“เคแบงก์ ไพรเวท แบงกิ้ง-ลอมบาร์ด โอเดียร์” เผย 4 ความเป็นไปได้ของเหตุขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครน พร้อมเปิดกลยุทธ์การลงทุนรับมือวิกฤติ แนะให้กระจายการลงทุนหลายสินทรัพย์ผ่านกองทุนผสม ชูหุ้นกลุ่ม Winner of New Economy และ Sustainability มีโอกาสรีบาวด์สูงหลังสงครามคลี่คลาย
เคแบงก์ ไพรเวท แบงกิ้ง (KBank Private Banking) ร่วมกับ ลอมบาร์ด โอเดียร์ (Lombard Odier) พันธมิตรทางธุรกิจ ไพรเวทแบงก์ระดับโลกจากสวิตเซอร์แลนด์ เปิด 4 ความเป็นไปได้ ของเหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน ซึ่งเป็นปัจจัยหลักขับเคลื่อนตลาดลงทุนในปัจจุบัน ส่งผลให้ภาพรวมตลาดหุ้นทั่วโลก ยังปรับตัวลงอย่างต่อเนื่อง แนะนำให้นักลงทุนติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นและสถานการณ์ที่ปรับเปลี่ยนรายวัน ทำให้การคาดการณ์ทำได้ยาก KBank Private Banking ในฐานะผู้นำให้บริการบริหารความมั่งคั่งและผู้เชี่ยวชาญการลงทุน พร้อมเผยกลยุทธ์การจัดพอร์ตลงทุนที่เหมาะสมเพื่อรับมือวิกฤติในครั้งนี้

นายจิรวัฒน์ สุภรณ์ไพบูลย์ Private Banking Group-Executive Chairman ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า นอกเหนือจากปัจจัยด้านเงินเฟ้อ ที่พุ่งขึ้นแรงจะส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นทั่วโลก ในช่วง 1 เดือน ที่ผ่านมา ยังมีอีกเหตุการณ์ที่ซ้ำเติม และสร้างความกังวลให้กับนักลงทุนเพิ่มขึ้นอีก นั่นก็คือความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน
แต่หากย้อนไปมองเหตุการณ์ความขัดแย้ง ไปจนถึงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยเฉลี่ยส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นสหรัฐ ที่ปรับตัวลงในวันที่เกิดเหตุการณ์เฉลี่ยเพียง 1.5% เท่านั้น และปรับลงสูงสุดเฉลี่ยที่ 5.4% โดยระยะเวลาเฉลี่ยในการลงสู่จุดต่ำสุด คือ 15 วัน และ ใช้เวลา 35 วันเพื่อฟื้นตัวกลับมาอยู่ในระดับเดิม
สถานการณ์ระหว่างรัสเซียและยูเครนปรับเปลี่ยนรายวัน ด้านรัสเซียเริ่มเสียหายมากขึ้น จากการที่นานาชาติพากันคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ ผลที่ตามมาคือราคาน้ำมันพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง และอาจส่งผลกระทบระยะยาวต่อราคาพลังงาน หากสงครามยืดเยื้อ เพราะยุโรปอาจเลิกคบค้า และซื้อขายพลังงานกับรัสเซียไปเลย ทำให้ภาวะเงินเฟ้อจะอยู่ยาว
ในขณะที่อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของโลกชะลอตัว ส่งผลกระทบต่อตลาดการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับลดลงอย่างรวดเร็ว และรุนแรงมากกว่าที่คาดการณ์ จนนักลงทุนส่วนใหญ่เกิดคำถามว่าควรปรับพอร์ตหรือไม่ และปรับพอร์ตอย่างไรให้เหมาะสมกับวิกฤติในครั้งนี้
ดร.แซมมี่ ชาร์ หัวหน้าทีมนักเศรษฐศาสตร์ Lombard Odier มองเหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน แบ่งเป็น 4 ความเป็นไปได้ ดังนี้
