Stock

‘ดาวโจนส์’ ดีดตัวกว่า 200 จุด หลังเจอแรงเทขายหนักสัปดาห์ที่แล้ว


ตลาดหุ้นสหรัฐซื้อขายช่วงเช้าวันนี้ (23 ส.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น ทะยานสูงขึ้น ภายใต้การนำของหุ้นกลุ่มธนาคาร และพลังงาน จากการที่นักลงทุนกลับเข้าหาสินทรัพย์เสี่ยงอีกครั้ง หลังการเทขายอย่างหนักเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว  ท่ามกลางความวิตกเกี่ยวกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจ

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ เคลื่อนไหวล่าสุดที่ 35,400.07 จุด ทะยานขึ้น 279.99 จุด หรือ 0.80% ดัชนีเอสแอนด์พี 500 ที่ 4,487.23 จุด เพิ่มขึ้น 45.56 จุด หรือ 1.03% และดัชนีแนสแด็กที่ 14,938.57 จุด พุ่งขึ้น 223.91 จุด หรือ 1.52%

Stocksbitcoin ๒๑๐๘๐๓

ดาวโจนส์ยังได้แรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นไฟเซอร์ และหุ้นไบโอเอนเทคซึ่งพุ่งขึ้นราว 3% และ 7% ตามลำดับด้วย หลังสำนักงานคณะกรรมการอาหาร และยา (FDA) สหรัฐ ได้อนุมัติการใช้งานวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ของไฟเซอร์-ไบโอเอนเทคอย่างเต็มรูปแบบแล้วในวันนี้

ตลาดยังมุ่งความสนใจไปที่การประชุมประจำปีของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่เมืองแจ็กสัน โฮล รัฐไวโอมิง ซึ่งจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 26-28 สิงหาคมนี้ โดยคาดว่าเฟด จะส่งสัญญาณที่ชัดเจนมากขึ้น เกี่ยวกับทิศทางอัตราดอกเบี้ย รวมทั้งแนวโน้มการปรับลดวงเงินซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ในการประชุมดังกล่าว

ขาขึ้นของตลาด ยังได้แรงหนุนจากข้อมูลเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง โดยสมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติของสหรัฐ (NAR) เปิดเผยว่า ยอดขายบ้านมือสอง ฟื้นตัวขึ้นในเดือนกรกฎาคม  หรือปรับตัวขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่สองติดต่อกัน โดยเพิ่มขึ้น 2% สู่ระดับ 5.99 ล้านยูนิต ซึ่งอยู่เหนือระดับคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ 5.83 ล้านยูนิต

รายงานระบุว่า ยอดขายบ้านมือสองดีดตัวขึ้น โดยสต็อกบ้านปรับตัวดีขึ้นในระดับปานกลาง ขณะที่ราคาบ้านลดลงหลังจากที่พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในเดือนก่อนหน้า

เมื่อเทียบรายปี ยอดขายบ้านมือสองเพิ่มขึ้น 1.5% ส่วนราคาเฉลี่ยของบ้านลดลงสู่ระดับ 359,900 ดอลลาร์ แต่หากเทียบรายปียังคงเพิ่มขึ้นถึง 17.8% จากระดับของปี 2563

ขณะที่ ไอเอชเอส มาร์กิตซึ่งเป็นบริษัทให้บริการข้อมูลทางการเงินเปิดเผยในวันนี้ว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) รวมภาคการผลิตและภาคบริการเบื้องต้นของสหรัฐ ปรับตัวลงสู่ระดับ 55.4 ในเดือนสิงหาคม ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนธันวาคมปีที่แล้ว จากระดับ 59.9 ในเดือนกรกฎาคม  โดยดัชนี PMI ที่อยู่เหนือระดับ 50 บ่งชี้ว่า ภาคเอกชนของสหรัฐยังคงมีการขยายตัว

ดัชนี PMI ภาคการผลิตขั้นต้น ลดลงสู่ระดับ 61.2 ในเดือนนี้ จากระดับ 63.4 ในเดือนที่แล้ว และต่ำกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดไว้ที่ 62.5 ขณะที่ดัชนี PMI ภาคบริการขั้นต้น ลดลงสู่ระดับ 55.2 ในเดือนสิงหาคม จากระดับ 59.9 ในเดือนกรกฎาคม และต่ำกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดไว้ที่ 59.5

ทั้งนี้ ผลสำรวจดัชนี PMI ดังกล่าวได้บ่งชี้ว่า การขยายตัวของกิจกรรมทางธุรกิจในสหรัฐชะลอลงในเดือนสิงหาคมเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกัน โดยได้รับผลกระทบจากภาวะขาดแคลนอุปทาน และการแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วของไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์เดลตา

อ่านข่าวเพิ่มเติม