Stock

คลายกังวล ‘โอไมครอน’ หนุน ‘ดาวโจนส์’ พุ่งกว่า 500 จุด แนสแด็กทะยานเกือบ 3%

ตลาดหุ้นสหรัฐ ซื้อขายช่วงเช้าวันนี้ (7 ธ.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น โดยที่ดัชนีดาวโจนส์พุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่องในวันนี้ ทะยานกว่า 500 จุด ส่วนแนสแด็กพุ่งขึ้นเกือบ 3% จากการที่นักลงทุนคลายความกังวลเกี่ยวกับไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอน

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ เคลื่อนไหวล่าสุดที่ 35,775.79 จุด ทะยานขึ้น 548.76 จุด หรือ 1.56% ดัชนีเอสแอนด์พี 500 ที่ 4,688.07 จุด ปรับขึ้น 96.40 จุด หรือ 2.10% และดัชนีแนสแด็กที่ 15,653.90 จุด พุ่งขึ้น 428.74 จุด หรือ 2.82%

ดาวโจนส์พุ่งขึ้นกว่า 600 จุดเมื่อวานนี้ (6 ธ.ค.) เนื่องจากนักลงทุนคลายความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอน หลัง นพ. แอนโทนี เฟาซีแพทย์ใหญ่ประจำทำเนียบขาว กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลที่แสดงให้เห็นว่าไวรัสโอไมครอนก่อให้เกิดอาการเจ็บป่วยรุนแรง โดยการแสดงความเห็นดังกล่าวช่วยหนุนหุ้นที่ได้ประโยชน์จากการเปิดเศรษฐกิจ เช่น หุ้นกลุ่มสายการบิน และกลุ่มอุตสาหกรรม

'ดาวโจนส์

ก่อนหน้านี้ เจพีมอร์แกน เชส ออกรายงานแนะนำให้นักลงทุนเข้าช้อนซื้อหุ้นกลุ่มเปิดประเทศและกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ โดยระบุว่า แม้ว่าไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอนจะระบาดได้อย่างรวดเร็ว แต่ก็มีความรุนแรงน้อยกว่า ซึ่งสอดคล้องกับรูปแบบวิวัฒนาการของไวรัสในอดีต และเป็นการส่งสัญญาณว่าการแพร่ระบาดใกล้ยุติแล้ว ซึ่งจะทำให้โควิด-19 กลายเป็นเพียงโรคที่คล้ายกับไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลเท่านั้น

ขณะที่ แบงก์ ออฟ อเมริกา เปิดเผยว่า สถิติในอดีตบ่งชี้ว่า เดือนธันวาคม เป็นเดือนที่ตลาดหุ้นสหรัฐพุ่งขึ้นร้อนแรงมากที่สุดของปี โดยข้อมูลระบุว่า ดัชนีเอสแอนด์พี 500 พุ่งขึ้นเฉลี่ย 2.3% ในเดือนธันวาคม นับตั้งแต่ปี 2479 และดัชนีปรับตัวเป็นบวกในเดือนธันวาคม คิดเป็นสัดส่วน 79% นับตั้งแต่ปีดังกล่าว

การดีดตัวขึ้นของตลาดหุ้นวอลล์สตรีทในเดือนธันวาคม ได้รับปัจจัยบวกจากปรากฎการณ์ “ซานต้า แรลลี่” ซึ่งมักเกิดขึ้นเป็นเวลา 7 วันทำการ โดยมีขึ้นในช่วง 5 วันทำการสุดท้ายของปีปัจจุบัน รวมทั้ง 2 วันแรกของปีใหม่

ตลาดยังจับตาการประชุมนโยบายการเงินของ ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในวันที่ 14-15 ธันวาคมนี้ หลังนายเจอโรม พาวเวล ประธานเฟด ส่งสัญญาณยุติโครงการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) เร็วกว่าที่คาดไว้ ซึ่งจะปูทางให้เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าคาด

นายพาวเวลกล่าวว่า เฟดอาจปรับลดวงเงินคิวอีมากกว่าเดือนละ 15,000 ล้านดอลลาร์ โดยเฟดจะมีการหารือกันในการประชุมนโยบายการเงินในเดือนนี้

โกลด์แมน แซคส์ออกรายงานคาดการณ์ว่า เฟดจะเพิ่มการปรับลดวงเงินคิวอี เป็นเดือนละ 30,000 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 2 เท่าจากเดิมเดือนละ 15,000 ล้านดอลลาร์ โดยจะปูทางให้เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนมิถุนายน 2565 ซึ่งเป็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งแรก นับตั้งแต่ที่สหรัฐเผชิญการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในปี 2563

นอกจากนี้ นักลงทุนยังจับตาการเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (ซีพีไอ) ในวันศุกร์นี้ (10 ธ.ค.) โดยดัชนีดังกล่าวเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อจากการใช้จ่ายของผู้บริโภค ซึ่งหากสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ ก็จะเป็นปัจจัยทำให้เฟดเร่งการปรับขึ้นดอกเบี้ย

ส่วนการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐในวันนี้ กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า ตัวเลขขาดดุลการค้าของสหรัฐลดลง 17.6% สู่ระดับ 6.71 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือนตุลาคม ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 6 เดือน แต่สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 6.68 หมื่นล้านดอลลาร์ หลังจากเมื่อเดือนกันยายน สหรัฐขาดดุลการค้าสูงเป็นประวัติการณ์ที่ 8.14 หมื่นล้านดอลลาร์

อ่านข่าวเพิ่มเติม