1. กรณีฐาน-ความขัดแย้งระหว่างยูเครน และรัสเซียลากยาว การเจรจาไม่สำเร็จ (โอกาสเกิด 50%) ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อสูงทั่วโลก จากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่สูงขึ้น และห่วงโซ่อุปทานที่ชะงักไป จากมาตรการคว่ำบาตร การเติบโตเศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง โดยเฉพาะในยุโรป
โดย Lombard Odier ประมาณการณ์ว่า GDP ยุโรปจะปรับลด -1% ส่วนสหรัฐ -0.5% ในขณะที่ธนาคารกลางทั่วโลกเดินหน้าเข้มงวดนโยบายการเงิน
2. กรณีดี-รัสเซียและยูเครน เจรจากันได้ บรรลุข้อตกลง แต่ยังคงมีมาตรการคว่ำบาตรบางส่วน (โอกาสเกิด 20%) ส่งผลให้เศรษฐกิจโลกกลับมาฟื้นตัวได้ดี ในขณะที่ ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ จะยังทรงตัวในระดับสูง แต่อยู่ในระดับจัดการได้ เงินเฟ้อค่อย ๆ ปรับลดลง
3. กรณีเลวร้าย-ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนรุนแรงขึ้น มีการคว่ำบาตรที่รุนแรงขึ้น (โอกาสเกิด 20%) ส่งผลให้เศรษฐกิจโลกได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ แต่ Lombard Odier มองว่า ไม่ถึงขั้นทำให้เศรษฐกิจถดถอย (Recession) เพราะปัจจุบันกิจกรรมเศรษฐกิจโลก ไม่ได้พึ่งพาน้ำมันมากเท่าในอดีต และก่อนหน้านี้เศรษฐกิจโลกถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดีมาก หลังกิจกรรมทางเศรษฐกิจทยอยฟื้นตัวจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด 19 เริ่มคลี่คลาย
นอกจากนี้ รัฐบาลแต่ละประเทศจะออกมาตรการมาพยุงเศรษฐกิจ เช่น ช่วยเหลือค่าครองชีพกลุ่มคนรายได้น้อย เพื่อให้เศรษฐกิจไปต่อได้

4. กรณีเลวร้ายที่สุด-ความขัดแย้งขยายไปทั่วโลก (โอกาสเกิด 10%) ส่งผลให้เศรษฐกิจโลกมีโอกาสเข้าสู่ภาวะถดถอย และมีโอกาสเกิดวิกฤติทางการเงิน ธนาคารกลางทั่วโลก จะชะลอการออกนโยบายเข้มงวด เน้นดำเนินนโยบายเพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเงิน
ทางด้าน นางสาวศิริพร สุวรรณการ Senior Managing Director-Financial Advisory Head ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยแนวทางการปรับพอร์ตการลงทุนว่า ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และการลงทุนจะมากหรือน้อยนั้น ก็ขึ้นอยู่กับระยะเวลา และความรุนแรงของมาตรการคว่ำบาตร
เช่น หากวิกฤติกระทบเศรษฐกิจมาก และประเทศขนาดใหญ่ไม่มีมาตรการสนับสนุนเศรษฐกิจ หรือชะลอความเข้มงวดด้านนโยบาย อาจส่งผลต่อราคาสินทรัพย์ ที่แม้จะฟื้นตัวได้เร็วเมื่อวิกฤติคลี่คลาย แต่ก็จะยังไม่สามารถสร้างผลตอบแทนกลับคืนมาในช่วงเวลาสั้น ๆ
อย่างไรก็ตาม KBank Private Banking มองว่ามีโอกาสถึง 50% ที่ความขัดแย้งระหว่างยูเครนและรัสเซียลากยาว และการเจรจาไม่สำเร็จ
ดังนั้น ในช่วงสถานการณ์เช่นนี้ที่ราคาสินทรัพย์ในตลาดย่อตัวลง ถือเป็นโอกาสในการเข้าลงทุน โดยแนะนำกลยุทธ์การลงทุนให้แก่ลูกค้าบุคคลสินทรัพย์สูงใน 2 กรณี ได้แก่
กรณีที่ยังมีกระแสเงินสดสำหรับเข้าลงทุนเพิ่ม และสามารถถือการลงทุนได้นานกว่า 3 ปีขึ้นไป หรือ มีการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูง เช่น กองทุนที่ซื้อขายได้ทุกวันทำการ เป็นสัดส่วนการลงทุนหลัก
สิ่งแรกที่นักลงทุนต้องพิจารณาก็คือความเสี่ยงที่รับได้ หรือ Risk Profile ของตนเอง เช่น รับความเสี่ยงได้ต่ำถึงปานกลาง แนะนำให้ลงทุนเพิ่มในกองทุนผสม ที่กระจายการลงทุนในหลาย ๆ สินทรัพย์ เช่น กองทุน K-GA, K-GINCOME, K-ALLROAD, K-ALLGROWTH และ K-ALLENHANCE
แต่หากรับความเสี่ยงได้สูง แนะนำให้ลงทุนในกองทุนหุ้น อย่าง K-HIT และ K-CHANGE ภายใต้ธีม Winner of New Economy เนื่องจากพื้นฐานยังคงแข็งแกร่งในระยะยาว กระจายลงทุนในหลาย ๆ กลุ่มธุรกิจในทุกภูมิภาคทั่วโลก และถูกเทขายหนักจากความกังวลในตลาด หากสถานการณ์ความขัดแย้งคลี่คลายจะมีโอกาสฟื้นตัวได้เร็วและแรงกว่าหุ้นกลุ่มอื่น ๆ
กองทุน K-CLIMATE ภายใต้ธีม Policy Driven for better world ซึ่งถือเป็นธีมการลงทุนที่สอดคล้องไปกับกระแสหลักของโลก (Mega Trend) ที่ราคาปรับลงไม่มากเมื่อเทียบกับหุ้นกลุ่มอื่น ๆ
นอกจากนี้ยังแนะนำให้ลงทุนใน REITs หรือ กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ที่สร้างผลตอบแทนสม่ำเสมอ และจากภาวะเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น ยังสร้างผลตอบแทนที่มากขึ้นอีกด้วย

กรณีที่ถือการลงทุนเต็มแล้ว (Fully invested) สิ่งที่ต้องทำอย่างแรก คือ ให้พิจารณาว่าพอร์ตการลงทุน เป็นพอร์ตลงทุนระยะยาวที่กระจายความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสมอยู่แล้วหรือไม่ หากคำตอบคือใช่ แนะนำให้ถือพอร์ตต่อไป เพราะมีโอกาสที่สถานการณ์จะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น
อย่างไรก็ตาม หากนักลงทุน อยากเพิ่มเงินสดให้พอร์ต แนะนำให้ขายหุ้นกลุ่มตลาดเกิดใหม่ เพราะมีโอกาสฟื้นตัวช้ากว่าตลาดหุ้นกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว หรือขายหุ้นไทย ที่ได้ประโยชน์จากวิกฤติครั้งนี้ เพราะมีสัดส่วนของกลุ่มพลังงานสูง
นอกจากนี้ แนะนำให้สลับกองทุน (Switching) เช่น ขายกองทุนที่ราคาลงไม่มาก ไปซื้อกองทุนที่ราคาลงมากกว่า โดยเน้นกลุ่มที่ยังมีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง และมีโอกาสฟื้นตัวได้มากกว่า อย่างไรก็ตาม การสลับกองทุนจะมีค่าธรรมเนียม และต้องประเมินกลยุทธ์ลงทุนประอบด้วย
นายจิรวัฒน์ Private Banking Group-Executive Chairman ธนาคารกสิกรไทย กล่าวในตอนท้ายว่า วิกฤติที่เกิดขึ้นจากความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย และยูเครน ส่งผลให้ราคาสินทรัพย์ตกลงอย่างรวดเร็วและรุนแรง KBank Private Banking ยังคงคำแนะนำให้นักลงทุนที่มีพอร์ตการลงทุนที่เป็นพอร์ตระยะยาว และมีการกระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสมให้ถือพอร์ตต่อไป
ธนาคารจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อปรับพอร์ตและกลยุทธ์การลงทุนให้เหมาะสมในทุกสถานการณ์เพื่อสร้างผลตอบแทนที่น่าพึงพอใจให้กับพอร์ตการลงทุนของลูกค้าได้ในปี 2565 นี้
อ่านข่าวเพิ่มเติม
- ‘เคแบงก์ ไพรเวท แบงกิ้ง’ ชี้ แนวทางจัดพอร์ตลงทุนสร้างสรรค์ รับผลตอบแทน คู่โลกยั่งยืน
- เคแบงก์ ไพรเวทแบงกิ้ง ชู ‘K-GHEALTH’ จุดกระแสลงทุน ‘โกลบอล เฮลท์แคร์’
- ‘เคแบงก์ ไพรเวท แบงกิ้ง’ ชี้โอกาสลงทุน ‘K-CCTV’ กองทุนหุ้นจีน A-Shares แห่งเดียวในไทย