Stock

‘เอเวอร์แกรนด์’ พ่นพิษ ทุบดาวโจนส์ดิ่งกว่า 600 จุด หลุดเส้น 34,000

ตลาดหุ้นสหรัฐ ซื้อขายช่วงเช้าวันนี้ (20 ก.ย.) ทรุดหนักทั้งตลาด ดาวโจนส์หลุดเส้น 34,000 จุด ส่วนแนสแด็กดิ่งเกิน 2% ท่ามกลางความวิตกว่า “วิกฤติเอเวอร์แกรนด์” จะฉุดเศรษฐกิจโลก

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ เคลื่อนไหวล่าสุดที่ 33,907.77 จุด ดิ่งลง 677.11 จุด หรือ 1.96% ดัชนีเอสแอนด์พี 500 ที่ 4,339.47 จุด ร่วงลง 93.52 จุด หรือ 2.11% และดัชนีแนสแด็กที่ 14,650.16 จุด ร่วง 393.81จุด หรือ 2.62%

ดัชนีความผันผวน CBOE หรือ CBOE Volatility Index (VIX) ซึ่งเป็นมาตรวัดความวิตกของนักลงทุนในตลาดหุ้นวอลล์สตรีท พุ่งขึ้นเหนือระดับ 26 ในวันนี้ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม

LINE ALBUM Stocksbitcoin ๒๑๐๙๒๐

ดัชนีดาวโจนส์เปิดตลาดร่วงลงในวันนี้ และมีแนวโน้มทำสถิติทรุดตัวลงมากที่สุดภายในวันเดียวนับตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม โดยมีหุ้นกลุ่มธนาคารร่วงลงนำตลาด ขณะที่หุ้นกลุ่มพลังงานปรับตัวลงเช่นกัน ตามการทรุดตัวของราคาน้ำมัน

นายแลร์รี เบรนนาร์ด นักวิเคราะห์จากบริษัททีเอส ลอมบาร์ด ระบุว่า การผิดนัดชำระหนี้ของเอเวอร์แกรนด์ ยักษ์อสังหาริมทรัพย์อันดับ 2 ของจีน จะทำให้วิกฤตการณ์ทางการเงินลุกลามออกไป จนอาจกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก

เอเวอร์แกรนด์ ออกมายอมรับว่า บริษัทกำลังเผชิญปัญหาสภาพคล่อง และอาจไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด ขณะที่บริษัทมีกำหนดจ่ายดอกเบี้ยหุ้นกู้ 2 งวดในเดือนนี้ โดยมีกำหนดชำระดอกเบี้ยวงเงิน 83.5 ล้านดอลลาร์ หรือราว 2,780 ล้านบาท ในวันที่ 23 กันยายน ของหุ้นกู้ที่มีกำหนดครบอายุเดือนมีนาคม 2565 และมีกำหนดชำระดอกเบี้ยวงเงิน 47.5 ล้านดอลลาร์ หรือราว 1,580 ล้านบาท ในวันที่ 29 กันยายน ของหุ้นกู้ที่ครบอายุเดือนมีนาคม 2567

หากเอเวอร์แกรนด์ไม่สามารถชำระดอกเบี้ยเมื่อถึงวันกำหนดชำระดังกล่าว ทางบริษัทจะมีเวลาอีก 30 วันในการชำระดอกเบี้ย มิฉะนั้นจะถือว่าบริษัทผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้ ซึ่งหากเอเวอร์แกรนด์ตกอยู่ในสภาพผิดนัดชำระหนี้ ทางบริษัทจะต้องทำการปรับโครงสร้างหนี้ ซึ่งคาดว่านักลงทุนที่เข้าซื้อหุ้นกู้ของเอเวอร์แกรนด์ จะได้รับส่วนแบ่งการชำระคืนในสัดส่วนต่ำ

ข้อมูลที่มีการยื่นต่อตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ระบุว่า เอเวอร์แกรนด์มีตราสารเชิงพาณิชย์มูลค่ารวม 2.057 แสนล้านหยวน หรือกว่า 1 ล้านล้านบาท ณ สิ้นปี 2563 โดยมีการประเมินว่า ขณะนี้เอเวอร์แกรนด์มีหนี้สินมากกว่า 3 แสนล้านดอลลาร์ หรือราว 10 ล้านล้านบาท เทียบเท่ากับ 2% ของตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของจีน หลังจากที่บริษัทได้ทำการกู้เงินมาเป็นเวลาหลายปี เพื่อรองรับการขยายตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ท้องถิ่น

นักลงทุนจับตาการประชุมกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในวันที่ 21-22  กันยายนนี้ ท่ามกลางความกังวลว่าเฟดอาจส่งสัญญาณการปรับลดวงเงินในโครงการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE)  โดยนายเจอโรม พาวเวล ประธานเฟด ส่งสัญญาณก่อนหน้านี้ว่า เฟดมีแนวโน้มที่จะเริ่มปรับลดวงเงิน QE ก่อนสิ้นปีนี้

ทั้งนี้ นายพาวเวลกล่าวว่า เศรษฐกิจสหรัฐได้มาถึงจุดที่ไม่มีความจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนอย่างมาก จากนโยบายเฟดอีกต่อไป ซึ่งหมายความว่าเฟดมีแนวโน้มปรับลดวงเงิน QE ก่อนสิ้นปีนี้ ตราบใดที่เศรษฐกิจยังคงมีการขยายตัว

การทรุดตัวลงของดัชนีดาวโจนส์ในวันนี้ สอดคล้องกับสถิติในอดีตที่บ่งชี้ว่าตลาดหุ้นวอลล์สตรีทมักปรับตัวย่ำแย่ในเดือนกันยายน โดยข้อมูลจาก “Stock Trader’s Almanac” ระบุว่า นับตั้งแต่ปี 2493 เดือนกันยาน เป็นเดือนที่ดัชนีเอสแอนด์พี 500 ปรับตัวแย่สุดของปี และนับตั้งแต่ปี 2488 ดัชนีเอสแอนด์พี 500 ร่วงลงเฉลี่ย 0.56% ในเดือนนี้

นักวิเคราะห์เตือนว่า หลังจากปรับตัวขึ้น 7 เดือนติดต่อกัน ขณะนี้ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทกำลังมีความเสี่ยง ที่จะเผชิญกับการปรับฐานจากปัจจัยหลายประการ ได้แก่ การผิดนัดชำระหนี้ของบริษัทเอเวอร์แกรนด์  เฟดอาจประกาศปรับลดวงเงิน QE ในการประชุมเดือนนี้  สภาคองเกรสอาจให้การอนุมัติการปรับขึ้นภาษีเงินได้นิติบุคคล และความกังวลเกี่ยวกับเพดานหนี้ของรัฐบาลสหรัฐ รวมทั้งความเสี่ยงจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์เดลตา

นางลิซ แอน ซอนเดอร์ นักวิเคราะห์จากบริษัท Charles Schwab เตือนว่าตลาดหุ้นอาจปรับฐานมากกว่า 3% หรือ 4% ในเดือนนี้

อ่านข่าวเพิ่มเติม