุ 21-60 ปี(ร้อยละ 80) และกว่าครึ่งเป็นผู้มีรายได้น้อยเทียบเคียงจากข้อมูลจ่ายบิลค่าโทรศัพท์เดือนละ 0-99 บาท สอดคล้องกับผลสำรวจแรงงานนอกระบบโดยจุฬาฯที่พบว่าแรงงานย้ายคืนถิ่นส่วนใหญ่เป็นกลุ่มรายได้น้อย ลูกจ้างรายวัน ทำงานในภาคบริการ โรงแรม และภัตตาคาร การตัดสินใจกลับภูมิลำเนาเพื่อความอยู่รอด (รูป 1)

แรงงานย้ายถิ่น

2. ในมิติเชิงพื้นที่ แรงงานที่ถูกเลิกจ้างย้ายถิ่นออกจากกรุงเทพฯและปริมณฑล และเมืองท่องเที่ยวหลัก ชลบุรี ภูเก็ตและเชียงใหม่เป็นสำคัญ ขณะที่จังหวัดในภาคอีสานและนครศรีธรรมราชมีแรงงานย้ายเข้าจำนวนมาก เฉพาะเดือน ก.พ. มีประชากรย้ายออกจากกรุงเทพฯ สูงถึงร้อยละ 58 ของคนย้ายถิ่นทั้งหมด สะท้อนว่าแรงงานจำนวนมากถูกเลิกจ้าง ถูกลดชั่วโมงทำงาน ขาดรายได้และไม่สามารถแบกรับค่าครองชีพในเมืองใหญ่ได้ และตัดสินใจกลับบ้านฐานที่มั่นบ้านเกิดของตนเอง (รูป 2)

แรงงานย้ายถิ่น2

3. การระบาดระลอกสองตั้งแต่ปลายเดือน ธ.ค. 63 พบว่าการเคลื่อนย้ายแรงงานเข้าและออกสุทธิก็มีค่าเฉลี่ยน้อยกว่าช่วงการระบาดรอบแรก อาจเป็นผลจากแรงงานย้ายคืนถิ่นไปมากแล้วในระลอกแรก และการเคลื่อนย้ายแรงงานในจังหวัดท่องเที่ยวภาคใต้ ภูเก็ตและกระบี่ก็ยังเบาบางเนื่องจากกิจกรรมด้านการท่องเที่ยวยังไม่ฟื้นตัว

ภาพอนาคต: จุดเปลี่ยนภาคเกษตรไทยและเร่งกระจายความเจริญสู่ภูมิภาคให้เกิดขึ้นจริง

คงจะไม่มีบ่อยครั้งนักที่จะมีคลื่นอพยพแรงงานเมืองที่มีคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้และเทคโนโลยีย้ายคืนถิ่นมากเช่นครั้งนี้ ไทยต้องคว้าโอกาสสร้างการเปลี่ยนแปลงในภาคเกษตรและเร่งกระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาคให้เกิดขึ้นจริง เพื่อดึงดูดแรงงานกลุ่มนี้ให้อยู่ในภาคเกษตรต่อไป เพื่อเป็นกำลังสำคัญสร้างมูลค่าใหม่ทางการเกษตร รวมทั้งพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงเกษตรและสุขภาพ และทางการควรจัดหาทรัพยากร (ที่ดินและน้ำ) ความรู้เชี่ยวชาญ และช่องทางการขายทั้งออฟไลน์และออนไลน์แก่เกษตรกรทุกกลุ่ม รวมทั้งพัฒนาและแชร์ข้อมูลเทคโนโลยีดิจิทัลใหม่ๆ ระหว่างกันเพื่อช่วยวางแผนพัฒนาภาคเกษตรในทุกมิติ

ความท้าทายข้างหน้า คือ ทำแผนงานที่มีอยู่ดีแล้ว ให้เกิดขึ้นจริง ส่งผลวงกว้าง และต่อเนื่อง สมดังพระราชดำรัสของในหลวง ร. 9 “…เศรษฐกิจของเราขึ้นอยู่กับการเกษตรมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว รายได้ของประเทศที่ได้มาใช้สร้างความเจริญด้านต่างๆ เป็นรายได้จากการเกษตรเป็นส่วนใหญ่ จึงอาจกล่าวได้ว่าความเจริญของประเทศต้องอาศัยความเจริญของการเกษตรเป็นสำคัญ และงานทุกๆ ฝ่ายจะดำเนินก้าวหน้าไปได้ก็เพราะการเกษตรของเราเจริญ…”

ผู้เขียนดร. เสาวณี จันทะพงษ์ ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย และ วริศ ทัศนสุนทรวงศ์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แรงงานย้ายถิ่น

อ่านข่าวเพิ่มเติม: